ผมอยากแชร์ประสบการที่พบมาให้เพื่อนๆฟังเป็นอุทาหรณ์สำหรับเด็กจบใหม่ที่กำลังจะก้าวออกไปทำงาน ขอเล่าเป็นตอนๆนะครับเพื่อความเข้าใจง่ายๆ
Chapter 1 : วิ่งไปตามฝัน(บทนำ)
ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าผมจบจากสายงานด้าน ภาพยนตร์ และ มีความฝันอยากเป็น ผู้กำกับโฆษณา แต่ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างทั้งด้านครอบครัว คนรอบข้าง ไม่สนับสนุนมากนัก(เพราะที่บ้านผมอยากให้ผมทำอาชีพอื่นมากกว่าและยังมีธุรกิจครอบครัวให้ดูแล)แต่ผมก็ยังดื้อรับงานเป็นฟรีแลนซ์เองเรื่อยๆ
Chapter 2 : คว้ามันมาให้ได้
แต่แล้ววันหนึ่งผมได้รับโอกาสจากเพื่อนของพี่ชาย(ญาติของผมเอง) เพื่อนของพี่ชายผมเค้าเปิด บริษัท Production house แห่งหนึ่งและเป็นผู้กำกับของบริษัทนั้นผมขอไม่ระบุชื่อนะครับ วันนั้นพวกเราได้ไปทานอาหารและดื่มกันนิดหน่อย จึงมีการพูดคุยชักชวนให้ผมมาลองฝึกงานกับบริษัทของพี่แกดู
Chapter 3 : ปลุกไฟให้ลุกโชน
ช่วงแรกผมเข้าไปทำ จำได้ว่าเป็นโฆษณาอาหารเจ้าใหญ่แห่งหนึ่งหลังจากงานนั้นเสร็จเค้าเริ่มสนใจและชักชวนให้ผมมาทำกับเค้าแบบลูกจ้างโดยจ้างเป็นฟรีแลนซ์ และสิ่งที่ผมประทับใจคือเค้าบอกว่าอยากปั้นผมให้เป็น ผู้กำกับ แบบเค้า มันเหมือนการปลุกไฟผมอีกครั้งหนึ่งช่วงแรกผ่านไปเค้าเรียกผมไปช่วยงานอื่นๆ
ปล.ช่วงที่ทำงานกันผมเริ่มรู้สึกแปลกๆหลายๆครั้ง
เรื่องแรกคือ เค้าชอบนัดผมมาทำงานช่วยเค้าบอกให้มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ หาref. บ่อยมากๆ แต่ผมไม่ได้เงินสักบาท(สำหรับผมเด็กจบใหม่ต้องบอกนะครับว่าเงินสำคัญมากเพราะผมไม่ขอที่บ้านใช้เลย)
เรื่องที่สองคือ เค้ามักจ่ายเงินไม่ตรงเวลาเลยเวลานัดตลอด
เรื่องที่สามคือ หลังจากที่ผมหาref.ให้เค้าแล้วเค้าก็ไม่ติดต่อกลับมาจะติดต่อกลับมาคือมีงานตัดต่อ(ซึ่งงานนี้เค้าบอกให้ผมตัดให้เค้าเพราะอยากให้ผมฝึก แต่ได้เงินจะได้น้อยกว่าเรทปกติ ซึ่งอาจจะน้อยกว่าที่ผมไปรับทำเองตอนจบใหม่ๆแต่ผมก็โอเครครับเพราะเชื่อว่าเค้าจะปั้นเรา)
Chapter 4 : การกลับมาซึ่งไม่น่ามาเลย
พักหลังงานเค้าเริ่มน้อยลงและเรียกใช้ผมน้อยลงและหายไปเป็นเดือนแต่แล้วไม่กี่เดือนที่แล้วเค้าโทรมาหาผมเพื่อจะให้มารับงานครับ ผมก็ไปรับงานตามที่เค้าเรียกและมีงานไอศครีมงานหนึ่งซึ่งผมได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับผมก็ทำงานมาเรื่อยๆตามที่ผมได้รับมอบหมายแต่แล้วมีวันนึงเค้าคุยกับผมว่างานตัวนี้เค้าขาดทุน และ งานนี้เค้าจะให้ผมราคาเท่ากับตัวก่อนที่ผมเคยทำ(แต่วันที่ดีลงานกันเค้าบอกว่าตัวก่อนได้น้อยกว่าตัวนี้ซึ่งงานนี้สเกลใหญ่กว่ากันเยอะครับ) ซึ่งผมก็ต้องยอมครับด้วยความเกรงใจ และใช้ใจซื้อใจ หลังจากนั้นเค้าก็ดีลวันเวลานัดฟิตติ้งนักแสดงกันเรียบร้อยแล้ววันนึงเค้ามาเปลี่ยนเวลานัดหมายซึ่งผมติดธุระส่วนตัวเพราะผมไม่ได้ล็อคไว้ให้เค้าผมจึงบอกกับเค้าว่าผมจะรีบกลับมาให้ทันแต่ไม่แน่ใจซึ่งผมอยู่เขาใหญ่ต้องกลับกทม.ให้ทันก่อนบ่าย2โมง ผมจึงคิดว่าจะออกจากเขาใหญ่8โมงเช้า
“วันก่อนฟิตติ้งนักแสดงหนึ่งวัน”
ผมโทรไปคอนเฟริมกับทีมงานหลายๆฝ่าย ทางทีมงานแต่ละฝ่ายบอกผมว่าเราเริ่มงานกันตอน 9 โมงเช้าซึ่งผมไม่รู้มาก่อนเพราะเพื่อนพี่ชายผมนัดบ่าย2 ผมจึง งง และโทรไปสอบถามกับเพื่อนพี่ชายผมเค้าก็ถามกลับว่า”เอามาจากไหนนัดบ่าย ผมจึงบอกว่า พี่เป็นคนนัดเองครับ” เค้าก็เงียบไปสักพักแล้วพูดว่า”เราต้องตามใจ นักแสดงกับลูกค้าสามารถเปลี่ยนเวลาได้ตลอด”ซึ่งผมก็เข้าใจ แต่ผมกลับไม่ทันแน่นอน ผมจึงคุยกับเค้าว่าไม่ทัน เพื่อนพี่ชายผมก็บอกเดี๋ยวเค้าจัดการเอง
“วันนัดฟิตติ้งนักแสดง”
ผมนั่งรถกลับจากเขาใหญ่ตอนบ่ายๆ พอถึงสักประมาณ 5โมงกว่าๆ เพื่อนพี่ชายผม line มาถาม”ว่าอยู่ไหน”ผมจึงตอบเค้าไปว่า “อยู่มอเตอร์เวย์กำลังกลับบ้านครับ” เพื่อนพี่ชายอยากให้ผมเข้ามาคุยงาน ผมจึงถามเค้าว่าสะดวกคุยแถว ร้านอาหารนี้มั้ยครับ หรือจะเป็นแถวห้างนี้ก็ได้ ซึ่งเป็นระแวกบ้านของเพื่อนพี่ชายผม กับ ผม จากนั้นเค้าก็ส่ง location ที่นัดมา ผมก็ตกลงและบอกกับเค้าว่าอาจจะเย็นหน่อยเพราะรถติดมากต้องเอาของกลับไปเก็บที่บ้านก่อน (ผมไม่ได้ขับรถมานะครับผมติดมากับรถพี่ญาติผมครับ) จากนั้นเค้าก็ตอบกลับมาให้ผมว่า “โอ่ยยุ่งยาก งั้นไม่ต้องมา” ซึ่งผมก็เข้าใจเค้าคงหงุดหงิดที่ต้องรอ จากนั้นผมเริ่มไม่สบายใจจึงถามเค้าว่า”ถ้าไม่โอเคหรือยังไงพี่ตัดผมออกก่อนได้นะครับ” ซึ่งคำตอบก็ตรงกับที่ผมคิดไว้เพราะเค้าพยามบีบผมให้ออก เค้าตัดผมออก ด้วยเหตุผลที่ว่า”ผมไม่มีเวลาให้เค้า” ซึ่งผมทำงานในส่วนของเตรียมงานให้เค้าเกือบจะเสร็จแล้ว ซึ่งเค้าแคนงานผมวันที่ 27 งานถ่ายวันที่ 1 ซึ่งใกล้พร้อมถ่ายแล้ว แต่ผมก็ปล่อยไปโดยพูดอะไรมากไม่ได้ และต้องยอมรับว่าเป็นความผิดผม
Chapter 5 :ความผิดหวัง และ ประสบการณ์
จากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนพี่ชายผมเลยแต่เนื่องจากเค้าติดเงินงานที่ผมทำแล้วอยู่ซึ่งจะต้องจ่ายตามกำหนด เค้าก็ยังไม่จ่าย ผมจึงต้องทวงฝ่าย บัญชี ของบริษัทเค้าซึ่งทวงไปประมาณ 3 ครั้งได้ก็ยังไม่ยอมจ่ายเงิน ผ่านไปเกือบเดือนเงินก็ยังไม่ได้ และวันนี้ผมทวงเงินจากฝ่ายบัญชีอีกครั้งจากนั้น เพื่อนพี่ชายผมก็โทรมาหาผมและบอกว่าเงินที่ผมต้องได้รับจะถูกตัดออกไปได้ไม่ครบงานนึงเนื่องจากเค้าไปจ้างให้คนอื่นทำต่อ(แต่งานนั้นผมทำเสร็จแล้วและรอแค่ลูกค้าตรวจแต่ตัดเงินผมออกและบอกไปจ้างคนอื่นโดยไม่บอกผมซึ่งผมคิดว่าเงินนี้ผมควรได้ครบเนื่องจากเค้าดีลผมทำในราคานั้นไว้แล้วและผมทำตามที่เค้าต้องการแล้ว)แต่ด้วยความเกรงใจและไม่อยากมีปัญหาผมจึงต้องยอมด้วยความไม่เต็มใจ ผมเริ่มถอดใจให้กับความฝันของผมอีกครั้ง.
ผมอยากเตือนให้ทุกคนเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า
อาจจะมีคนพวกนี้มาหลอกพวกเด็กจบใหม่ first jobber ด้วยคำพูดสวยหรู ให้ทำงานแต่จ่ายเงินไม่ครบโดยใช้ความเกรงใจของเราทำร้ายตัวเราเองเพราะคิดว่าเราเป็นเด็กจึงหลอกใช้เราได้ บางงานไม่ได้เงินใช้ฟรีเราก็ไม่กล้าไปถามทวง บางงานก็ขาดทุนก็ต้องยอม จ่ายไม่ตรงเวลาก็ต้องยอม
หลังจากนี้ผมคงไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนพี่ชายผมและบริษัทเค้าอีก
ปล.ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดีนะครับแต่อย่าให้ใครมาเอาเปรียบคุณจากความเกรงใจอย่างผม
!!เด็กจบใหม่ระวังนะครับ!! (ฟรีแลนซ์มั้ยหละ!!) จากประสบการณ์ตรงโดนมาแล้ว
Chapter 1 : วิ่งไปตามฝัน(บทนำ)
ก่อนอื่นผมต้องขอบอกว่าผมจบจากสายงานด้าน ภาพยนตร์ และ มีความฝันอยากเป็น ผู้กำกับโฆษณา แต่ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างทั้งด้านครอบครัว คนรอบข้าง ไม่สนับสนุนมากนัก(เพราะที่บ้านผมอยากให้ผมทำอาชีพอื่นมากกว่าและยังมีธุรกิจครอบครัวให้ดูแล)แต่ผมก็ยังดื้อรับงานเป็นฟรีแลนซ์เองเรื่อยๆ
Chapter 2 : คว้ามันมาให้ได้
แต่แล้ววันหนึ่งผมได้รับโอกาสจากเพื่อนของพี่ชาย(ญาติของผมเอง) เพื่อนของพี่ชายผมเค้าเปิด บริษัท Production house แห่งหนึ่งและเป็นผู้กำกับของบริษัทนั้นผมขอไม่ระบุชื่อนะครับ วันนั้นพวกเราได้ไปทานอาหารและดื่มกันนิดหน่อย จึงมีการพูดคุยชักชวนให้ผมมาลองฝึกงานกับบริษัทของพี่แกดู
Chapter 3 : ปลุกไฟให้ลุกโชน
ช่วงแรกผมเข้าไปทำ จำได้ว่าเป็นโฆษณาอาหารเจ้าใหญ่แห่งหนึ่งหลังจากงานนั้นเสร็จเค้าเริ่มสนใจและชักชวนให้ผมมาทำกับเค้าแบบลูกจ้างโดยจ้างเป็นฟรีแลนซ์ และสิ่งที่ผมประทับใจคือเค้าบอกว่าอยากปั้นผมให้เป็น ผู้กำกับ แบบเค้า มันเหมือนการปลุกไฟผมอีกครั้งหนึ่งช่วงแรกผ่านไปเค้าเรียกผมไปช่วยงานอื่นๆ
