ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่านี่เป็นการตั้งกระทู้เป็นครั้งแรก (ต้องขออภัยไว้ก่อนนะครับ)
ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์ในการถูกบอกเลิกจากผู้หญิงที่ผมรักที่สุด เริ่มตั้งแต่เข้ามาเรียนมหาลัยหลังจากจบ ม.6 เด็กบ้านนอกครอบครัวจนๆคนนึงก็มีความหวังว่าอยากมีใบปริญญาเพื่อทำให้พ่อแม่ภูมิใจ และมีงานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวไม่ต้องการให้ร่ำรวยอะไรมากแค่อยากให้พ่อแม่ไม่ลำบากตอนท่านอายุมากแล้ว หลังจากที่ตั้งใจเรียนพร้อมกับทำงานไปด้วย ในที่สุดก็สามารถคว้าใบปริญามาได้สำเร็จ ก็เริ่มสมัครงานที่ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ทำงานเงินเดือนเริ่มตั้งแต่หลักพันจนปัจจุบันก็หลังหมื่นต้น ตามกฏหมายแรงงาน อยู่มาวันนึงผมก็ได้มาเจอผู้หญิงคนอวบอ้วน เธอมาสมัครงานที่เดียวกันกับผม เธออายุน้อยกว่าผม เธอเป็นคนน่ารัก ผมชอบแอบมองเธอ แต่ด้วยพรหมลิขิตหรือเปล่าเธอไม่รู้ เธอก็ต้องมาอยู่ในแผนกเดียวกันที่ผมดูแลอยู่ ก็ต้องมีการปรึกษาปัญหาเรื่องงานกันอยู่บ่อยๆทำให้เราสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆจากที่คุยเรื่องงานก็เริ่มพูดถึงเรื่องส่วนตัวกันทำให้เรารู้สึกสนิทกันมากขึ้น ก็คุยกันเรื่อยๆกลับบ้านก็โทรหากันทุกวัน ก็เป็นแบบนี้ประมาณ 2 ปี อยู่ๆวันนึง เราก็คุยกันเรื่องแต่งงานและสร้างครอบครัว เธอไม่ได้ปฏิเสธผม หลังจากนั้นเราก็ตั้งใจจะทำงานเก็บเงินเพื่องานแต่งที่เราวาดฝันไว้ หลังจากที่ตั้งใจเก็บเงินกันมาประมาณ 1 ปีเราก็พอจะมีเงินไว้เป็นค่าสินสอดที่ไม่เยอะอะไรเลยมากมายและค่าใช้จ่ายการจัดงาน โดยที่เราไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากทางบ้านเลย หลังจากแต่งงานกันมา ก็เหมือนชีวิตคุ่ทั่วไปตื่นเช้ามาไปทำงานด้วยกันกลับบ้านพร้อมกัน ขณะนั้นเรามีความสุขมากๆแม้จะมีปากเสียงทะเลาะกันบ้าง แต่เราก็รักกันมากเหมือนเดิมและจะมากขึ้นเรื่อยๆ เราใช้ชีวิตแบบนี้มาได้ประมาณ 3-4 ปี จากที่เช่าหอพัก เราก็เริ่มคิดที่จะทำครอบครัวให้สมบูรณ์โดยอยากมีบ้านมีลูก น่ารักๆสักคน จึงเริ่มหาบ้าน แต่เงินเดือนหมื่นต้นๆจะหาบ้านเดี่ยวหรือทาวโฮม ก็ไม่ได้ ถูกปฏิเสธจากธนาคารมาก็หลายครั้ง เราเลยตกลงกันที่คอนโดราคาไม่ได้สูงเท่าไหร่ ราคา 7-8 แสน และเราก็ทำสำเร็จจริงๆเราสามารถยื่นกู้ได้สำเร็จ และเราก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่(บ้านของเราจริงๆ)แต่หลังจากที่เราเข้าไปอยู่ได้ไม่นานแฟนผมก็เริ่มป่วยไม่สบายเธอจะชอบมีไข้ตัวร้อนตอนกลางคืนก็ไปหาหมอรักษามาเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร กินยาหาหมอตามหมอนัดมาเรื่อยๆประมาณ 1 ปี แต่พอเข้าปีที่2 เธอเริ่มอาการแย่ลง จากที่เดินได้ปกติเธอเริ่มมีอาการ ขาอ่อนแรง ชาท่อนล่าง จนเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 2 ครั้งเนื่องจากหมอวินิจฉัยว่าเธอติดเชื้อในไขสันหลัง หลังจากที่ผ่าตัดมา หมอแจ้งว่าเธอจะไม่เหมือนเดิม แต่ผมก็ยังมีหวังว่าถึงจะไม่เต็ม 100 แต่ผมจะทำให้เธอใช้ชีวิตให้เหมือนเดิมมากที่สุด ปัจจุบันเธอก็ต้องออกจากงานเพราะเธอยังไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเองยังต้องใช้เครื่องช่วยเดินอยู่ เธอเครียดมากร้องไห้ทุกวันทั้งต่อหน้าผมและแอบร้องโดยไม่ให้ผมเห็น แต่ผมรู้สึกได้ตลอดว่าเธอไม่มีความสุข เธอชอบนั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกดูผู้คนที่เดินไปมา(ผมมองเธอทีไรน้ำตาไหลทุกที) เธอมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวและความฝันของเราทั้งสองพัง แต่ผมก็ปลอบใจเธอทุกครั้ง ปลอบไปร้องไห้กันไป เธอชอบถามว่าผมยังรักเธออยู่มั้ย ผมจะทิ้งเธอมั้ย แต่ผมก็บอกเธอเสมอและสัญญากับเธอตลอดว่ารักและจะไม่มีวันปล่อยมือหรือทิ้งเธอไปไปไหน แต่เธอบอกไม่ต้องสัญญา เพราะเธอไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวทำให้ผมเหนื่อยหรือตัดโอกาสคนดีๆที่ปกติกว่าเธอ เข้ามาในชีวิตผม เธอชอบบอกว่าถ้ามีผู้หญิงเข้ามาให้ผมเปิดรับได้เลยโดยเธอจะไม่ห้ามอะไรผมเลย เธอจะบอกเลิกผมใช่มั้ย แต่ผมก็หน้าด้านไม่ยอมเลิกผมยังดูแลเธออยู่ตลอด และผมก็รักเธอมากผมบอกเธอว่าผมจะไม่ยอมเลิกกับเธอหรอก แต่เธอจะเลิกกับผมให้ได้เลย เธอยังโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุทำให้ครอบครัวทั้งผมและเธอเดือดร้อน จากคนที่มีรายได้ช่วยเหลือทางบ้าน กลายเป็นคนที่ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายของเธอยังเหมือนเดิม รายรับของผมไม่พอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน หารายได้เสริมรับออเดอร์ขนมไปขายกับเพื่อนที่ทำงานก็ยังช่วยค่าเดินทางค่าข้าวได้บ้าง แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากเนื่องจากต้องเอาเวลาไปดูแลเธอด้วย ยิ่งทำให้ผมเครียดแล้วจึงส่งผลให้เธอเครียดกับผมไปด้วยแต่ผมก็พยายามบอกเธอว่ายังไหวอยู่ ทั้งที่ข้างในมันล้าเต็มที แต่ก็พยายามทำให้เธอมีความสุขแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ (แต่ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่มีวันเลิกกับเธอแน่นอนถึงเธอจะบอกเลิกผมสักกี่ร้อยครั้ง)ขอบคุณที่เสียสละเวลาเข้ามาอ่านจนจบ ขอบคุณครับ
