เรากับแฟนตกลงทำธุรกิจเป็นของตัวเอง (เริ่มจากเงินทุนเพียง 3,000.- ร่วมหัวจมท้ายช่วยกันแพ็ค ช่วยกันผลิตเพียง 2 คน ทั้งวันทั้งคืน ตอนกลางวันก็ตระเวนหาเสนอขายตามร้านคือลำบากมากจริงๆ กว่าจะได้กินข้าวก็ขอให้ขายของได้ก่อน ที่เกริ่นมาอยากให้รู้ค่ะว่าเราเริ่มจากไม่มีอะไรเลย สู้กันมาประมาณเกือบ 2 ปี พอเริ่มมีทุนเลยถามคนแถวบ้านให้มาช่วยแพ็คสินค้า ซึ่งเป็นน้องจบใหม่ มาช่วยทำช่วงกำลังหางาน เราจ่ายเป็นรายวันค่ะ (วันละ300) แพ็คจบเป็นล็อตๆไป (ประมาณ 15 วันทำที) อีก 15 วันก็ก็ว่าง อยู่กันแบบครอบครัว (เพราะแม่รู้จักกัน) กินข้าวด้วยกัน ช่วยกันทำก็ไม่มีปัญหาอะไร
พอเราเริ่มได้ออเดอร์เยอะขึ้น เราเริ่มหาบ้านเช่าไว้เป็นโกดัง ซึ่งได้ห่างจากบ้านเพียงแค่ 2 หลังเท่านั้น บ้านน้องคนนี้ก็อยู่ตรงข้ามโกดังเลยค่ะ เลยชักชวนมาทำงานด้วยกัน โดยให้เป็นเงินเดือน น้องทำอยู่ปีกว่าๆจนเป็นงานแล้ว ที่เราไม่รับประจำเพราะติดเรื่องค่าใช้จ่ายและงานไม่ได้มีตลอดค่ะ (เราก็ประคองตัวเงินหมุน) เรากับแฟนก็ทำการจดเป็นนิติบุคคล เดินเรื่องจดทะเบียนอ.ย. และการจดลิขสิทธิ์ด้วยตัวเองไม่ผ่านใครเพราะงบมีจำกัด ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ถูกต้องและครบถ้วน ยอมรับว่าเหนื่อยมากกกก เพราะช่วยทำกันเองทุกอย่าง ประจวบเหมาะกับที่น้องตกลงทำงานด้วย แต่ขอหยุดวันนักขัตฤกษ์ (ตอนนั้นเรายอมรับว่าไม่รู้กฏหมายแรงงาน เพราะไม่เคยมีลูกจ้างประจำมาก่อน) เราก็ตกลง (แต่ปัญหามีอยู่ว่า น้องจบ ป.ตรี ทางบ้านน้องเลยคิดว่า งานของเราไม่เหมาะ) เราก็บอกว่างั้นช่วยจนกว่าจะได้งานก็ได้ เงินเดือนที่จ้างขั้นต่ำ 9,300.- (ยังไม่หักประกันสังคม) เรื่องวันลาเราไม่ได้กำหนด ซึ่งน้องก็หยุดปกติ ไม่ได้ลาบ่อย พ่อเราก็มาช่วยอีกแรง เพราะยังไม่มีเงินจ้างคนเพิ่ม (ส่วนตัวเราต้องแบ่งเวลามาเปิดบิลที่บ้านซึ่งห่างจากโกดังเพียง 300ม. ออกแบบ และทำบัญชีเพื่อส่งให้สำนักงานบัญชีนอกด้วย ส่วนแฟนจะอยู่แค่จัดเตรียมวัตถุดิบประมาณ 15 วัน อีก 15 วันต้องออกต่างจังหวัดเพื่อเปิดลูกค้า ยอมรับว่าเครียดมากเพราะเป็นเงินหมุน ประกอบกับร้านค้าจ่ายยาก จ่ายเป็นเช็ค ซึ่งบางครั้งเราต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพื่อให้คนงานได้รับเงินตรงทุกเดือนไม่เคยเลท บางวันออเดอร์เยอะน้องทำคนเดียวไม่ไหว เลยจ้างเด็กๆช่วงปิดเทอมมาช่วยทำ พอช่วงเปิดเทอมเราขาดคน เลยรบกวนแม่ช่วยหาคนในหมู่บ้านที่อยากทำงาน และเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนนี้แหละค่ะ
