" บัตรทอง "...รวมบทความเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา  ที่มาที่ไป  พัฒนาการ  งบประมาณ ปัญหา ฯลฯ

.....จากกระแสการหาเสียงเลือกตั้งช่วงนี้ที่พรรคการเมืองต่างๆได้หยิบยกเรื่องของระบบสุขภาพมาหาเสียงกันอย่างหนัก
รวมทั้งกระทู้ในพันทิพที่พูดคุยกันถึงเรื่องนี้ด้วย...จขกท.จึงได้รวบรวมบทความเก่าเกี่ยวกับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
( บัตรทอง )...ที่เล่าถึงประวัติความเป็นมา  ที่มาที่ไป  พัฒนาการ  งบประมาณ  ปัญหา ฯลฯ สำหรับผู้สนใจไว้ใช้ประโยชน์
ต่อไป....

ทั้งนี้ได้หยิบยกข้อความบางตอนมาเป็นตัวอย่างเท่านั้น...
( ป.ล. ผู้สนใจควรอ่านบทความฉบับเต็มจึงจะได้ข้อมูลที่ครบถ้วน )


" การที่จะสร้างระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เป็นระบบสวัสดิการสังคมที่แท้จริง เป็นเรื่องลำบากยากยิ่ง ต้องฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามเปรียบประดุจภูเขาวิบากที่ต้องก้าวข้ามไปให้ได้อย่างน้อย 5 ลูก ได้แก่

(1) ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำระหว่างภูมิภาคและจังหวัดต่างๆ

(2) ความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำของระบบประกันสุขภาพเดิม 3 ระบบใหญ่ คือ สวัสดิการข้าราชการ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการและพนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

(3) แรงต่อต้านจากวิชาชีพ ธุรกิจยาข้ามชาติ และธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน

วิชาชีพที่ออกมาต่อต้านชัดเจนคือแพทย์ โดยกรรมการคนสำคัญของแพทยสภา ซึ่งมีผลประโชน์ทับซ้อนชัดเจน จากการเป็นเจ้าของโรงพยาบาลเอกชน เกรงว่าหากระบบบัตรทองประสบความสำเร็จ จะกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาลเอกชนของตนและพวกพ้อง จึงพยายามออกมาส่งเสียงคัดค้านว่าจะทำให้วิชาชีพตกต่ำ บริการจะต่ำกว่ามาตรฐานวิชาชีพ จะมีการฟ้องร้องแพทย์และโรงพยาบาลมากขึ้น

(4) การเมืองที่สามานย์

ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ผู้กุมนโยบายนี้ในขณะนั้น ไม่เคยตั้งผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงสาธารณสุข คือ ปลัดกระทรวงที่สนับสนุนนโยบายนี้อย่างชัดเจนเลย นอกจาก นพ.มงคล ณ สงขลา ซึ่งแต่งตั้งโดยคุณกร ทัพพะรังสี ในรัฐบาลก่อนหน้านั้นแล้ว ปลัดกระทรวงคนต่อๆ มา นอกจากไม่สนับสนุนนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างจริงจังแล้ว บางคนยังต่อต้านอย่างแข็งขัน พยายามที่จะฝืนกฎหมายดึงงบประมาณกลับมาบริหารเองเหมือนแต่ก่อน

และ (5) ปัญหาความยั่งยืนของระบบภายใต้ข้อจำกัดของงบประมาณและปัญหาของระบบบริการ "

" นักวิชาการ และนักบริหารที่มีบทบาทสำคัญในการให้กำเนิดระบบบัตรทอง คือ
(1) นพ.สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ทุ่มเทอุทิศชีวิต เพื่อสร้างระบบนี้ขึ้น
และ (2) นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ดุษฎีบัณฑิตเกียรตินิยม จาก มหาวิทยาลัยลอนดอน

นพ.สงวน ได้รับการชักชวนจาก ศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ให้ไป “ช่วยวางระบบการรักษาพยาบาล” ของประกันสังคม นพ.สงวน มีทีมงานสำคัญ คือ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร "

" และแน่นอนว่างานนี้ย่อมไม่สำเร็จถ้าไม่มีใครยอม “เปิดหน้าต่างแห่งโอกาส” ให้งานนี้ เพื่อความเป็นธรรมต้องให้เครดิตแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะ นพ.สงวนได้พยายาม “ขายความคิด” ให้แก่ทุกพรรคการเมืองที่สนใจ แต่พรรคการเมืองส่วนมากไม่เอาใจใส่จริงจัง ขณะที่พรรค ไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ “เอาจริง” กับเรื่องนี้ โดยเมื่อ นพ.สงวน และผมได้ไปเสนอเรื่องนี้ และ พ.ต.ท. ทักษิณ รับเป็นหนึ่งในนโยบายที่จะใช้ “หาเสียง” เลือกตั้งแล้วก็ไป “ทำการบ้านต่อ”

" ต้องให้เครดิต พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ตัดสินใจเริ่มระบบบัตรทอง แต่ต้องไม่ “มั่ว”ว่าเป็นประชานิยม เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลไหนๆ ก็ควรกระทำ "

" คำถามต่อไปคือ จะทำอย่างไรให้เป็นรูปธรรม นพ.สงวน ตอบทันทีว่า “ทำแบบโรงพยาบาลบ้านแพ้ว” ซึ่งเพิ่งออกนอกระบบจากโรงพยาบาลของราชการ ไปบริหารแบบ “องค์การมหาชน” โดยรัฐบาลที่แล้ว คือ รัฐบาลของ คุณชวน หลีกภัย โดยการดำเนินการของ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเพิ่งประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2543 หยกๆ นั่นเอง "

" ตลอดระยะเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังอยู่ในอำนาจ งบบัตรทองถูกบีบไว้โดยตลอด มีการเพิ่มน้อยมาก "

" งบฉุกเฉิน ลดลงเกือบทุกปี หลังปีงบประมาณ พ.ศ. 2549 งบก้อนนี้ถูกตัดไปทั้งหมด เพราะถือว่าระบบ “เข้าที่” แล้ว ส่วนงบบริหารจัดการ คงตัวใน 2 ปีแรก หลังจากนั้นถูกตัดลงอย่างมาก เหลือไม่ถึงครึ่งของปีแรก ในปี 2548 และ 2549 "

" เมื่อคิดเฉลี่ยภาพรวมแล้ว รัฐบาลที่จัดสรรงบประมาณสนับสนุนบัตรทองในเปอร์เซ็นต์สูงสุด คือ รัฐบาลสุรยุทธ ส่วนพรรคไทยรักไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มในอัตราใกล้เคียงกัน ราว 8 เปอร์เซ็นต์เศษ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพิ่มเพียง 5.51% ขณะที่รัฐบาลสมัครเพิ่มให้น้อยที่สุดคือ ไม่ถึง 5% "

" น่าสนใจว่า รัฐบาลทหารกลับเป็นรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนกับระบบบัตรทองสูงสุด "

" ย้อนไปทบทวนเหตุการณ์ในอดีต จะพบว่า รัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนทางสุขภาพอย่างชัดเจน โดยลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อความเข้มแข็งของประเทศอย่างแท้จริง คือ รัฐบาล “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งตัดสินใจใช้ความกล้าหาญ สร้างโรงพยาบาลจนครบทุกอำเภอ และสร้างสถานีอนามัยจนครบทุกตำบล เป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง เพราะเริ่มดำเนินการในช่วง “วิกฤติเศรษฐกิจ” ที่ต้องมีการลดค่าเงินบาท จนต้องกู้เงินจากไอเอมเอฟ และรัฐมนตรีคลัง คือ ท่าน “ซามูไรสมหมาย” ใช้มาตรการทางการคลังอย่างเข้มงวดเพื่อกู้วิกฤต แต่รัฐบาลพลเอกเปรมกล้าตัดสินใจดำเนินนโยบาย ที่สามารถลดความเหลื่อมล้ำด้วยการกระจายความเจริญออกสู่ชนบท โดยชะลอการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่เป็นเวลาถึง 5 ปีติดต่อกัน "

