สวัสดีค่ะเพื่อนๆ ชาวพันทิปทุกท่าน หลังจากที่แอบส่องพันทิปมานานหลายปี วันนี้ก็ถือเป็นฤกษ์งามยามดีที่ขอมีกระทู้แรกเป็นของตัวเองบ้างแล้วกัน ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงวันวาเลนไทน์ อาจจะเลทไปนิด แต่ก็ถือว่าเป็นควันหลงจางๆแล้วกันนะจ๊ะ ถึงแม้ว่าจะมีกระทู้รีวิวไหว้พระขอคู่ที่ฮ่องกงมาบ้างแล้ว กระทู้นี้ก็ถือว่าเป็นกระทู้คอนเฟิร์มละกันนะ ว่าของเค้าเด็ดจริง! จริงๆเราก็สายวิทยาศาสตร์เต็มขั้นแหละ แต่ด้านไสยศาสตร์นั้น เราก็เต็มที่อีกเช่นกัน อึกอย่างนึง เราก็อยากจะแบ่งปันประสบการณ์แบบ bitter sweet ของเรา และขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับผู้ที่สิ้นหวังกับความรักนะ ว่าวันนึงถ้าคนเจอคนที่คุณรอ ถึงแม้ว่ามันจะนานไปนิด แต่รับรองว่าความสุขนั้นจะทำให้คุณลืมความทุกข์ทั้งหมดที่เคยมีมาเลยค่ะ งั้น.....เรามาเริ่มเรื่องกันเลยนะคะ แต่บอกก่อนน้า ว่ารูปส่วนใหญ่ในกระทู้นี้เป็นรูปที่เราเอามาจากอินสตราแกรมที่เราโพสไว้ช่วงนั้น เพราะหลังจากกลับมา เราลบรูปทุกอย่างที่ถ่ายในทริปนั้นออกจากเครื่องทั้งหมดเลย เพื่อหวังว่าจะลืมความทรงจำที่แย่ๆครั้งนั้นค่ะ
ตอนที่ 1 : สาวน้อยแห่งดินแดนล้านนาหัวใจบอบช้ำ ณ เกาะฮ่องกง
ย้อนไปเมื่อสองปีกว่า ตอนนั้นเราก็คบกับแฟนคนก่อน แล้วได้ตัดสินใจแยกทางกัน ขณะที่เราไปทริปที่ฮ่องกงนี่แหละค่ะ เค้าตีตั๋วจากไปในทันที เหลือแต่เรา และความทรงจำที่สวยงาม ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดเลยว่า มันจะเกิดขึ้นในหนึ่งในสถานที่ที่ไม่ว่าเราจะมากี่ครั้ง เราก็มีความสุขเสมอ แต่การมาของเราครั้งนั้น มันไม่ใช่แบบที่คิด ภาพสุดท้ายของคนที่เราเคยคิดว่าเรารักในตอนนั้น คือภาพที่เค้าลากกระเป๋าเดินทางออกไป และจนถึงตอนนี้ เราก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย ความเสียใจ ความทุกข์ไม่ต้องพูดถึง ความเจ็บที่มันจี๊ดถึงหัวใจ ก็มาเยือนเราอีกครั้งในตอนนั้น....