แม่หาได้คนงานในหมู่บ้านมา 1 คน แต่เขาก็ชักชวนเพื่อนมาทำอีก 1 คน เราก็โอเค เพราะน้องที่ประจำของเราจะได้ไม่เหนื่อยมาก แต่เราจ้างเป็นรายวันทั้ง 2 คนค่ะ 3-4เดือนแรก เราชอบมาก ยอมจ่ายให้ได้งาน คุยเล่น พาไปกินข้าว ช่วยกันทำงานดี แต่น้องที่ประจำ เริ่มติดมือถือหนัก( ประมาณขายของออนไลน์) เรากับพ่อสังเกตมาสักพัก งานได้จริง แต่จากที่จะได้ 20 กลับได้เพียง 10 และคนงานทุกคนเริ่มมาสาย งานเราเข้า 9.00-18.00 คนงานมาหลัง 9 โมงทุกคน ทั้งๆที่อยู่ในหมู่บ้าน ปั่นจักรยานมาทำงาน เราก็พูดทีเล่นทีจริงในไลน์กลุ่มว่า "พรุ่งนี้อย่ามาสายกันน้ะจ้ะ" พูดทีก็ดีขึ้นหน่อย พอไม่พูดก็กลับเป็นเหมือนเดิม พักหลังสายเป็นครึ่งชม.เลย เราเลยพูดกับทุกคนว่าเลทได้ไม่เกิน 15 นาทีนะ หลัง 15 นาทีจะหักเงิน แต่ยังเลิกเวลาเดิม ทุกคนเริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจ เราเลยคุยกับแฟนว่าจะติดเครื่องสแกนนิ้ว คนงานก็บอกว่าถ้าติดจะออกจากงานกันหมด หลังจากวันนั้น คนงานก็ไม่ได้มาสายเกิน 15 นาที แต่เราก็ยังซื้อเครื่องมาติด เพราะบางคนอาจจะมาสายในบางวัน เราจะได้หักเงินถูก (เราคิดว่าอยู่ในหมู่บ้านไม่น่าจะมาสาย) คนงานเริ่มไม่พอใจเรา ต่อมาพี่ที่จ้างรายวันเรียกร้องเป็นรายเดือนและเข้าประกันสังคม (ทำแบบรายวันมา 6 เดือน) เราก็ติดปัญหาเรื่องเงิน เพราะตอนแรกว่าจะเข้าระบบเพิ่มแค่ 1 คน แต่พี่อีกคนนึงก็ทำงานมาพร้อมๆกัน เลยกัดฟันเพิ่มเข้าระบบทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักเราพอสมควร แต่แฟนคุยลูกค้าเก่งเลยมีออเดอร์มาเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายก็พอรับไหว น้องที่ประจำก่อนหน้านี้ก็ติดมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ เราเองก็ไม่มีเวลาไปเฝ้าตลอดเวลา กลางคืนทำออกแบบ กลางวันออกบิลต้องใช้ไวไฟทำที่บ้าน มีเวลาก็เดินไปบ้างช่วงเย็นๆ แต่จะมีพ่อไปช่วยงานที่โกดังอยู่แล้ว ก็ฝากให้พ่อช่วยดู พ่อแก่แล้วไปบ้างไม่ไปบ้าง บางทีเราไปก็เห็นนอนเอกขเนกกินขนมกินน้ำช่วงหลังบ่าย 3 แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่โกดังร้อนไม่ได้ติดแอร์ ไม่มีไวไฟ(เราขนงานไปทำไม่สะดวก) เราก็เห็นใจ พักได้ ซึ่งตอนไม่มีคนเฝ้าเราก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง จนมาวันนึงเราตั้งให้พี่คนนึงเป็นหัวหน้าเงินเดือน 10,400 (ยังไม่หักประกันสังคม) ช่วยเตือนน้องที่เล่นมือถือ เพราะเราไม่อยากให้เอาเปรียบกัน จ้างคนมาเยอะเพื่อที่จะแบ่งเบากัน ไม่ใช่ให้มีเวลาไปเล่นมือถือ (ซึ่งก็เตือนน้องคนนี้หลายรอบแล้ว แต่ไม่ได้ให้ใบเตือนเพราะคิดว่าคุยกันได้) น้องเริ่มไม่พอใจ เริ่มเถียง เช่น เราให้นับสติ้กเก้อร์แล้วจดว่าอะไรเหลือเท่าไหร่ น้องลืมจดตัวนึง เราก็เลยไม่ได้ส่งโรงพิมพ์ เลยบอกน้องว่าวันหลังถ้ามันหมดไม่เหลือสักชิ้นก็ให้ช่วยจดด้วยแล้วเราก็บอกว่าวันหลังค่อยสั่งก็ได้เราก็พูดดีๆ น้องตอบมาว่า "ก็แล้วแต่ หนูผิดเองแหละจบๆๆๆๆ" เราเลยตอบกลับไปว่างานก็คืองานอันไหนที่สั่งก็ช่วยทำให้ด้วย จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเถียง ซึ่งเราฟังแล้วรู้สึกไม่ดี ทำให้มองหน้ากันไม่ค่อยติด ล่าสุดเรียกมาคุยตัวต่อตัวถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้ง 3 คน พี่ที่เป็นหัวหน้าทำงานดี รู้จักหน้าที่ตัวเอง แต่เรื่องการให้คุมคนไม่ได้ เพราะคนงานสนิทกันมาก พี่บอกว่าเคยเตือนน้องแล้ว น้องก็ย้อนถามกลับว่า "ทำไมอ่ะ เค้าห้ามหรอ" เราคิดว่าความเกรงใจมันไม่มีแล้ว บางทีพ่อเราไป คนงานรีบส่งซิกให้น้องที่เล่นมือถือ พ่อเราก็รู้แล้วมาเล่าให้ฟัง เอาเป็นว่าที่ตั้งหัวหน้าให้มาคุมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ส่วนน้องที่เล่นมือถืออยู่มานานขึ้นเงินเดือนให้อยู่ที่ 9,800.- เราเรียกมาคุยเรื่องเล่นมือถือ น้องก็บอกว่าปรับปรุงแล้ว แต่มาว่าพ่อเราชอบจับผิด เพราะพ่อเคยเห็นจะๆก็ตักเตือนไปตรงๆ และน้องเรียกร้องอยากได้เบี้ยขยัน ซึ่งเราคิดว่าถ้าอยากได้เบี้ยขยันคุณต้องมา 9 โมงตรง ไม่เล่นมือถือ ไม่เถียงหรือบ่นเวลาใช้งาน (แบบจงใจให้เราได้ยิน) แฟนเราเคยเร่งงาน แต่เป็นการเร่งที่ยังอยู่ในเวลางาน และพิจารณาว่าเสร็จทัน จำนวนไม่เยอะ เพราะต้องไปส่งลูกค้า คนงานก็บ่นมาดังๆว่า "อันนู้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา จะทำทันมั้ยล่ะ" สรุปว่าทันนะคะถ้าช่วยกันทำจริงๆซึ่งไม่ได้นอกเหนือเวลางานแต่อย่างใด บางครั้งพ่อเราไปโกดังจากที่คนงานเคยคุยเล่นและสวัสดี ตอนนี้คือเงียบ ไม่คุย บางทีก็พูดลอยๆว่า ลังนี้เมื่อไหร่จะเอาไปซะที เกลียดขี้หน้า (ซึ่งไม่รู้ว่าพูดประชดพ่อเรารึป่าว) แต่พ่อเราแก่แล้วเค้าก็คิดมาก ส่วนพี่อีกคนเงินเดือน 9,300.- ขายของออนไลน์ เราเลยขอว่าเวลาโพสต์หรือตอบแชทลูกค้าขอเป็นนอกเวลางาน เวลาเราเรียกมาคุยก็จะบอกเพียงว่า พี่อยู่ไม่นานหรอกเดี๋ยวพี่ก็ออกไปหาอย่างอื่นทำ แต่เราคิดว่า ตอนนี้คุณยังทำงานของเราอยู่เราก็มีสิทธิ์พูดเช่นกัน ล่าสุดคนงานรวมตัวกันว่า ถ้าเรียกไปคุยอีกก็จะลาออกกัน
เรามีคนงานแพ็ค 3 คน
นาย ก. อยู่มานาน 3 ปี เงินเดือน 9,800.- (ขอให้ช่วยออกบิลจะให้เพิ่มอีก 500 แต่เขาปฏิเสธ) บ้านอยู่ตรงข้ามโกดัง เมื่อก่อนชอบมาสายบางทีเป็นครึ่งชม. เราก็ไม่หัก แค่เตือน เตือนบ่อยจนน้องไม่พอใจ เป็นคนติดมือถือ เถียงเก่งเวลาให้ช่วยทำงาน ไม่มีความเกรงใจนายจ้าง (อาจจะครอบครัวเค้าไม่อยากให้ทำอยู่แล้ว เลยแกล้งมาสายบ้าง เรียกร้องเบี้ยขยันเพิ่ม บลาๆๆๆ