" ระบบราชการเป็นระบบอำนาจรวมศูนย์จึงเกิดการฉ้อฉลได้ง่าย งบประมาณเอดส์ในระบบบัตรทอง เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากปีแรกมีงบประมาณแผ่นดิน 2,796.20 ล้านบาทในปี 2549 กระโดดขึ้นเป็น 3,855.50 ล้านบาทในปี 2550 และเพิ่มเป็น 4,382.40 ล้านบาท ในปี 2551 การบริหารงบประมาณก้อนนี้ในกระทรวงสาธารณสุข บ่งชี้ว่าขาดประสิทธิภาพและมีการฉ้อฉลด้วย

หลักฐานการฉ้อฉลปรากฏชัดเจนหลังการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 รัฐบาลขิงแก่เลือก นพ.มงคล ณ สงขลา ผู้ร่วมริเริ่มบุกเบิกโครงการบัตรทองมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีทีมงานแพทย์ชนบทเข้าไปช่วยเป็นกำลังสำคัญ ปัญหายาเอดส์ราคาแพง ซึ่งเป็นปัญหาหนักมาต่อเนื่องยังไม่หมดไป แม้องค์การเภสัชกรรมจะผลิตสูตรยาจีพีโอเวียร์ ซึ่งเป็นยารักษาสูตรพื้นฐานราคาถูกลงถึง 25 เท่า แต่ยาอื่นโดยเฉพาะยาสูตรดื้อยา เป็นยาติดสิทธิบัตรราคาแพงมาก นพ.สงวน เสนอว่าจะต้องใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์ ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์สากลขององค์การการค้าโลก และเป็นไปตามกฎหมายไทย คือ พ.ร.บ.สิทธิบัตร พ.ศ.2535 รัฐบาลจากการเลือกตั้งได้รับข้อเสนอแล้วลังเลไม่กล้าประกาศศักดิ์ศรีของชาติที่เป็นอิสระ จนกระทั่งรัฐบาลขิงแก่เข้ามารับหน้าที่ มาตรการแรกที่ นพ.มงคล ณ สงขลา จับขึ้นมาทำคือการประกาศทำซีแอลยาเอดส์ที่ติดสิทธิบัตร 2 ชนิด ที่มีราคาแพง ทำให้ยาสูตรดื้อยา มีผู้เป็นเอดส์เข้าถึงยาสูตรนี้เพียง 69 คนจากผู้ป่วยที่ดื้อยาหลายพันคน ! ที่เหลือส่วนมากต้องกลายเป็นเอดส์เต็มขั้น ต้องเสียค่ารักษาโรคติดเชื้อฉวยโอกาสจำนวนมาก และในที่สุดก็มักเสียชีวิตไป ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เพราะจำนวนมากที่เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว

หลังประกาศทำซีแอล ยาสูตรดื้อยาราคาถูกลงมาก ทำให้คนไข้ที่ดื้อยา “เข้าถึง” ยามากขึ้น จากที่เคยได้เพียง 69 คน เพิ่มเป็นกว่าหมื่นคนในเวลาราวปีเศษ แปลว่าคนไข้เอดส์ที่ดื้อยารอดชีวิต เป็นกำลังของครอบครัวกว่าหมื่นคน

แต่ปรากฏว่าแม้มีการประกาศทำซีแอลเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่หน่วยงานรับผิดชอบยัง “แอบ” เสนอขอซื้อยาตัวเดียวกับที่กำลังทำซีแอล แต่เสนอขอซื้อยาราคาแพงจากบริษัทยาต่างประเทศ สวนทางขึ้นมาอีกหลายร้อยล้าน !

ซื้อมาทำไม ทำไมจึงซื้อ เป็นเรื่องรู้กันดีในวงการ เพราะก่อนหน้านั้นมีข่าวการสั่งยาราคาแพงในโรงพยาบาลบางแห่งทางภาคอีสานโดยมีการจัดซื้อยาไว้มากมายจนยาล้นสต็อค หมดอายุ ต้องเอาไปฝังดินทำลายหลักฐาน เป็นข่าวฉาวโฉ่มาแล้ว "

แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่