แฟนบอกเลิกทั้งที่ยังรักเพราะไม่อยากเห็นแก่ตัว
ผมอยากมาแชร์ประสบการณ์ในการถูกบอกเลิกจากผู้หญิงที่ผมรักที่สุด เริ่มตั้งแต่เข้ามาเรียนมหาลัยหลังจากจบ ม.6 เด็กบ้านนอกครอบครัวจนๆคนนึงก็มีความหวังว่าอยากมีใบปริญญาเพื่อทำให้พ่อแม่ภูมิใจ และมีงานทำเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวไม่ต้องการให้ร่ำรวยอะไรมากแค่อยากให้พ่อแม่ไม่ลำบากตอนท่านอายุมากแล้ว หลังจากที่ตั้งใจเรียนพร้อมกับทำงานไปด้วย ในที่สุดก็สามารถคว้าใบปริญามาได้สำเร็จ ก็เริ่มสมัครงานที่ได้รับผลตอบแทนมากขึ้น ทำงานเงินเดือนเริ่มตั้งแต่หลักพันจนปัจจุบันก็หลังหมื่นต้น ตามกฏหมายแรงงาน อยู่มาวันนึงผมก็ได้มาเจอผู้หญิงคนอวบอ้วน เธอมาสมัครงานที่เดียวกันกับผม เธออายุน้อยกว่าผม เธอเป็นคนน่ารัก ผมชอบแอบมองเธอ แต่ด้วยพรหมลิขิตหรือเปล่าเธอไม่รู้ เธอก็ต้องมาอยู่ในแผนกเดียวกันที่ผมดูแลอยู่ ก็ต้องมีการปรึกษาปัญหาเรื่องงานกันอยู่บ่อยๆทำให้เราสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆจากที่คุยเรื่องงานก็เริ่มพูดถึงเรื่องส่วนตัวกันทำให้เรารู้สึกสนิทกันมากขึ้น ก็คุยกันเรื่อยๆกลับบ้านก็โทรหากันทุกวัน ก็เป็นแบบนี้ประมาณ 2 ปี อยู่ๆวันนึง เราก็คุยกันเรื่องแต่งงานและสร้างครอบครัว เธอไม่ได้ปฏิเสธผม หลังจากนั้นเราก็ตั้งใจจะทำงานเก็บเงินเพื่องานแต่งที่เราวาดฝันไว้ หลังจากที่ตั้งใจเก็บเงินกันมาประมาณ 1 ปีเราก็พอจะมีเงินไว้เป็นค่าสินสอดที่ไม่เยอะอะไรเลยมากมายและค่าใช้จ่ายการจัดงาน โดยที่เราไม่ได้ขอความช่วยเหลือจากทางบ้านเลย หลังจากแต่งงานกันมา ก็เหมือนชีวิตคุ่ทั่วไปตื่นเช้ามาไปทำงานด้วยกันกลับบ้านพร้อมกัน ขณะนั้นเรามีความสุขมากๆแม้จะมีปากเสียงทะเลาะกันบ้าง แต่เราก็รักกันมากเหมือนเดิมและจะมากขึ้นเรื่อยๆ เราใช้ชีวิตแบบนี้มาได้ประมาณ 3-4 ปี จากที่เช่าหอพัก เราก็เริ่มคิดที่จะทำครอบครัวให้สมบูรณ์โดยอยากมีบ้านมีลูก น่ารักๆสักคน จึงเริ่มหาบ้าน แต่เงินเดือนหมื่นต้นๆจะหาบ้านเดี่ยวหรือทาวโฮม ก็ไม่ได้ ถูกปฏิเสธจากธนาคารมาก็หลายครั้ง เราเลยตกลงกันที่คอนโดราคาไม่ได้สูงเท่าไหร่ ราคา 7-8 แสน และเราก็ทำสำเร็จจริงๆเราสามารถยื่นกู้ได้สำเร็จ และเราก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่(บ้านของเราจริงๆ)แต่หลังจากที่เราเข้าไปอยู่ได้ไม่นานแฟนผมก็เริ่มป่วยไม่สบายเธอจะชอบมีไข้ตัวร้อนตอนกลางคืนก็ไปหาหมอรักษามาเรื่อยๆแต่ก็ยังไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร กินยาหาหมอตามหมอนัดมาเรื่อยๆประมาณ 1 ปี แต่พอเข้าปีที่2 เธอเริ่มอาการแย่ลง จากที่เดินได้ปกติเธอเริ่มมีอาการ ขาอ่อนแรง ชาท่อนล่าง จนเธอต้องเข้ารับการผ่าตัดถึง 2 ครั้งเนื่องจากหมอวินิจฉัยว่าเธอติดเชื้อในไขสันหลัง หลังจากที่ผ่าตัดมา หมอแจ้งว่าเธอจะไม่เหมือนเดิม แต่ผมก็ยังมีหวังว่าถึงจะไม่เต็ม 100 แต่ผมจะทำให้เธอใช้ชีวิตให้เหมือนเดิมมากที่สุด ปัจจุบันเธอก็ต้องออกจากงานเพราะเธอยังไม่สามารถเดินได้ด้วยตัวเองยังต้องใช้เครื่องช่วยเดินอยู่ เธอเครียดมากร้องไห้ทุกวันทั้งต่อหน้าผมและแอบร้องโดยไม่ให้ผมเห็น แต่ผมรู้สึกได้ตลอดว่าเธอไม่มีความสุข เธอชอบนั่งเหม่อมองออกไปข้างนอกดูผู้คนที่เดินไปมา(ผมมองเธอทีไรน้ำตาไหลทุกที) เธอมักจะโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้ครอบครัวและความฝันของเราทั้งสองพัง แต่ผมก็ปลอบใจเธอทุกครั้ง ปลอบไปร้องไห้กันไป เธอชอบถามว่าผมยังรักเธออยู่มั้ย ผมจะทิ้งเธอมั้ย แต่ผมก็บอกเธอเสมอและสัญญากับเธอตลอดว่ารักและจะไม่มีวันปล่อยมือหรือทิ้งเธอไปไปไหน แต่เธอบอกไม่ต้องสัญญา เพราะเธอไม่อยากเป็นคนเห็นแก่ตัวทำให้ผมเหนื่อยหรือตัดโอกาสคนดีๆที่ปกติกว่าเธอ เข้ามาในชีวิตผม เธอชอบบอกว่าถ้ามีผู้หญิงเข้ามาให้ผมเปิดรับได้เลยโดยเธอจะไม่ห้ามอะไรผมเลย เธอจะบอกเลิกผมใช่มั้ย แต่ผมก็หน้าด้านไม่ยอมเลิกผมยังดูแลเธออยู่ตลอด และผมก็รักเธอมากผมบอกเธอว่าผมจะไม่ยอมเลิกกับเธอหรอก แต่เธอจะเลิกกับผมให้ได้เลย เธอยังโทษตัวเองอยู่เสมอว่าเป็นสาเหตุทำให้ครอบครัวทั้งผมและเธอเดือดร้อน จากคนที่มีรายได้ช่วยเหลือทางบ้าน กลายเป็นคนที่ไม่มีรายได้ แต่รายจ่ายของเธอยังเหมือนเดิม รายรับของผมไม่พอกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นในแต่ละเดือน หารายได้เสริมรับออเดอร์ขนมไปขายกับเพื่อนที่ทำงานก็ยังช่วยค่าเดินทางค่าข้าวได้บ้าง แต่มันก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากเนื่องจากต้องเอาเวลาไปดูแลเธอด้วย ยิ่งทำให้ผมเครียดแล้วจึงส่งผลให้เธอเครียดกับผมไปด้วยแต่ผมก็พยายามบอกเธอว่ายังไหวอยู่ ทั้งที่ข้างในมันล้าเต็มที แต่ก็พยายามทำให้เธอมีความสุขแม้จะเป็นสิ่งเล็กๆน้อยๆ (แต่ผมสัญญากับตัวเองว่าผมจะไม่มีวันเลิกกับเธอแน่นอนถึงเธอจะบอกเลิกผมสักกี่ร้อยครั้ง)ขอบคุณที่เสียสละเวลาเข้ามาอ่านจนจบ ขอบคุณครับ