นาย ข. ทำรายวันอยู่ 6 เดือน เพิ่งมาเข้าระบบ 2 เดือน เงินเดือน 10,400.- (แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า) คอยกระจายงานตามที่เราสั่งอีกที บ้านห่างจากโกดังไม่กี่ซอย มาสายเกิน 9.15 ชอบบ่นลอยๆเสียงดังๆเวลาให้ทำงาน ล่าสุดไม่คุย ไม่มองหน้าเรา เพราะหักเงินวันลากิจ 150.- เพราะลูกป่วย ใจจริงไม่อยากหักหรอกค่ะ แต่ได้ยินว่าลูกเปิดเทอมอาจจะลาอีก 3-4 วัน ซึ่งมีผลกระทบต่องานแน่นอนค่ะ และอีกอย่างหักตามกฏบริษัท ถ้าเราไม่หักอาจจะเป็นช่องทางให้คนอื่นลาเยอะตามด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ เพราะไม่ถูกหักตังค่ะ (บริษัทกำหนดลากิจได้ แต่หักวันละ 150.- เท่ากับว่าวันหยุดคุณก็ได้เงินอีกครึ่งหนึ่ง, วันหยุดประเพณี 14 วัน, และลาป่วย)
นาย ค. บ้านอยู่ไกลหน่อย แต่ปั่นจักรยานมาถึง อยู่ในหมู่บ้านมาบางครั้งส่วนมากสายไม่เกิน 15 นาที เป็นคนเงียบ ทำงานดี เวลาตักเตือนเรื่องให้ขายของออนไลน์นอกเวลางานก็เชื่อฟังนะคะ อันนี้ขอชื่นชม แต่จะชอบพูดว่าพี่อยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ไปเวลาเรียกคุย
ตอนนี้ติดปัญหาที่ว่าเราเรียกคุยบ่อยเพราะอยากทราบถึงปัญหา เวลาถามถึงปัญหาก็บอกว่าไม่มีอะไร เวลาเรียกร้องมา เราก็พิจารณาว่าให้ได้หรือไม่ได้ แต่ไม่ให้ขัดกับกฏหมายแรงงาน แต่พอบางอย่างเราปฏิเสธที่จะให้และอธิบายเหตุผล พวกเขาไม่พอใจ แต่เราก็ไม่สามารถให้ทุกอย่างตามที่เขาขอได้เช่นกัน เลยเกิดการกินแหนงแคลงใจ ทำงานลำบาก เกิดการต่อต้าน เวลาถามเรื่องงานหรือให้ช่วยทำอะไรไม่ค่อยให้ความร่วมมือ บ่นดังๆให้เราได้ยิน เราเป็นคนออกบิลต้องถามฝ่ายโกดังอยู่แล้วแต่คงงานกลับไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ติดเครื่องสแกนนิ้วจะออก เรียกประชุมอีกจะออก จับผิดมากจะออก ติดกล้องวงจรปิดก็จะออก ซึ่งตอนนี้ติดเครื่องสแกนนิ้วแล้ว แต่คนงานก็ยังไม่ออก บางอย่างเราก็ให้ไม่ได้จริงๆ บริษัทเราเล็กมากๆ ทุนมีจำกัด เราเลยบอกว่าถ้าที่ไหนให้ตามที่คุณขอได้ก็แจ้งออกได้เลย ตอนนี้คนงานต่อต้านหนักอยู่ค่ะ และไม่ยอมออกด้วย (หวังเงินชดเชย แต่เราเงินหมุนไม่มีให้จริงๆ) เลยไม่รู้จะทำยังไง เราทำงานลำบากมากตอนนี้ หาคนใหม่มาเลยก็ไม่ได้เพราะไม่รู้คนเก่าจะออกเมื่อไหร่ ทั้งหมดที่พูดมา เราคุยโดยไม่ใช้อารมณ์นะคะ แต่เรื่องที่น้องชอบเถียงอาจจะมีบ้าง เพราะเราสั่งงาน เราไม่เคยปีนเกลียวใครถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นลูกจ้างแต่มีอายุมากกว่า แต่น้องที่จบ ป.ตรีมาปีนเกลียวเรากับแฟนเรามากๆเลยค่ะ ตอนนี้อยากให้ออกยกชุด ยอมส่งของช้า นั่งทำเองระหว่างรอคนใหม่ บางทีก็ต้องปล่อยคนงานที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้ สั่งงานไม่ทำ มีพฤติกรรมร่วมกันต่อต้านเวลาไม่ได้ดั่งใจ เราควรทำไงดีคะ
เป็นเจ้าของกิจการ เจอปัญหาแบบนี้ควรทำอย่างไรดีคะ???