ปล.ช่วงที่ทำงานกันผมเริ่มรู้สึกแปลกๆหลายๆครั้ง
เรื่องแรกคือ เค้าชอบนัดผมมาทำงานช่วยเค้าบอกให้มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ หาref. บ่อยมากๆ แต่ผมไม่ได้เงินสักบาท(สำหรับผมเด็กจบใหม่ต้องบอกนะครับว่าเงินสำคัญมากเพราะผมไม่ขอที่บ้านใช้เลย)
เรื่องที่สองคือ เค้ามักจ่ายเงินไม่ตรงเวลาเลยเวลานัดตลอด
เรื่องที่สามคือ หลังจากที่ผมหาref.ให้เค้าแล้วเค้าก็ไม่ติดต่อกลับมาจะติดต่อกลับมาคือมีงานตัดต่อ(ซึ่งงานนี้เค้าบอกให้ผมตัดให้เค้าเพราะอยากให้ผมฝึก แต่ได้เงินจะได้น้อยกว่าเรทปกติ ซึ่งอาจจะน้อยกว่าที่ผมไปรับทำเองตอนจบใหม่ๆแต่ผมก็โอเครครับเพราะเชื่อว่าเค้าจะปั้นเรา)
Chapter 4 : การกลับมาซึ่งไม่น่ามาเลย
พักหลังงานเค้าเริ่มน้อยลงและเรียกใช้ผมน้อยลงและหายไปเป็นเดือนแต่แล้วไม่กี่เดือนที่แล้วเค้าโทรมาหาผมเพื่อจะให้มารับงานครับ ผมก็ไปรับงานตามที่เค้าเรียกและมีงานไอศครีมงานหนึ่งซึ่งผมได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับผมก็ทำงานมาเรื่อยๆตามที่ผมได้รับมอบหมายแต่แล้วมีวันนึงเค้าคุยกับผมว่างานตัวนี้เค้าขาดทุน และ งานนี้เค้าจะให้ผมราคาเท่ากับตัวก่อนที่ผมเคยทำ(แต่วันที่ดีลงานกันเค้าบอกว่าตัวก่อนได้น้อยกว่าตัวนี้ซึ่งงานนี้สเกลใหญ่กว่ากันเยอะครับ) ซึ่งผมก็ต้องยอมครับด้วยความเกรงใจ และใช้ใจซื้อใจ หลังจากนั้นเค้าก็ดีลวันเวลานัดฟิตติ้งนักแสดงกันเรียบร้อยแล้ววันนึงเค้ามาเปลี่ยนเวลานัดหมายซึ่งผมติดธุระส่วนตัวเพราะผมไม่ได้ล็อคไว้ให้เค้าผมจึงบอกกับเค้าว่าผมจะรีบกลับมาให้ทันแต่ไม่แน่ใจซึ่งผมอยู่เขาใหญ่ต้องกลับกทม.ให้ทันก่อนบ่าย2โมง ผมจึงคิดว่าจะออกจากเขาใหญ่8โมงเช้า
“วันก่อนฟิตติ้งนักแสดงหนึ่งวัน”
ผมโทรไปคอนเฟริมกับทีมงานหลายๆฝ่าย ทางทีมงานแต่ละฝ่ายบอกผมว่าเราเริ่มงานกันตอน 9 โมงเช้าซึ่งผมไม่รู้มาก่อนเพราะเพื่อนพี่ชายผมนัดบ่าย2 ผมจึง งง และโทรไปสอบถามกับเพื่อนพี่ชายผมเค้าก็ถามกลับว่า”เอามาจากไหนนัดบ่าย ผมจึงบอกว่า พี่เป็นคนนัดเองครับ” เค้าก็เงียบไปสักพักแล้วพูดว่า”เราต้องตามใจ นักแสดงกับลูกค้าสามารถเปลี่ยนเวลาได้ตลอด”ซึ่งผมก็เข้าใจ แต่ผมกลับไม่ทันแน่นอน ผมจึงคุยกับเค้าว่าไม่ทัน เพื่อนพี่ชายผมก็บอกเดี๋ยวเค้าจัดการเอง
“วันนัดฟิตติ้งนักแสดง”
