
ขอบอนุญาตินำภาพจาก the matter มาประกอบ
ด้วยข้อเสนอที่จะมีเงินช่วยเหลือ สำหรับผู้ท้องและเด็กเกิดใหม่ มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามามองจรีงๆ โดยส่วนตัวแล้ว หาประเทศที่มีหลักการเก็บภาษีที่ถูกต้อง การนำงบประมาณมาใช้ในด้านสนับสนุนประชาชน มันก็เป็นเรื่องดี ณ วันนี้เราลองมองกลับไปดูก่อนว่า นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แฝงในราคาสินค้านั้น เราจ่ายภาษีอะไรเพิ่มอีกบ้าง ขนาดทุกวันนี้หลายๆท่านทำงาน โดยไม่มีการหักภาษีหรือประะกันสังคมใดๆ ก็ยังบ่นเลยว่า หาเงินยาก แล้วรัฐจะใช้หรือตัดงบประมาณส่วนใดมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายตรงนี้ จึงทำให้เกิดข้อคิดดังนี้
- ถ้าไม่เคยช่วยรัฐ แล้วเมื่อท้อง ทางรัฐต้องช่วยเหลือ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ดูสิว่า ณ วันนี้ มีเด็กที่เกิดมา กำพร้า ถูกทิ้งมากเพียงใด ถ้าหากพ่อแม่วัยรุ่น ที่คิดว่า ไม่ต้องทำอะไร ท้องแล้ว ให้ฝ่ายชายทำงานหน่อย ฝ่ายหญิงก็มีเงินช่วยเหลือ ระบบมันอาจจะล่มได้เมื่อ ในสิ่งที่แม่วัยรุ่นนั้นคิดกันแค่ระยะสั้น ความรักยังบังตา ควรกำหนด อายุ และ ระยะเวลาการทำงานก่อน ถึงให้ได้
- เงินระหว่างลาคลอด ก็เป็นเงินแค่ช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นแม่เดียว ก็คงต้องทำงานอยู่ดี แต่หากก่อนหน้า มีการให้ทำเป็นเงินออม ประกัน หรือในสะสมใส่กองทุน ผมว่า เงินดูแลหลังคลอด น่าจะเป็นเม็ดเป็นหน่วย ใช้ดูแลแม่หลังคลอดได้ดีกว่า
- สนับสนุน ค่าใช้จ่าย การศึกษา อาหารกลางวันเด็ก ของพวกนี้ดี แต่ควรมีหน่วยงานนอกที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ มาดูแล ถ้าหาจ่ายตรงให้ทางผู้ปกครอง อันนี้กลัวว่า จะมีเด็กบางกลุ่ม ที่ไม่ได้รับประโยชน์ส่วนนี้ได้ตามประสงค์
- บางพรรคบอกว่า จะมีเงินสนับสนุน วัยรุ่น 18-22 อันนี้น่าจะเอาเงินส่วนนี้ ไปสนับสนุนในส่วนการศึกษาจะดีกว่า จัดจ้างครูในเงินเดือนที่ดีขึ้น พัฒนาสถานที่ศึกษา นำไปตัดลดในค่าใช้จ่ายของค่าศึกษา
ที่จรีงมันก็แค่ข้อการหาเสียง แต่ละพรรคก็พูดนโยบายกันไป ท้ายสุดได้เป็นแล้ว จะจำได้และนำไปทำจรีงไหม นั้นอีกเรื่องนึง การให้เงินของรัฐ และถ้าเข้ากระบวนการการได้รับ มันก็ไม่ผิด เพียงแต่ ไม่อยากให้นำไปสนับสนุน ให้คนรู้จักแต่ได้รับตลอด สบายจนตัดภาระรับผิดชอบชีวิต เพราะมีได้รับเงินทดแทนอย่างสบาย มีตัวอย่างบางประเทศที่เอาใจประชาชนเช่นนี้ แล้วก็ทำให้รัฐขาดทุน นักการเมืองควรไตร่ตรองก่อนพูดหรือคิดให้ดี การศึกษานโยบาย ในระยะเวลาสั้นๆก่อนเลือกตั้งนี้ ตัวท่านเองได้คำนวนดีแล้วหรอ