พอเราเริ่มได้ออเดอร์เยอะขึ้น เราเริ่มหาบ้านเช่าไว้เป็นโกดัง ซึ่งได้ห่างจากบ้านเพียงแค่ 2 หลังเท่านั้น บ้านน้องคนนี้ก็อยู่ตรงข้ามโกดังเลยค่ะ เลยชักชวนมาทำงานด้วยกัน โดยให้เป็นเงินเดือน น้องทำอยู่ปีกว่าๆจนเป็นงานแล้ว ที่เราไม่รับประจำเพราะติดเรื่องค่าใช้จ่ายและงานไม่ได้มีตลอดค่ะ (เราก็ประคองตัวเงินหมุน) เรากับแฟนก็ทำการจดเป็นนิติบุคคล เดินเรื่องจดทะเบียนอ.ย. และการจดลิขสิทธิ์ด้วยตัวเองไม่ผ่านใครเพราะงบมีจำกัด ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี ถูกต้องและครบถ้วน ยอมรับว่าเหนื่อยมากกกก เพราะช่วยทำกันเองทุกอย่าง ประจวบเหมาะกับที่น้องตกลงทำงานด้วย แต่ขอหยุดวันนักขัตฤกษ์ (ตอนนั้นเรายอมรับว่าไม่รู้กฏหมายแรงงาน เพราะไม่เคยมีลูกจ้างประจำมาก่อน) เราก็ตกลง (แต่ปัญหามีอยู่ว่า น้องจบ ป.ตรี ทางบ้านน้องเลยคิดว่า งานของเราไม่เหมาะ) เราก็บอกว่างั้นช่วยจนกว่าจะได้งานก็ได้ เงินเดือนที่จ้างขั้นต่ำ 9,300.- (ยังไม่หักประกันสังคม) เรื่องวันลาเราไม่ได้กำหนด ซึ่งน้องก็หยุดปกติ ไม่ได้ลาบ่อย พ่อเราก็มาช่วยอีกแรง เพราะยังไม่มีเงินจ้างคนเพิ่ม (ส่วนตัวเราต้องแบ่งเวลามาเปิดบิลที่บ้านซึ่งห่างจากโกดังเพียง 300ม. ออกแบบ และทำบัญชีเพื่อส่งให้สำนักงานบัญชีนอกด้วย ส่วนแฟนจะอยู่แค่จัดเตรียมวัตถุดิบประมาณ 15 วัน อีก 15 วันต้องออกต่างจังหวัดเพื่อเปิดลูกค้า ยอมรับว่าเครียดมากเพราะเป็นเงินหมุน ประกอบกับร้านค้าจ่ายยาก จ่ายเป็นเช็ค ซึ่งบางครั้งเราต้องสำรองจ่ายไปก่อน เพื่อให้คนงานได้รับเงินตรงทุกเดือนไม่เคยเลท บางวันออเดอร์เยอะน้องทำคนเดียวไม่ไหว เลยจ้างเด็กๆช่วงปิดเทอมมาช่วยทำ พอช่วงเปิดเทอมเราขาดคน เลยรบกวนแม่ช่วยหาคนในหมู่บ้านที่อยากทำงาน และเริ่มมีปัญหาตั้งแต่ตอนนี้แหละค่ะ
แม่หาได้คนงานในหมู่บ้านมา 1 คน แต่เขาก็ชักชวนเพื่อนมาทำอีก 1 คน เราก็โอเค เพราะน้องที่ประจำของเราจะได้ไม่เหนื่อยมาก แต่เราจ้างเป็นรายวันทั้ง 2 คนค่ะ 3-4เดือนแรก เราชอบมาก ยอมจ่ายให้ได้งาน คุยเล่น พาไปกินข้าว ช่วยกันทำงานดี แต่น้องที่ประจำ เริ่มติดมือถือหนัก( ประมาณขายของออนไลน์) เรากับพ่อสังเกตมาสักพัก งานได้จริง แต่จากที่จะได้ 20 กลับได้เพียง 10 และคนงานทุกคนเริ่มมาสาย งานเราเข้า 9.00-18.00 คนงานมาหลัง 9 โมงทุกคน ทั้งๆที่อยู่ในหมู่บ้าน ปั่นจักรยานมาทำงาน เราก็พูดทีเล่นทีจริงในไลน์กลุ่มว่า "พรุ่งนี้อย่ามาสายกันน้ะจ้ะ" พูดทีก็ดีขึ้นหน่อย พอไม่พูดก็กลับเป็นเหมือนเดิม พักหลังสายเป็นครึ่งชม.