ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ ไทยสยามได้เสียดินแดนประเทศราชไปครั้งหนึ่งให้กับอาณานิคมฝรั่งเศส และต่อมา ในรัชกาลที่ ๕ ไทยสยามเราก็ทยอยเสียดินแดนประเทศราชมาเรื่อยๆ จนหลังจากการเสียประเทศราชทางลาวล้านช้างฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในปี พ.ศ ๒๔๓๖ รัชกาลที่ ๕ และรัฐบาลไทยสยามในขณะนั้น จึงมีความจำเป็นต้องปรับระบบการปกครองเพื่อให้รัดกุมยิ่งขึ้นเพื่อให้รอดพ้นภัยอาณานิคมตะวันตก หนึ่งในวิธีที่น่าสนใจคือ การยกเลิกหัวเมือง ตรี โท เอก และ ประเทศราช และการจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้น ซึ่งบรรดาอดีตหัวเมืองประเทศราช (ที่ยังไม่นับหัวเมืองไทยสยามจากส่วนกลางในขณะนั้น) มีดังนี้เช่น
๑. มณฑลลาวเฉียง, มณฑลลาวพุงดำ บริเวณอดีตประเทศราช ๘ จังหวัดในภาคเหนือ ทั้งหมด (เสียบางส่วนของน่าน เพื่อแลกจันทบุรีกลับคืนมา)
๒. มณฑลลาวพวน, มณฑลลาวกาว, มณฑลลาวกลาง บริเวณอดีตประเทศราชบนดินแดนลาวล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ภาคอีสานในปัจจุบัน) เกือบทั้งหมด (เสียเมืองจำปาศักดิ์เมืองเดียว เพื่อแลกจันทบุรีกลับคืนมา)
๓. มณฑลเขมร, มณฑลบูรพา, เขมรส่วนใน บริเวณอดีตประเทศราช ๓ เมือง เช่น เมืองพระตะบอง, เมืองศรีโสภณ และเมืองเสียมราฐ หรือ เสียมเรียบ (ต่อมาเสีย ๓ เมืองนี้ให้อาณานิคมฝรั่งเศสไป เพื่อแลกเมืองตราด, เมืองด่านซ้าย และบางส่วนของเกาะกง และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคืนมา)
๔. มณฑลปัตตานี คืออดีตประเทศราช ๗ หัวเมืองมลายู ของรัฐปัตตานีเดิม (กลายเป็น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน)
๕. มณฑลเคดาห์, มณฑลไทรบุรี คืออดีตประเทศราชหัวเมืองมลายูตะวันตก เช่น สตูล, ปะลิส และไทรบุรี (ต่อมาเสียไทรบุรีและปะลิส พร้อมๆกับรัฐมลายูตะวันออก คือ กลันตัน และ ตรังกานูให้แก่อาณานิคมอังกฤษไป เพื่อยกเลิกปฏิญญาลับ ปี ๒๔๔๐, กู้เงินสร้างรถไฟสายใต้ และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) คงเหลือรอดแต่สตูลเมืองเดียว
ในที่สุดจะเห็นได้ว่า ทุกหัวเมืองอดีตประเทศราชที่กล่าวมาทั้งหมด ถูกไทยสยามจากส่วนกลางรวบอำนาจเข้าส่วนกลางเข้ากรุงเทพฯ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไทยสยามไปในที่สุดหลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ ๑๑๒ แต่ที่ผมสนใจ และสงสัยเป็นที่สุดคือ มีหัวเมืองประเทศราช ๒ หัวเมือง ที่รัชกาลที่ ๕ และรัฐบาลไทยสยามนั้น ที่ไม่จัดการรวบอำนาจจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาลเหมือนอดีตหัวเมืองประเทศราชหัวเมืองอื่นๆ นั่นก็คือ กลันตัน และ ตรังกานู ผมข้องใจเหลือเกินว่า เหตุไฉนไทยสยามถึงยกเว้นสองรัฐมลายูนี้ให้ยังคงเป็นประเทศราชส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่สยามต่อไปโดยไม่รวบ หรือแบ่งหัวเมืองเพื่อจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล เหมือนหัวเมืองอดีตประเทศราชอื่นๆที่กล่าวมาเมื่อซักครู่นี้ที่ถูกไทยสยามผนวกรวมไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเสียหัวเมืองเหล่านี้ให้แก่อาณานิคมอังกฤษไป? (ร่ายยาวมากเกินไปต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ)
ทำไมรัฐกลันตันกับรัฐตรังกานูไม่ถูกรวบอำนาจเข้ากรุงเทพฯเหมือนหัวเมืองประเทศราชอื่นๆในสมัยรัชกาลที่ ๕?
๑. มณฑลลาวเฉียง, มณฑลลาวพุงดำ บริเวณอดีตประเทศราช ๘ จังหวัดในภาคเหนือ ทั้งหมด (เสียบางส่วนของน่าน เพื่อแลกจันทบุรีกลับคืนมา)
๒. มณฑลลาวพวน, มณฑลลาวกาว, มณฑลลาวกลาง บริเวณอดีตประเทศราชบนดินแดนลาวล้านช้างฝั่งขวาแม่น้ำโขง (ภาคอีสานในปัจจุบัน) เกือบทั้งหมด (เสียเมืองจำปาศักดิ์เมืองเดียว เพื่อแลกจันทบุรีกลับคืนมา)
๓. มณฑลเขมร, มณฑลบูรพา, เขมรส่วนใน บริเวณอดีตประเทศราช ๓ เมือง เช่น เมืองพระตะบอง, เมืองศรีโสภณ และเมืองเสียมราฐ หรือ เสียมเรียบ (ต่อมาเสีย ๓ เมืองนี้ให้อาณานิคมฝรั่งเศสไป เพื่อแลกเมืองตราด, เมืองด่านซ้าย และบางส่วนของเกาะกง และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตคืนมา)
๔. มณฑลปัตตานี คืออดีตประเทศราช ๗ หัวเมืองมลายู ของรัฐปัตตานีเดิม (กลายเป็น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน)
๕. มณฑลเคดาห์, มณฑลไทรบุรี คืออดีตประเทศราชหัวเมืองมลายูตะวันตก เช่น สตูล, ปะลิส และไทรบุรี (ต่อมาเสียไทรบุรีและปะลิส พร้อมๆกับรัฐมลายูตะวันออก คือ กลันตัน และ ตรังกานูให้แก่อาณานิคมอังกฤษไป เพื่อยกเลิกปฏิญญาลับ ปี ๒๔๔๐, กู้เงินสร้างรถไฟสายใต้ และยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขต) คงเหลือรอดแต่สตูลเมืองเดียว
ในที่สุดจะเห็นได้ว่า ทุกหัวเมืองอดีตประเทศราชที่กล่าวมาทั้งหมด ถูกไทยสยามจากส่วนกลางรวบอำนาจเข้าส่วนกลางเข้ากรุงเทพฯ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไทยสยามไปในที่สุดหลังจากวิกฤติการณ์ ร.ศ ๑๑๒ แต่ที่ผมสนใจ และสงสัยเป็นที่สุดคือ มีหัวเมืองประเทศราช ๒ หัวเมือง ที่รัชกาลที่ ๕ และรัฐบาลไทยสยามนั้น ที่ไม่จัดการรวบอำนาจจัดเป็นมณฑลเทศาภิบาลเหมือนอดีตหัวเมืองประเทศราชหัวเมืองอื่นๆ นั่นก็คือ กลันตัน และ ตรังกานู ผมข้องใจเหลือเกินว่า เหตุไฉนไทยสยามถึงยกเว้นสองรัฐมลายูนี้ให้ยังคงเป็นประเทศราชส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่สยามต่อไปโดยไม่รวบ หรือแบ่งหัวเมืองเพื่อจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาล เหมือนหัวเมืองอดีตประเทศราชอื่นๆที่กล่าวมาเมื่อซักครู่นี้ที่ถูกไทยสยามผนวกรวมไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเสียหัวเมืองเหล่านี้ให้แก่อาณานิคมอังกฤษไป? (ร่ายยาวมากเกินไปต้องขออภัยไว้ล่วงหน้านะครับ)