ความคาดหวังและความเชื่อมั่นของเราเองสู่ความล้มเหลวของตัวเราเอง

ขอเกริ่นก่อนเลยว่า นี่เป็นกระทู้แรกที่ตั้ง อาจจะเขียนหรือเรียบเรียงได้ไม่ดี ต้องขออภัยไว้ด้วยนะคะ เราแค่อยากมาแบ่งปันมุมมองของเราค่ะ

ปัจจุบันเรากำลังศึกษาอยู่ในระดับม.4 และกำละงจะขึ้นม.5ในเทอมถัดไปค่ะ ถ้าดูจากภายนอก หลายๆคนคงเห็นเรามีความสุขดี มีเงินทอง และหลายๆอย่างพร้อม เราคิดว่าคนอื่นเห็นเราเป็นแบบนั้นจากนิสัยเราค่ะ แต่ทั้งๆที่เราคิดว่าเราเองก็มีความสุขดีนะ ทั้งๆแบบนั้น แต่เรากลับรู้สึกอยากร้องไห้อยู่ตลอดเลยค่ะ เราคิดว่ามุมมองของเราต่อโลกใบนี้ มันดูสดใสเกินไปค่ะ พอได้มาเจอปัญหา หรือแค่ต้องเผชิญหรือทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยเจอ เราก็ล้มลงแล้วค่ะ เคยคิดมาตลอดว่าสุดท้ายตัวเองจะยืนขึ้นมาได้ แต่ไม่เลย นอกจากเราจะไม่ได้ยืนขึ้นแล้ว ยังจมลงเรื่อยๆอีกด้วย จนในที่สุด เราเคยมีความคิดว่า "บางที เราตายไปเลยคงดีกว่า" ความคิดนี้แรกๆก็มีแค่เงามัวๆที่ไม่มีรูปร่างชัดเจนค่ะ ไม่ได้จริงจังมากจนไปสนใจอะไรขนาดนั้น จนเมื่อหลายเดือนก่อน คนที่เราเคยหมดซึ่งความเคารพไปแล้ว แต่ยังพอมีเยื่อใยที่เรียกว่าสายเลือดผูกไว้อยู่ ได้พูดกับเราว่า "การมีเราอยู่ ก็ดีแต่เป็นภาระเขา ไม่เคยจะทำให้เขามีความสุข อยู่ไปก็ทำแต่ให้เขาเครียด" แล้วเขาก็มักจะเอาชีวิตเราที่เขากำหนดทางให้ว่าต้องเรียนอะไร เรียนที่ไหน หรืออะไรต่างๆไปเทียบกับชีวิตเขาในสมัยก่อน ว่าเป็นลูกตัญญูยังไง บางทีก็ไม่เข้าใจค่ะ ว่าเราต้องยืนจุดไหนให้เขาพอใจ จากที่แค่เคยไม่เคารพ แต่ไม่แสดงความรู้สึกต่อต้าน ตอนนี้รู้สึกอยากช่วยเขาแล้วค่ะ ช่วยเขาโดยการที่เราหายไปจากโลกนี้ค่ะ

ย้อนกลับไปสมัยเด็ก เราถูกส่งให้เรียนพิเศษตั้งแต่อนุบาล 2 ค่ะ ด้วยความที่เรียนพิเสษมาก่อน ดังนั้นตั้งแต่อนุบาลจนประถม เราจะเป็นคนที่เรียนนำคนอื่นอะ ในบางเนื้อหาที่คนอื่นพยายามที่จะทำแบบฝึกหัดหรือจะเรียน เรากลับทำได้ง่ายๆ จนไม่รู้จักคำว่าพยายามค่ะ ด้วยความที่ทำได้ไม่มีปัญหาอะไร และได้เกรด 4 มาตลอด แต่จุดเปลี่ยนมันเริ่มตอนอยู่ป.6ค่ะ จากที่ปกติงานเก็บคะแนนจะเป็นงานง่ายๆสำหรับเด็ก หรือเก็บจากคะแนนสอบ ในตอนนั้น คะแนนเก็บจากความสมบูรณ์จากสมุด จำพวก จดครบ เนื้อหาถูกต้อง ซึ่งในตอนนั้นรู้สึกว่าเยอะมากๆค่ะ แต่ด้วยที่เคยเข้าใจมาตลอด ว่าไม่ต้องพยายามอะไร ยังไงะแนนก็ดี เลยจดบ้าง ปล่อยบ้าง วิชานั้นเลยป็น 3.5 ครั้งแรกในชีวิตค่ะ

ตอนนั้นคิดว่าตัวเองเรียนรู้ ตอนนั้นคิดว่าตัวเองล้ม แต่ลุกขึ้นมาได้แล้ว ยอมรับได้แล้ว แต่ความจริงๆคือไม่เลยค่ะ เราล้มลงไปจริง แต่ตั้งแต่ตอนนั้น เรายังไม่เคยลุกขึ้นมาเลย

ทางครอบครัวอยากให้เข้าศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาในห้องเรียนพิเศษ โรงเรียนมัธยมมีชื่อแห่งนึงในกรุงเทพ ตอนแรก เราติดตัวสำรอง เขาแสดงท่าทางผิดหวังกับเรามากๆ และข้อสอบเข้าตอนนั้น มีแต่เนื้อหาที่ไม่เคยเจอ เพราะถูกคาดหวัง เพราะเขาเชื่อว่าเราทำได้ และคงทำได้ง่ายๆเหมือนที่ผ่านมา แต่สุดท้ายก็ไม่ติดตัวจริง นอกจากเขาที่ผิดหวัง ก็มีเราที่เหมือนความหวังและความมั่นใจพังลงมาอีก ด้วยความที่เคยคิดว่าตัวเองลุกขึ้นมาได้แล้ว จึงพยายามที่จะดึงตัวเองลุกขึ้นมาอีก แต่ในความจริง นอกจากจะลุกขึ้นมาไม่ได้แล้ว ยังจมลงไปหนักกว่าเดิมอีก

ถึงแม้สุดท้ายจะสามารถเข้าเรียนในห้องนั้นได้ เพรามีผู้สละสิทธิ์ และเรียกตัวสำรองมาจนถึงเรา ตอนนั้นเป็นอะไรที่ดีใจมากๆค่ะ แต่พอมาตอนนี้ บางทีก็คิดนะคะ ว่าเราไม่ควรเข้าไปเรียนในห้องนั้นเลย

จริงอยู่ที่คะแนนในช่วงม.ต้นก็ไม่ได้ดีอะไรในห้อง แต่ถ้าเทียบเกณฑ์ทั่วไป ก็ดีถึงดีมากด้วยซ้ำค่ะ ในช่วงม.1 ด้วยความที่เป็นห้องพิเศษ จึงมีบ้างที่สอนเกินระดับ และนั่นเป็นครั้งแรกที่สอบตกค่ะ เพราะเอาแต่คิดเข้าข้างตัวเองว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ผ่านไป จนในที่สุดก็ลุกขึ้นมาไม่ได้ค่ะ จมลงไปอีก คราวนี้นอกจาก 3.5 และ 4 ก็มีเกรด 3 ด้วย ด้วยความที่ คาดหวังในตัวเองมาตลอด เชื่อว่าจะไม่เป็นไรและจะออกมาดีมาตลอด สุดท้ายความคาดหวังและความเชื่อมั่นนั้นนั่นหละค่ะ ที่กดเราลงไปให้จมมากกว่าเดิม ในช่วงม.2 เราไม่รู้ว่าเป็นที่ตัวเรา หรือเพราะอาจารย์หลายๆท่ายช่วย เกรดเฉลี่ยในปีนั้นของเราคือ 4.00 จากที่เราควรจะได้เรียนรู้ และฝึกที่จะพยายาม มันก็ทำให้เราคิดอีกแล้วว่าไม่เป็น สุดท้ายเราจบม.ต้นมาด้วยเกรดเฉลี่ย 3.89 หลายๆคนคงบอก ก็ดีแล้วนี่ ดีมากๆด้วย จะไปมีปัญหาอะไรล่ะ ใช่ค่ะ มันควรเป็นแบบนั้น ด้วยความเป็นห้องเรียนพิเศษ เกรดสูงสุดของห้องคือ 4.00 แล้วเกือบ 30 คนในห้อง เกรดเฉลี่ยเกิน 3.90 และได้เข็มเงิน เข็มทองหรือเข็มทองแดงกัน ในขณะที่เราอีกแค่ 0.01 ก็จะได้เข็มทองแดง ในตอนนั้นเรารู้สึกแย่มากๆค่ะ เราโทษทุกๆอย่างที่ทำให้เราไม่ได้เหมือนเพื่อนส่วนใหญ่ เราเองก็ไม่แน่ใจ ว่าตอนนั้น เราได้โทษตัวเองรึเปล่า

ช่วงสอบเข้าม.4 ที่บ้านคาดหวังว่า เราต้องติดเตรียมอุดมหรือมหิดล แต่เราไม่ติดสักที่ แม้แต่สอบเข้าห้องเรียนพิเศษในระดับม.ปลายโรงเรียนเดิม เราก็ไม่ติด แต่เราได้ดควตาห้องคิงของโรงเรียนเดิม หลายๆคนก็คงมองว่า ก็ดีแล้วนี่ ดีมากๆแล้ว แต่ท้ายที่สุดความคาดหวังและความเชื่อมั่นทั้งของตัวเองและครอบครัวก็ทำให้เรารู้สึกว่า จุดที่เราควรจะอยู่ มันไม่น่าจะแค่นี้ แล้วเรายังมีความคิดบ้าๆอีกว่า จุดที่เราอยู่มันไม่น่าจะแค่นี้ สุดท้าย เราติดโครงการนึงซึ่งเป็นทุนของกระทรวงวิทย์ เราเลือกมาเรียนโดยไม่ถามความพร้อมและศักยภาพของตัวเอง และตอนนี้เรากำลังจะหลุดทุน อย่างแก้ไขอะไรไม่ได้ และทั้งหมดเกิดจากเราเอง เป็นความล้มเหลวที่เราสร้างขึ้นมาด้วยตัวเอง

ท้ายที่สุด นอกจากเราจะยังลุกขึ้นมาไม่ได้ ในหัวก็มีแต่คำถามที่ว่า เราเกิดมาทำไม เราจะอยู่ไปทำไม เราอยู่ไปก็ไม่ได้ทำให้ใครมีความสุข สร้างแต่ปัญหาให้กับเขา แต่ว่าในท้ายที่สุดมีคนๆนึง เขาไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรา เคยเจอก็ไม่เคย เขาพูดกับเราว่า ถ้าเราหายไป เขาก็คงไม่มีความสุข และมีนักเรียนเตรียมทหารคนนึง ขอร้องเราว่า ในวันประดับยศของเขา อยากให้เราอยู่ร่วมยินดี เพราะงั้นตอนนี้เราจึงยังมีชีวิตอยู่ และนั่งพิมพ์ข้อความเหล่านี้อยู่ตอนนี้

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราไม่ได้มาเล่าเพื่อขอโอกาสหรือเพื่อให้ใครเห็นใจ แต่เรามาเล่าเพื่อบอกเล่าสิ่งที่เราได้เรียนรู้มา แม่ของเราพูดกับเราเสมอว่า "มีอะไรต้องบอกนะ" หรือ"ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราเริ่มใหม่ไปด้วยกันได้" "ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว" "มีเงินรึเปล่า ไม่มีบอกได้เลยนะ" "อยากได้อะไร บอกได้น" ถ้ามองปกติก็คงเป็นคำพูดของคนที่ห่วงเราอย่างเต็มเปี่ยม แต่บอกว่ามีเรื่องอะไรให้บอก ทั้งที่ไม่เคยมานั่งคุยกับเรา เราเองก็คงไม่กล้าบอกทุกอย่างหรอก ยิ่งบางเรื่อง บอกหรือเล่าให้ฟังไป ยังไงก็ต้องโดนเขาด่าแน่ๆ ถึงจะพูดกับเราว่าไม่เป็นไร ทั้งๆที่จริงๆก็คาดหวังและเชื่อมั่นในตัวเรามากๆ ถึงไม่พูด แต่เราก็รู้สึกได้นะ และเราเองก็ต้องการตอบรับความคาดหวังและความเชื่อมั่นนั้นโดยไม่โุความพร้อมของตัวเอง และในวันที่เราทำไม่ได้ แม่แสดงอาการว่าผิดหวังและเครียดให้เราเห็น แม่บอกว่าจะประหยัด จะเก็บเงิน แต่พอพูดถึงของที่อยากได้ก็ไม่เคยห้ามหรือสอนเกี่ยวกับการใช้เงิน ยิ่งพอพูดถึงของกิน ก็พูดว่ากับของกินไม่ต้องประหยัดหรอก ทั้งที่ตัวเองก็ซื้อของมาเยอะเกินจะกินกัน บางทีก็เป็นความพอดีที่เกินพอดี จึงอยากฝากไว้ให้อ่านค่ะ

เผื่อว่าเรื่องราวของเราที่ใครบางคนผ่านมาอ่าน อาจจะทำเห็นหรือได้ขบคิด แลกเปลี่ยนความคิดกันนะคะ ขอบคุณและขอโทษที่ทำให้เสียเวลามาอ่านเรื่องราวแย่ๆของเรานะคะ ขอบคุณมากๆค่ะ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่