เลย เราเลยพูดกับทุกคนว่าเลทได้ไม่เกิน 15 นาทีนะ หลัง 15 นาทีจะหักเงิน แต่ยังเลิกเวลาเดิม ทุกคนเริ่มมีปฏิกิริยาไม่พอใจ เราเลยคุยกับแฟนว่าจะติดเครื่องสแกนนิ้ว คนงานก็บอกว่าถ้าติดจะออกจากงานกันหมด หลังจากวันนั้น คนงานก็ไม่ได้มาสายเกิน 15 นาที แต่เราก็ยังซื้อเครื่องมาติด เพราะบางคนอาจจะมาสายในบางวัน เราจะได้หักเงินถูก (เราคิดว่าอยู่ในหมู่บ้านไม่น่าจะมาสาย) คนงานเริ่มไม่พอใจเรา ต่อมาพี่ที่จ้างรายวันเรียกร้องเป็นรายเดือนและเข้าประกันสังคม (ทำแบบรายวันมา 6 เดือน) เราก็ติดปัญหาเรื่องเงิน เพราะตอนแรกว่าจะเข้าระบบเพิ่มแค่ 1 คน แต่พี่อีกคนนึงก็ทำงานมาพร้อมๆกัน เลยกัดฟันเพิ่มเข้าระบบทั้ง 2 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่หนักเราพอสมควร แต่แฟนคุยลูกค้าเก่งเลยมีออเดอร์มาเรื่อยๆ ค่าใช้จ่ายก็พอรับไหว น้องที่ประจำก่อนหน้านี้ก็ติดมือถือมากขึ้นเรื่อยๆ เราเองก็ไม่มีเวลาไปเฝ้าตลอดเวลา กลางคืนทำออกแบบ กลางวันออกบิลต้องใช้ไวไฟทำที่บ้าน มีเวลาก็เดินไปบ้างช่วงเย็นๆ แต่จะมีพ่อไปช่วยงานที่โกดังอยู่แล้ว ก็ฝากให้พ่อช่วยดู พ่อแก่แล้วไปบ้างไม่ไปบ้าง บางทีเราไปก็เห็นนอนเอกขเนกกินขนมกินน้ำช่วงหลังบ่าย 3 แต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไร ที่โกดังร้อนไม่ได้ติดแอร์ ไม่มีไวไฟ(เราขนงานไปทำไม่สะดวก) เราก็เห็นใจ พักได้ ซึ่งตอนไม่มีคนเฝ้าเราก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงบ้าง จนมาวันนึงเราตั้งให้พี่คนนึงเป็นหัวหน้าเงินเดือน 10,400 (ยังไม่หักประกันสังคม) ช่วยเตือนน้องที่เล่นมือถือ เพราะเราไม่อยากให้เอาเปรียบกัน จ้างคนมาเยอะเพื่อที่จะแบ่งเบากัน ไม่ใช่ให้มีเวลาไปเล่นมือถือ (ซึ่งก็เตือนน้องคนนี้หลายรอบแล้ว แต่ไม่ได้ให้ใบเตือนเพราะคิดว่าคุยกันได้) น้องเริ่มไม่พอใจ เริ่มเถียง เช่น เราให้นับสติ้กเก้อร์แล้วจดว่าอะไรเหลือเท่าไหร่ น้องลืมจดตัวนึง เราก็เลยไม่ได้ส่งโรงพิมพ์ เลยบอกน้องว่าวันหลังถ้ามันหมดไม่เหลือสักชิ้นก็ให้ช่วยจดด้วยแล้วเราก็บอกว่าวันหลังค่อยสั่งก็ได้เราก็พูดดีๆ น้องตอบมาว่า "ก็แล้วแต่ หนูผิดเองแหละจบๆๆๆๆ" เราเลยตอบกลับไปว่างานก็คืองานอันไหนที่สั่งก็ช่วยทำให้ด้วย จากที่เมื่อก่อนไม่เคยเถียง ซึ่งเราฟังแล้วรู้สึกไม่ดี ทำให้มองหน้ากันไม่ค่อยติด