Box set มหากาพย์มหาภารตะ 4 เล่มจบ ปกแข็ง+ภาคผนวก 2 เล่ม+CD 3 แผ่นเรียบเรียงมาเล่าใหม่ โดย วีระ ธีรภัทร

ติดต่อกลับ
http://www.our-bookstore.com
เพจFB : ร้าน Our Books
E-mail Our-books@live.com
(แม่ค้าใจดีค่ะแต่อาจจะตอบเมลช้าหน่อยนะคะ ^-^)


หมด

"Box set มหากาพย์มหาภารตะ 4 เล่มจบ ปกแข็งบรรจุในกล่องสวยงาม"

เรียบเรียงมาเล่าใหม่ โดย วีระ ธีรภัทร

สภาพใหม่ ร้อยล้าน %

( ราคานี้รวมส่ง EMS )

### Box Set เต็มรูปแบบ + แผ่น CD เข้าขั้นหายากมาก

+ ภาคผนวก 2 เล่ม

เล่ม 1 (ศุกนตลา-ทมยันตี-สาวิตรี)

เล่ม 2 (เรื่องของพระราชายาติ ตำนานการต่อสู้ของเทวดากับอสูร)

ข้างล่างนี้เป็นของแถม (จำนวนจำกัด/ไม่ได้มีครบทุกชุด)

1. CD เสวนาเปิดตัวหนังสือ เรื่องเล่ามหากาพย์มหาภารตะ 3 แผ่น
2. CD เส้นทางในฝัน Trans-Siberian อ.วีระ ธีรภัทร
มหากาพย์มหาภารตะ' เป็น 1 ใน 2 มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียโบราณ
 
เนื้อเรื่องหลักเล่าถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเจ้าเการพและเจ้าปาณฑพ พี่น้องแห่งราชวงศ์กุรุ แต่ต้องมาทำสงครามเพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ทุ่งกุรุเกษตรเป็นเวลา 18 วัน
 
พวกเจ้าปาณฑพได้รับการยกย่องว่าเป็นฝ่ายธรรมะ ในขณะที่พวกเจ้าเการพได้รับการตำหนิว่าเป็นฝ่ายอธรรม
 
สงครามบนทุ่งกุรุเกษตรที่เกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่การทำสงครามธรรมดา แต่เป็นสงครามที่บรรยายถึงการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และในมหากาพย์มหาภารตะเองยังประกอบด้วยเรื่องแทรก ตำนาน คติสอนใจ หลักธรรมคำสั่งสอนในเรื่องต่างๆ ครอบคลุมชีวิตและสังคมของมนุษย์ในโลกทั้งหมด
 
ผู้เขียนได้แบ่งหมวดหมู่ในการแปลเรียบเรียงและเล่าใหม่เป็นหนังสือ 'เรื่องเล่าจากมหากาพย์มหาภารตะ' ออกเป็นชุด 4 เล่มจบด้วยกัน คือ ...
เล่ม 1 ว่าด้วยกำเนิดพี่น้องเการพและปาณฑพ
เล่ม 2 ว่าด้วยเหตุแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร
เล่ม 3 ว่าด้วยสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร และ
เล่ม 4 ว่าด้วยผลพวงแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร
 
เรื่องเล่าจากมหากาพย์ มหาภารตะ - วีระ ธีรภัทร
 
ความยิ่งใหญ่ของ 'มหากาพย์มหาภารตะ' นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้สนใจอารยธรรมอินเดียโบราณควบคู่กับ 'มหากาพย์รามายาณะ' มาเป็นเวลายาวนาน แต่ในสังคมไทย มหาภารตะกลับเป็นที่รับรู้กันในวงจำกัดเฉพาะหมู่ปราชญ์ผู้รู้เท่านั้น ไม่แพร่หลายไปสู่มหาชนเท่ากับรามายาณะหรือ 'รามเกียรติ์' แม้ว่ามหากาพย์ทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นการสดุดีวีรกรรมนักรบในวรรณะกษัตริย์เช่นกันก็ตามที 
 