ผมนั่งรถกลับจากเขาใหญ่ตอนบ่ายๆ พอถึงสักประมาณ 5โมงกว่าๆ เพื่อนพี่ชายผม line มาถาม”ว่าอยู่ไหน”ผมจึงตอบเค้าไปว่า “อยู่มอเตอร์เวย์กำลังกลับบ้านครับ” เพื่อนพี่ชายอยากให้ผมเข้ามาคุยงาน ผมจึงถามเค้าว่าสะดวกคุยแถว ร้านอาหารนี้มั้ยครับ หรือจะเป็นแถวห้างนี้ก็ได้ ซึ่งเป็นระแวกบ้านของเพื่อนพี่ชายผม กับ ผม จากนั้นเค้าก็ส่ง location ที่นัดมา ผมก็ตกลงและบอกกับเค้าว่าอาจจะเย็นหน่อยเพราะรถติดมากต้องเอาของกลับไปเก็บที่บ้านก่อน (ผมไม่ได้ขับรถมานะครับผมติดมากับรถพี่ญาติผมครับ) จากนั้นเค้าก็ตอบกลับมาให้ผมว่า “โอ่ยยุ่งยาก งั้นไม่ต้องมา” ซึ่งผมก็เข้าใจเค้าคงหงุดหงิดที่ต้องรอ จากนั้นผมเริ่มไม่สบายใจจึงถามเค้าว่า”ถ้าไม่โอเคหรือยังไงพี่ตัดผมออกก่อนได้นะครับ” ซึ่งคำตอบก็ตรงกับที่ผมคิดไว้เพราะเค้าพยามบีบผมให้ออก เค้าตัดผมออก ด้วยเหตุผลที่ว่า”ผมไม่มีเวลาให้เค้า” ซึ่งผมทำงานในส่วนของเตรียมงานให้เค้าเกือบจะเสร็จแล้ว ซึ่งเค้าแคนงานผมวันที่ 27 งานถ่ายวันที่ 1 ซึ่งใกล้พร้อมถ่ายแล้ว แต่ผมก็ปล่อยไปโดยพูดอะไรมากไม่ได้ และต้องยอมรับว่าเป็นความผิดผม
Chapter 5 :ความผิดหวัง และ ประสบการณ์
จากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนพี่ชายผมเลยแต่เนื่องจากเค้าติดเงินงานที่ผมทำแล้วอยู่ซึ่งจะต้องจ่ายตามกำหนด เค้าก็ยังไม่จ่าย ผมจึงต้องทวงฝ่าย บัญชี ของบริษัทเค้าซึ่งทวงไปประมาณ 3 ครั้งได้ก็ยังไม่ยอมจ่ายเงิน ผ่านไปเกือบเดือนเงินก็ยังไม่ได้ และวันนี้ผมทวงเงินจากฝ่ายบัญชีอีกครั้งจากนั้น เพื่อนพี่ชายผมก็โทรมาหาผมและบอกว่าเงินที่ผมต้องได้รับจะถูกตัดออกไปได้ไม่ครบงานนึงเนื่องจากเค้าไปจ้างให้คนอื่นทำต่อ(แต่งานนั้นผมทำเสร็จแล้วและรอแค่ลูกค้าตรวจแต่ตัดเงินผมออกและบอกไปจ้างคนอื่นโดยไม่บอกผมซึ่งผมคิดว่าเงินนี้ผมควรได้ครบเนื่องจากเค้าดีลผมทำในราคานั้นไว้แล้วและผมทำตามที่เค้าต้องการแล้ว)แต่ด้วยความเกรงใจและไม่อยากมีปัญหาผมจึงต้องยอมด้วยความไม่เต็มใจ ผมเริ่มถอดใจให้กับความฝันของผมอีกครั้ง.
ผมอยากเตือนให้ทุกคนเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นว่า
อาจจะมีคนพวกนี้มาหลอกพวกเด็กจบใหม่ first jobber ด้วยคำพูดสวยหรู ให้ทำงานแต่จ่ายเงินไม่ครบโดยใช้ความเกรงใจของเราทำร้ายตัวเราเองเพราะคิดว่าเราเป็นเด็กจึงหลอกใช้เราได้ บางงานไม่ได้เงินใช้ฟรีเราก็ไม่กล้าไปถามทวง บางงานก็ขาดทุนก็ต้องยอม จ่ายไม่ตรงเวลาก็ต้องยอม
หลังจากนี้ผมคงไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเพื่อนพี่ชายผมและบริษัทเค้าอีก
ปล.ความเกรงใจเป็นสิ่งที่ดีนะครับแต่อย่าให้ใครมาเอาเปรียบคุณจากความเกรงใจอย่างผม