ล่าสุดเรียกมาคุยตัวต่อตัวถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้ง 3 คน พี่ที่เป็นหัวหน้าทำงานดี รู้จักหน้าที่ตัวเอง แต่เรื่องการให้คุมคนไม่ได้ เพราะคนงานสนิทกันมาก พี่บอกว่าเคยเตือนน้องแล้ว น้องก็ย้อนถามกลับว่า "ทำไมอ่ะ เค้าห้ามหรอ" เราคิดว่าความเกรงใจมันไม่มีแล้ว บางทีพ่อเราไป คนงานรีบส่งซิกให้น้องที่เล่นมือถือ พ่อเราก็รู้แล้วมาเล่าให้ฟัง เอาเป็นว่าที่ตั้งหัวหน้าให้มาคุมไม่ได้ช่วยอะไรเลย ส่วนน้องที่เล่นมือถืออยู่มานานขึ้นเงินเดือนให้อยู่ที่ 9,800.- เราเรียกมาคุยเรื่องเล่นมือถือ น้องก็บอกว่าปรับปรุงแล้ว แต่มาว่าพ่อเราชอบจับผิด เพราะพ่อเคยเห็นจะๆก็ตักเตือนไปตรงๆ และน้องเรียกร้องอยากได้เบี้ยขยัน ซึ่งเราคิดว่าถ้าอยากได้เบี้ยขยันคุณต้องมา 9 โมงตรง ไม่เล่นมือถือ ไม่เถียงหรือบ่นเวลาใช้งาน (แบบจงใจให้เราได้ยิน) แฟนเราเคยเร่งงาน แต่เป็นการเร่งที่ยังอยู่ในเวลางาน และพิจารณาว่าเสร็จทัน จำนวนไม่เยอะ เพราะต้องไปส่งลูกค้า คนงานก็บ่นมาดังๆว่า "อันนู้นก็จะเอา อันนี้ก็จะเอา จะทำทันมั้ยล่ะ" สรุปว่าทันนะคะถ้าช่วยกันทำจริงๆซึ่งไม่ได้นอกเหนือเวลางานแต่อย่างใด บางครั้งพ่อเราไปโกดังจากที่คนงานเคยคุยเล่นและสวัสดี ตอนนี้คือเงียบ ไม่คุย บางทีก็พูดลอยๆว่า ลังนี้เมื่อไหร่จะเอาไปซะที เกลียดขี้หน้า (ซึ่งไม่รู้ว่าพูดประชดพ่อเรารึป่าว) แต่พ่อเราแก่แล้วเค้าก็คิดมาก ส่วนพี่อีกคนเงินเดือน 9,300.- ขายของออนไลน์ เราเลยขอว่าเวลาโพสต์หรือตอบแชทลูกค้าขอเป็นนอกเวลางาน เวลาเราเรียกมาคุยก็จะบอกเพียงว่า พี่อยู่ไม่นานหรอกเดี๋ยวพี่ก็ออกไปหาอย่างอื่นทำ แต่เราคิดว่า ตอนนี้คุณยังทำงานของเราอยู่เราก็มีสิทธิ์พูดเช่นกัน ล่าสุดคนงานรวมตัวกันว่า ถ้าเรียกไปคุยอีกก็จะลาออกกัน
เรามีคนงานแพ็ค 3 คน
นาย ก. อยู่มานาน 3 ปี เงินเดือน 9,800.- (ขอให้ช่วยออกบิลจะให้เพิ่มอีก 500 แต่เขาปฏิเสธ) บ้านอยู่ตรงข้ามโกดัง เมื่อก่อนชอบมาสายบางทีเป็นครึ่งชม. เราก็ไม่หัก แค่เตือน เตือนบ่อยจนน้องไม่พอใจ เป็นคนติดมือถือ เถียงเก่งเวลาให้ช่วยทำงาน ไม่มีความเกรงใจนายจ้าง (อาจจะครอบครัวเค้าไม่อยากให้ทำอยู่แล้ว เลยแกล้งมาสายบ้าง เรียกร้องเบี้ยขยันเพิ่ม บลาๆๆๆ