ทั้งนี้ รามายาณะ เป็นเรื่องราวของสุริยวงศ์หรือวงศ์พระอาทิตย์ (Sun Dynasty) ในขณะที่ มหาภารตะ เป็นเรื่องราวของจันทรวงศ์หรือวงศ์พระจันทร์ (Moon Dynasty) แต่มหากาพย์ทั้งสองเรื่องดังกล่าว ก็เป็นเรื่องราวการอวตารลงมาปราบยุคเข็ญของพระนารายณ์ด้วยกันทั้งคู่ และยังถือเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพราหมณ์ที่บูชาพระวิษณุหรือไวศนวนิกาย 
สังคมไทยปัจจุบัน สามารถกล่าวได้ว่ารับรู้เรื่องราวมหากาพย์มหาภารตะผ่านหนังสือ 'มหาภารตยุทธ' ของ อาจารย์กรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย ซึ่งแปลและเรียบเรียงเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบเป็นสำคัญนับตั้งแต่ปี 2525 จนถึงขณะนี้เป็นเวลายาวนานถึง 25 ปีเต็ม หลังจากนั้นคนรุ่นใหม่แทบจะไม่สนใจหรือรับรู้เรื่องราวมหากาพย์มหาภารตะเพียงกระท่อนกระแท่นเท่านั้น
 
และ วีระ ธีรภัทร นักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ได้เรียบเรียงมาเล่าใหม่ โดยได้แบ่งหมวดหมู่ในการแปลเรียบเรียงและเล่าใหม่เป็นหนังสือ 'เรื่องเล่าจากมหากาพย์มหาภารตะ' ออกเป็นชุด 4 เล่มจบด้วยกัน คือ เล่ม 1 ว่าด้วยกำเนิดพี่น้องเการพและปาณฑพ เล่ม 2 ว่าด้วยเหตุแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร เล่ม 3 ว่าด้วยสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร และเล่ม 4 ว่าด้วยผลพวงแห่งสงครามบนทุ่งกุรุเกษตร โดยเขาตั้งใจเอาไว้ว่าจะทำให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี แต่ละเล่มจะใช้เวลาเรียบเรียงประมาณหนึ่งปี ฉะนั้นถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาด เล่ม 4 น่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2553
 
'มหากาพย์มหาภารตะ' เป็น 1 ใน 2 มหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดียโบราณ เนื้อเรื่องหลักเล่าถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างเจ้าเการพและเจ้าปาณฑพ พี่น้องแห่งราชวงศ์กุรุ แต่ต้องมาทำสงครามเพื่อยุติข้อขัดแย้งที่ทุ่งกุรุเกษตรเป็นเวลา 18 วัน พวกเจ้าปาณฑพได้รับการยกย่องว่าเป็นฝ่ายธรรมะ ในขณะที่พวกเจ้าเการพได้รับการตำหนิว่าเป็นฝ่ายอธรรม 
 
สงครามบนทุ่งกุรุเกษตรที่เกิดขึ้น มิใช่เพียงแค่การทำสงครามธรรมดา แต่เป็นสงครามที่บรรยายถึงการต่อสู้ระหว่างธรรมะกับอธรรมซึ่งเกิดขึ้นตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และในมหากาพย์มหาภารตะเองยังประกอบด้วยเรื่องแทรก ตำนาน คติสอนใจ หลักธรรมคำสั่งสอนในเรื่องต่างๆ ครอบคลุมชีวิตและสังคมของมนุษย์ในโลกทั้งหมด
 