แน่นอนค่ะ เราร้องไห้ ร้องไห้ตัวโยน ร้องไห้โดยมีอายครีมถือไว้ในมือ และมาสก์แปะสองลูกตา ประมาณว่าปล่อยให้สารเคมีแห่งความเศร้าทำงานอย่างหนัก แล้วอยู่ดีๆ ความคิดที่ว่า เรามีเวลาเหลือแค่สองวันในฮ่องกง ชั้นจะไม่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเด็ดขาด ก็แว๊บเข้ามาในหัว อย่างน้อยภาพสุดท้ายที่เราจะคิดถึงทริปนี้ ก็น่าจะเป็นติ่มซำดีๆ หรือตัวเราเองอยู่กับพุดดิ้งนมอร่อยๆ และที่สำคัญคือ ในเมื่อคนๆนั้นเค้าไม่อยู่ตรงนั้นให้เราแล้ว แล้วชั้นจะรอทำไม มูฟออนสิคะเบบี๋ ว่าแล้วก็อาบน้ำแต่งตัว และก็เริ่มออกเดินทางค่ะ
ตอนที่ 2 : ตระเวนไหว้พระขอพรทั้งน้ำตา
อุ๊ต๊ะ.... ก่อนที่จะออกไป ต้องแพลนก่อนค่ะว่าส่วนใหญ่เค้าจะไปไหว้พระกันที่ไหน เนื่องจากเรามีเวลาจำกัดแค่ 1 วันครึ่ง รวมเวลาที่ต้องขึ้นเครื่องบินกลับด้วย (เซ็งค่ะ... เสียเวลาร้องไห้ไปนานนม) แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราคิดว่าเราทำได้ เราก็เริ่มจากวัด หวังไท่ซิน ก่อนเลย ที่เลื่องลือเรื่องการขอพร โดยเฉพาะเรื่องคู่ครอง แต่วัตถุประสงค์หลักของการไปครั้งนั้นคือ ขอแค่ไม่เจอคนที่ทำให้เสียน้ำตาอีก ค่ะ เพราะใจก็ยังไม่พร้อมที่จะคบคนใหม่ขนาดนั้นหรอก ตั้งแต่ออกเดินทางจากโรงแรมไปถึงวัด ร้องไห้ไม่หยุดเลยค่ะ สะอื้นแบบไม่อายใครเลย ใช่ค่ะ คนมองเต็มไปหมด แต่ฮูแคร์ นี่ไม่ใช่บ้านเมืองชั้น คงไม่มีใครจำได้หรอก ฟังดูเหมือนจะเป็นข้อดีนะ แต่ขอบอกทุกท่านเลยค่ะว่า ใจที่ช้ำๆนั้นแหละ โดนหลอกง่ายเชียะ ใครมาหลอกขายอะไร ซื้อหมดเลย เสียเงินแบบไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ยิ่งใครพูดว่าโชคดีนะ แทบจะให้ทิป ที่เจ็บใจก็คือ ตอนที่เราไปไหว้พระที่วัดนั้นแหละ เค้าให้บัตรเหมือนดูดวงอะไรซักอย่าง ไอ่เราก็นึกว่าดูฟรี ที่ไหนได้เหมือนจะคิดเงินเรา 15xx บาทไทยนะ มาคิดๆตอนนี้นี่เจ็บใจชะมัด

จำได้เลยค่ะ ว่าตอนไหว้พระในตอนนั้น มองหน้าพระแล้วก็สตั้น นึกขออะไรไม่ออกเลย จะบอกสเปคของคู่ ก็กลัวว่าพระจะว่าเรื่องมาก เลยได้แต่นึกในใจว่า ไม่ขอเจอคนที่ทำให้เสียใจอีกละกันค่ะ แล้วหลังจากนั้น เราก็ได้เจอกับแกงค์หมอดูกลุ่มนั้นแหละค่ะ !@#$%#%$#$
ถ้าจะไม่ผิดตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณเกือบเที่ยงละนะ แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาค่ะ แวะเซเว่นแล้วหาของกิน พร้อมทั้งเดินทางไปยังวัดที่ 2 ก็คือ "วัดแชกงหมิว" หรือวัดกังหันอันเลื่องชื่อนี่แหละค่ะ ซึ่งเค้าเชื่อว่าถ้าได้หมุนกังหันที่วัดนั้นแล้ว สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ชั่วร้ายจะออกไป พอได้ยินอย่างนั้นแล้ว นักไสยศาสตร์ในคราบนักวิทยาศาสตร์อย่างเราหาได้รีรอไม่ โหนรถไฟไปยังวัดนั้นโดยทันทีค่ะ