นาย ข. ทำรายวันอยู่ 6 เดือน เพิ่งมาเข้าระบบ 2 เดือน เงินเดือน 10,400.- (แต่งตั้งให้เป็นหัวหน้า) คอยกระจายงานตามที่เราสั่งอีกที บ้านห่างจากโกดังไม่กี่ซอย มาสายเกิน 9.15 ชอบบ่นลอยๆเสียงดังๆเวลาให้ทำงาน ล่าสุดไม่คุย ไม่มองหน้าเรา เพราะหักเงินวันลากิจ 150.- เพราะลูกป่วย ใจจริงไม่อยากหักหรอกค่ะ แต่ได้ยินว่าลูกเปิดเทอมอาจจะลาอีก 3-4 วัน ซึ่งมีผลกระทบต่องานแน่นอนค่ะ และอีกอย่างหักตามกฏบริษัท ถ้าเราไม่หักอาจจะเป็นช่องทางให้คนอื่นลาเยอะตามด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ เพราะไม่ถูกหักตังค่ะ (บริษัทกำหนดลากิจได้ แต่หักวันละ 150.- เท่ากับว่าวันหยุดคุณก็ได้เงินอีกครึ่งหนึ่ง, วันหยุดประเพณี 14 วัน, และลาป่วย)
นาย ค. บ้านอยู่ไกลหน่อย แต่ปั่นจักรยานมาถึง อยู่ในหมู่บ้านมาบางครั้งส่วนมากสายไม่เกิน 15 นาที เป็นคนเงียบ ทำงานดี เวลาตักเตือนเรื่องให้ขายของออนไลน์นอกเวลางานก็เชื่อฟังนะคะ อันนี้ขอชื่นชม แต่จะชอบพูดว่าพี่อยู่ไม่นานหรอก เดี๋ยวก็ไปเวลาเรียกคุย
ตอนนี้ติดปัญหาที่ว่าเราเรียกคุยบ่อยเพราะอยากทราบถึงปัญหา เวลาถามถึงปัญหาก็บอกว่าไม่มีอะไร เวลาเรียกร้องมา เราก็พิจารณาว่าให้ได้หรือไม่ได้ แต่ไม่ให้ขัดกับกฏหมายแรงงาน แต่พอบางอย่างเราปฏิเสธที่จะให้และอธิบายเหตุผล พวกเขาไม่พอใจ แต่เราก็ไม่สามารถให้ทุกอย่างตามที่เขาขอได้เช่นกัน เลยเกิดการกินแหนงแคลงใจ ทำงานลำบาก เกิดการต่อต้าน เวลาถามเรื่องงานหรือให้ช่วยทำอะไรไม่ค่อยให้ความร่วมมือ บ่นดังๆให้เราได้ยิน เราเป็นคนออกบิลต้องถามฝ่ายโกดังอยู่แล้วแต่คงงานกลับไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ติดเครื่องสแกนนิ้วจะออก เรียกประชุมอีกจะออก จับผิดมากจะออก ติดกล้องวงจรปิดก็จะออก ซึ่งตอนนี้ติดเครื่องสแกนนิ้วแล้ว แต่คนงานก็ยังไม่ออก บางอย่างเราก็ให้ไม่ได้จริงๆ บริษัทเราเล็กมากๆ ทุนมีจำกัด เราเลยบอกว่าถ้าที่ไหนให้ตามที่คุณขอได้ก็แจ้งออกได้เลย ตอนนี้คนงานต่อต้านหนักอยู่ค่ะ และไม่ยอมออกด้วย (หวังเงินชดเชย แต่เราเงินหมุนไม่มีให้จริงๆ) เลยไม่รู้จะทำยังไง เราทำงานลำบากมากตอนนี้ หาคนใหม่มาเลยก็ไม่ได้เพราะไม่รู้คนเก่าจะออกเมื่อไหร่ ทั้งหมดที่พูดมา เราคุยโดยไม่ใช้อารมณ์นะคะ แต่เรื่องที่น้องชอบเถียงอาจจะมีบ้าง เพราะเราสั่งงาน เราไม่เคยปีนเกลียวใครถึงแม้ว่าเค้าจะเป็นลูกจ้างแต่มีอายุมากกว่า แต่น้องที่จบ ป.ตรีมาปีนเกลียวเรากับแฟนเรามากๆเลยค่ะ ตอนนี้อยากให้ออกยกชุด ยอมส่งของช้า นั่งทำเองระหว่างรอคนใหม่ บางทีก็ต้องปล่อยคนงานที่ว่ากล่าวตักเตือนไม่ได้ สั่งงานไม่ทำ มีพฤติกรรมร่วมกันต่อต้านเวลาไม่ได้ดั่งใจ เราควรทำไงดีคะ