"ผมเริ่มสนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องมหากาพย์มหาภารตะจริงๆ เมื่อหกปีก่อน เป็นผลพวงจากการที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวชมปราสาทนครวัดและเมืองนครธมในเขมรเมื่อต้นปี 2544 ถ้าหากใครมีโอกาสเดินผ่านระเบียงคดรอบปราสาทนครวัด ซึ่งมีภาพสลักหินนูนต่ำอยู่ 8 แผงนั้น คงจะทราบว่ามีอยู่แผงหนึ่งเป็นภาพสลักหินนูนต่ำเล่าเรื่องราวสงครามที่ทุ่งกุรุเกษตร บอกตรงๆ ว่าเมื่อผมได้ยินได้ฟังเรื่องราวดังกล่าวเป็นครั้งแรก ทำให้ผมรู้สึกเลยว่าโง่แบบชนิดให้อภัยตัวเองไม่ได้ แม้จะรู้เลาๆ ว่ามหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดียโบราณมีสองเรื่องด้วยกันคือ 'มหากาพย์รามายาณะ' ที่เรารู้จักกันในชื่อว่า 'รามเกียรติ์' กับ 'มหากาพย์มหาภารตะ' แต่สำหรับเรื่องมหาภารตะ ต้องบอกว่ารู้น้อยจนแทบจะเรียกว่าไม่รู้เลยสักนิดก็ว่าได้ 
 
ความทรงจำอันรางเลือนของผมเมื่อเกือบสามสิบปีก่อนตอนที่อ่านนวนิยายแปลเรื่อง 'กามนิต-วาสิฏฐี' ในชั้นเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น บอกให้ผมรู้เรื่องสงครามบนทุ่งกุรุเกษตรเล็กน้อย บอกให้ผมรู้เรื่องพี่น้องเการพฝ่ายหนึ่งและพี่น้องปาณฑพอีกฝ่ายหนึ่ง สองฝ่ายต้องมารบพุ่งล้มตายทำสงครามบนสมรภูมิที่ทุ่งกุรุเกษตร ผมมารู้ในภายหลังว่าเรื่องราวในกามนิต-วิสิฏฐีที่ผมอ่านแบบไม่รู้เรื่องและไม่เข้าใจตอนต้นนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างพระกฤษณะกับอรชุนก่อนสงครามบนทุ่งกุรุเกษตรจะเริ่มขึ้น" วีระ ธีระภัทร เล่าถึงแรงเร้าที่ทำให้เกิดเป็นหนังสือเล่มนี้
 
"เมื่อผมศึกษาค้นคว้าหาความรู้เกี่ยวกับมหากาพย์ภารตะไปได้สักระยะหนึ่ง ผมก็อดไม่ได้ที่จะนำเรื่องที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาแบ่งปันให้กับผู้ฟังทางบ้าน และงานที่คิดตอนแรกว่าจะทำเล่นๆ ไม่ได้เอาจริงเอาจังอะไร ก็กลับกลายเป็นงานใหญ่กินเวลานานและทำให้ผมหลงเข้าไปอยู่ในโลกของมหากาพย์ภารตะแบบไม่รู้ตัว เริ่มเล่ามาตั้งแต่ปี 2546 เล่าบ้างหยุดบ้างแล้วแต่อารมณ์ เล่าไปเล่ามากลายเป็นว่ามีผู้ฟังเป็นจำนวนมากสนใจและติดตามฟังกันอย่างใกล้ชิด กระทั่งจัดทำเป็นเทปและซีดีรวบรวมเป็นชุด จนถึงขณะนี้มี 2 ชุดด้วยกัน
 
สารภาพว่าแรกๆ แม้จะตระเตรียมต้นฉบับการเล่าเรื่องเอาไว้ก็จริง แต่ก็ทำแบบค่อนข้างลวกๆ เพราะหนังสือหนังหาและอุปกรณ์เสริมที่จะทำให้เข้าใจเรื่องราวทะลุปรุโปร่งยังไม่มี ตอนนั้นผมยังหาดีวีดีและวีซีดีภาพยนตร์เรื่องมหาภารตะมาดูไม่ได้ ส่วนที่ฉายทางเคเบิลทีวีก็ดูไม่ปะติดปะต่อ แถมเนื้อหาในภาพยนตร์กับหนังสือก็ดำเนินเรื่องไม่เหมือนกันอีก พูดง่ายๆ ว่าที่เล่าไปแล้วมีความผิดพลาดมาก บางครั้งสับสนกับตัวละคร และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมาแก้ไขกันใหม่ในตอนหลัง" 
 
ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องเปลี่ยนวิธีทำงานแบบเดิม แทนที่จะหยิบฉวยจากหนังสือเล่มนี้เล่มนั้นมาประมวลรวมเป็นหนึ่งเดียวซึ่งทำให้ไม่คงเส้นคงวาในการเดินเรื่อง เขาก็หันมาใช้วิธีเหมาะสมกว่าคือใช้ต้นฉบับของหนังสือมหาภารตะที่คิดว่าเดินเรื่องได้ถูกใจเขามากที่สุดเป็นต้นฉบับหลัก และอ่านเล่มอื่นประกอบเพื่อตีความให้ชัดเจนและแม่นยำ 
 
"ต้นฉบับมหาภารตะที่เชื่อว่าเป็นต้นฉบับเต็ม แปลจากโศลกภาษาสันสกฤตมาเป็นภาษาอังกฤษ คือต้นฉบับ The Mahabharata ของ Kisari Mohan Ganguli ที่ใช้ความอุตสาหะทุ่มเทแปลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนานถึง 30 ปี และทยอยตีพิมพ์จนเสร็จ เข้าใจว่าต้นฉบับภาษาอังกฤษร้อยแก้วของกังกุลีนี่แหละที่แพร่หลายที่สุด และผู้รู้ชาวไทยก็คงจะใช้ต้นฉบับร้อยแก้วภาษาอังกฤษเล่มนี้เป็นฉบับหลักในการแต่งหนังสือ บทกลอน หรือความเรียงที่ได้รับการยกย่องในเวลาต่อมา ให้เป็นงานวรรณกรรมยอดเยี่ยมของไทย และทั่วโลกที่อ่านอักษรเทวนาครีในภาษาสันสกฤตไม่ออกก็จะอ่านจากเล่มนี้ 
 
ปัจจุบันมีคนกำลังแปลเป็นภาษาอังกฤษในสำนวนใหม่ เพราะสำนวนนั้นเป็นร้อยปีแล้ว แต่ยังไม่มีใครทำสำเร็จเลย ส่วนผมก็อ่านจากต้นฉบับกังกุลีด้วย ทราบว่าต้นฉบับที่เขาอ่านจากโศลกภาษาสันสกฤตแล้วเอามาเขียนใหม่เป็นภาษาอังกฤษมีเยอะมาก ประมาณ 40-50 สำนวน และใน 40-50 สำนวนนี้ ผมอ่านประมาณสัก 10 กว่าสำนวน และใน 10 กว่าสำนวนมันจะมีจุดเน้นจุดต่างที่แตกต่างกันไป 
 
ผมใช้วิธีเอามาประมวลและดูการเดินเรื่อง วิธีเล่า เนื้อหา โครงเรื่องเหมือนกัน และดูระดับของภาษาด้วย เพราะมีทั้งระดับภาษาอังกฤษที่ยากกับภาษาอังกฤษที่ง่าย ผมก็เลือกเอาเล่มหนึ่งที่คิดว่าสนุกเป็นเล่มหลัก แต่ถ้ารู้สึกว่าติดขัดก็จะไปเอาเล่มอื่นมาประกอบกัน พูดง่ายๆ ว่าใช้วิธีเรียบเรียงจากที่เขาเล่าใหม่ แต่ว่าเอามาผสมผสานกัน พยายามแทรกเรื่องเกร็ดต่างๆ เพื่ออธิบายให้คนไทยอ่านเข้าใจง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นมหาภารตะของแต่ละคนที่เขียนหรือของแต่ละคนที่เล่าจะไม่เหมือนกัน"
 
เมื่อเล่าออกรายการวิทยุกับเขียนเป็นหนังสือ เขาบอกว่าเขียนยากกว่า เพราะคนฟังวิทยุเขาสัมผัสกับเสียง จินตนาการกับเสียง แต่ว่าทำหนังสือคนอ่านต้องจินตนาการด้วยตัวของเขาเอง ผัสสะไม่เหมือนกัน หนังสือไม่สามารถจะเร้าและไม่สามารถจะทำเสียงสูงเสียงต่ำได้ เขียนแล้วต้องเขียนอย่างนั้น เวลามีมุกมีเกร็ดอะไรมันแทรกไม่ได้ และเล่มแรกนี้ใช้เวลาเขียนนาน 6 เดือน 
 