สมควรไหม กับการอัดฉีดเงินคนท้อง
ขอบอนุญาตินำภาพจาก the matter มาประกอบ
ด้วยข้อเสนอที่จะมีเงินช่วยเหลือ สำหรับผู้ท้องและเด็กเกิดใหม่ มันก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้ามามองจรีงๆ โดยส่วนตัวแล้ว หาประเทศที่มีหลักการเก็บภาษีที่ถูกต้อง การนำงบประมาณมาใช้ในด้านสนับสนุนประชาชน มันก็เป็นเรื่องดี ณ วันนี้เราลองมองกลับไปดูก่อนว่า นอกจากภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่แฝงในราคาสินค้านั้น เราจ่ายภาษีอะไรเพิ่มอีกบ้าง ขนาดทุกวันนี้หลายๆท่านทำงาน โดยไม่มีการหักภาษีหรือประะกันสังคมใดๆ ก็ยังบ่นเลยว่า หาเงินยาก แล้วรัฐจะใช้หรือตัดงบประมาณส่วนใดมาสนับสนุนค่าใช้จ่ายตรงนี้ จึงทำให้เกิดข้อคิดดังนี้
- ถ้าไม่เคยช่วยรัฐ แล้วเมื่อท้อง ทางรัฐต้องช่วยเหลือ ก็ไม่ใช่เรื่องผิด แต่ดูสิว่า ณ วันนี้ มีเด็กที่เกิดมา กำพร้า ถูกทิ้งมากเพียงใด ถ้าหากพ่อแม่วัยรุ่น ที่คิดว่า ไม่ต้องทำอะไร ท้องแล้ว ให้ฝ่ายชายทำงานหน่อย ฝ่ายหญิงก็มีเงินช่วยเหลือ ระบบมันอาจจะล่มได้เมื่อ ในสิ่งที่แม่วัยรุ่นนั้นคิดกันแค่ระยะสั้น ความรักยังบังตา ควรกำหนด อายุ และ ระยะเวลาการทำงานก่อน ถึงให้ได้
- เงินระหว่างลาคลอด ก็เป็นเงินแค่ช่วยลดภาระ ค่าใช้จ่าย แต่ถ้าเป็นแม่เดียว ก็คงต้องทำงานอยู่ดี แต่หากก่อนหน้า มีการให้ทำเป็นเงินออม ประกัน หรือในสะสมใส่กองทุน ผมว่า เงินดูแลหลังคลอด น่าจะเป็นเม็ดเป็นหน่วย ใช้ดูแลแม่หลังคลอดได้ดีกว่า
- สนับสนุน ค่าใช้จ่าย การศึกษา อาหารกลางวันเด็ก ของพวกนี้ดี แต่ควรมีหน่วยงานนอกที่ชัดเจน สามารถตรวจสอบได้ มาดูแล ถ้าหาจ่ายตรงให้ทางผู้ปกครอง อันนี้กลัวว่า จะมีเด็กบางกลุ่ม ที่ไม่ได้รับประโยชน์ส่วนนี้ได้ตามประสงค์
- บางพรรคบอกว่า จะมีเงินสนับสนุน วัยรุ่น 18-22 อันนี้น่าจะเอาเงินส่วนนี้ ไปสนับสนุนในส่วนการศึกษาจะดีกว่า จัดจ้างครูในเงินเดือนที่ดีขึ้น พัฒนาสถานที่ศึกษา นำไปตัดลดในค่าใช้จ่ายของค่าศึกษา
ที่จรีงมันก็แค่ข้อการหาเสียง แต่ละพรรคก็พูดนโยบายกันไป ท้ายสุดได้เป็นแล้ว จะจำได้และนำไปทำจรีงไหม นั้นอีกเรื่องนึง การให้เงินของรัฐ และถ้าเข้ากระบวนการการได้รับ มันก็ไม่ผิด เพียงแต่ ไม่อยากให้นำไปสนับสนุน ให้คนรู้จักแต่ได้รับตลอด สบายจนตัดภาระรับผิดชอบชีวิต เพราะมีได้รับเงินทดแทนอย่างสบาย มีตัวอย่างบางประเทศที่เอาใจประชาชนเช่นนี้ แล้วก็ทำให้รัฐขาดทุน นักการเมืองควรไตร่ตรองก่อนพูดหรือคิดให้ดี การศึกษานโยบาย ในระยะเวลาสั้นๆก่อนเลือกตั้งนี้ ตัวท่านเองได้คำนวนดีแล้วหรอ