ถามว่าอ่านมหากาพย์เรื่องนี้แล้วจะทำให้เข้าใจคนอินเดียในปัจจุบันมากขึ้นระดับไหน เขาบอกว่า "มหากาพย์เรื่องนี้เป็นอินเดียในลักษณะด้านลึก อารมณ์ความรู้สึกเขามีรากฐานมาจากรามายาณะกับมหาภารตะ รวมทั้งคัมภีร์ปุราณะอื่นๆ ในศาสนาฮินดูและศาสนาพราหมณ์ ฉะนั้นเขาสะท้อนออกมาโดยไม่รู้ตัว เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในการหล่อหลอมจิตใจคนอินเดีย ทำให้มองอินเดียอีกแบบหนึ่ง ผมเพิ่งไปอินเดียมาสองครั้ง บอกได้เลยว่าผมยังไม่รู้จักอินเดีย ยังต้องไปดูมากกว่านี้ ยังงงอยู่ ทั้งวัฒนธรรมและความเชื่อเรื่องการบูชา มันเหมือนกับศาสนาพุทธในคัมภีร์พระไตรปิฎกกับศาสนาพุทธที่ปฏิบัติ มันคนละเรื่องกัน ลัทธิ พิธีกรรมไม่เหมือนกัน แต่ว่ามันมีรากฐานที่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมเขาบูชาพระกฤษณะ ทำไมเขาบูชาหนุมาน เหล่านี้เข้าใจได้
 
ทั้ง 4 เล่มนี้ ผมชอบตอนจบมากที่สุด เพราะหลักคิดอยู่เล่มท้ายๆ คือใน 18 บรรพ จะมีบรรพหนึ่งพูดถึงหลักรัฐศาสตร์ คือ หลักราชธรรม หลักการเป็นผู้นำผู้ปกครอง เรื่องการปกครองบ้านเราก็ดัดแปลงมาจากตรงนี้ ในอนาคตผมจะเขียนแยกเป็นอีกเล่มหนึ่งต่างหาก ฉะนั้นถ้าจะเอาหลักคิดหลักธรรมมันอยู่เล่มท้ายๆ ตอนอวสานหรือตอนจบ ส่วนเล่มหนึ่งกับเล่มสองจะเป็นการปูเรื่องเหมือนนิยาย ทำให้ตื่นเต้น สนุกสนานเร้าใจ คนอ่านชอบ แต่เล่มสามเป็นเรื่องสงครามซึ่งเครียดมาก แต่เล่มสี่เป็นการมองย้อนกลับมาดูอีกทีหนึ่ง และให้คำอธิบายเชิงลึกในหลักคิดแนวทางในการดำเนินชีวิต แนวทางในการเป็นผู้ปกครอง
 
การอ่านมหาภารตะของชาวอินเดียเชื่อว่าเป็นความศักดิ์สิทธิ์ ระดับในแง่ศาสนาถ้าใครได้ฟังมหาภารตะจบ แม้ว่าไม่ได้มีความรู้เรื่องคัมภีร์พระเวท แต่เมื่อได้ฟังทั้งหมดเท่ากับว่าได้ชำระจิตใจเหมือนได้ฟังพระเวท และจะเป็นส่วนหนึ่งของ 'ปรมาตมัน' เขาฟังเพราะได้ขึ้นสวรรค์ ดังนั้นมหาภารตะในอินเดียคือสวรรค์ ใครไม่อยากตกนรกต้องฟังมหาภารตะ เหมือนกับเราฟังเทศน์มหาชาติแล้วได้ขึ้นสวรรค์ ทำให้ทุกคนต้องฟังมหาภารตะ" 
 
เนื่
แก้ไขข้อความเมื่อ

สินค้าอื่นๆ ของ Please read me

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่