ภาพของวัดนั้นเราลบไปแล้วง่ะ ฝากไว้แต่อุโมงค์ที่เราต้องเดินเท้าไปยังวัดละกันนะคะ เผื่อว่าจะเป็นแลนด์มาร์กที่ดีได้
กว่าจะเดินทางไปถึง ก็ใช้เวลานานอยู่นะ ตอนนั้นก็เย็นแล้วแหละ แต่เราก็ไม่ย่อท้อค่ะรีบต่อแท็กซี่ไปยังวัดเจ้าแม่กวนอิมริมอ่าว Repulse Bay อันโด่งดัง ที่มีสะพานข้ามที่เชื่อว่าเราจะอายุยืน ไปสิคะ ไปต่ออายุให้ยืนยาว อย่างน้อยๆให้มันยาวกว่าคนที่ทิ้งเราไปเป็นพอ จริงๆวัดนี้เค้ามีชื่อว่า "Tin Hau temple" แต่ด้วยคนขับแทกซี่เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ สื่อสารลำบากมากๆเลยค่ะ ที่เซ็งสุดคือ นางเอาเรากลับมาส่ง Tin Hau Temple ที่อยู่ในเมือง ซึ่งเรา No ก็แล้ว Stop ก็แล้ว เราไม่สามารถหยุดยั้งคุณลุงเค้าได้เลย นางมั่นใจสุดว่านางพาเราไปถึงจุดหมายที่ถูกต้องแน่นอน อยากโกรธมาก ขันติเกือบแตก แต่ก็ยั้งได้ค่ะ ว่าต้องไม่สร้างกรรมเพิ่ม เราก็กลับมาในเมืองตอนเกือบหกโมงเย็นแล้ว แห้วค่ะ อดไปต่ออายุกันเลยวันนั้น เลยจบวันนั้นด้วยการไปเดินสวยๆ บอกลาที่แลนด์มาร์กของเกาะฮ่องกงค่ะ

แต่ด้วยความหวังที่จะต้องมีความโชคดีในอนาคตมันลุกโชนมาก ในที่สุด เราก็ไปวัดเจ้าแม่กวนอิมได้สมใจค่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเฉียดฉิวกับเวลาที่จะต้องขึ้นเครื่องบินกลับแล้วก็ตาม
ตอนที่ 2: ชีวิตใหม่ หลังคำอธิษฐานเริ่มทำงาน
หลังจากที่กลับมาจากทริปครั้งนั้น เราก็ยอมรับนะ ว่ายังทำใจยากมากๆเลย กว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันช้าเหลือเกิน ในที่สุดเราพร้อมเปิดใจที่จะคุย ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักคนใหม่ๆ และก็จะได้เป็นเพื่อนกัน และแล้ว วันนั้นก็มาถึงค่ะ หลังจากที่เรากลับมาประมาณ 2 อาทิตย์ ก็มีผู้ชายคนนึงเค้าก็ทักมา เราก็คุยกันแบบเพื่อนมากๆเลย เค้าจะชวนเราคุยเรื่องการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ เค้าถามเราว่า เราชอบที่ที่ไหนมากที่สุด เราก็ยังไม่เข็ดค่ะ ตอบไปว่า "ฮ่องกง" ซึ่งเค้าในตอนนั้นก็ยังไม่เคยไป และตัวเค้าเองก้เพิ่งมาเที่ยวเชียงใหม่เป็นครั้งแรก หลังจากทริปเนปาลของเค้า และเราก็ได้เจอกันค่ะ แต่เราก็ยังไม่พร้อมเป็นแฟนใครหรอก แผลสดขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง เค้าก็จะกลับประเทศของเค้าในเร็ววันแล้ว เราก็เลยไม่ได้คาดหวังเยอะ แต่ความรักครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้งแฮะ หลังจากที่เค้ากลับประเทศเค้าไป เค้าก็คุยกับเราสม่ำเสมอ ใส่ใจทุกอย่าง จนเค้าตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยหลังจากที่คุยกะเราประมาณ 4 เดือนมั้ง โดยครั้งแรกที่เค้าย้ายมาเมืองไทย เค้าเลือกที่จะ layover ที่ฮ่องกง พร้อมทั้งพาเราไปที่ฮ่องกงอีกครั้ง แล้วบอกเราว่า ตอนนั้นเราจากฮ่องกงไปด้วยความเสียใจ ตอนนี้มาสร้างความทรงจำที่ดีอีกครั้งนะ อื้อหือ.... เจออย่างงี้ก็ตายสิคะพ่อคู๊ณณ เราก็เลยพาแฟนใหม่ของเรา ไปแนะนำให้พระที่วัดหวังไท่ซินท่านรู้จักค่ะ

จากวันนั้นถึงวันนี้ เราก็ยังคบกับแฟนคนปัจจุบันของเราได้เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วมั้ง เรามีความสุขในทุกๆวัน ได้ออกไปเห็นโลกกับผู้ชายคนที่รักเรา และเราก็รักเค้ามากมาย ซึ่งเราจะทยอยเขียนกระทู้อีกนะ ซึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดครั้งนั้นมันทำให้เรามองโลกในแบบที่เข้าใจมากขึ้น ทำให้เต็มที่ในทุกๆวัน ตักตวงความสุขที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อที่ว่า ถ้าวันนึงความสุขวันนั้นมันอาจจะหมดไป อย่างน้อยเราก็ทำเต็มที่แล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น การพบเจอใครมันก็เป็นเรื่องของเวลาและเหตุผลแหละ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเราได้บทเรียน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเจริญเติบโต แต่เราก็ยังไม่ลืมที่จะคอนเฟิร์มนะ ว่า
"วัดที่ฮ่องกงนี่เข้าขั้นว่าเด็ด"
แล้วพบกันใหม่กระทู้หน้านะคะ
[CR] ควันหลงวันวาเลนไทน์ "แบกใจช้ำๆไปไหว้พระ ณ ฮ่องกง แล้วได้เจอแฟนคนปัจจุบันใน 2 อาทิตย์!"
เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงวันวาเลนไทน์ อาจจะเลทไปนิด แต่ก็ถือว่าเป็นควันหลงจางๆแล้วกันนะจ๊ะ ถึงแม้ว่าจะมีกระทู้รีวิวไหว้พระขอคู่ที่ฮ่องกงมาบ้างแล้ว กระทู้นี้ก็ถือว่าเป็นกระทู้คอนเฟิร์มละกันนะ ว่าของเค้าเด็ดจริง! จริงๆเราก็สายวิทยาศาสตร์เต็มขั้นแหละ แต่ด้านไสยศาสตร์นั้น เราก็เต็มที่อีกเช่นกัน อึกอย่างนึง เราก็อยากจะแบ่งปันประสบการณ์แบบ bitter sweet ของเรา และขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้กับผู้ที่สิ้นหวังกับความรักนะ ว่าวันนึงถ้าคนเจอคนที่คุณรอ ถึงแม้ว่ามันจะนานไปนิด แต่รับรองว่าความสุขนั้นจะทำให้คุณลืมความทุกข์ทั้งหมดที่เคยมีมาเลยค่ะ งั้น.....เรามาเริ่มเรื่องกันเลยนะคะ แต่บอกก่อนน้า ว่ารูปส่วนใหญ่ในกระทู้นี้เป็นรูปที่เราเอามาจากอินสตราแกรมที่เราโพสไว้ช่วงนั้น เพราะหลังจากกลับมา เราลบรูปทุกอย่างที่ถ่ายในทริปนั้นออกจากเครื่องทั้งหมดเลย เพื่อหวังว่าจะลืมความทรงจำที่แย่ๆครั้งนั้นค่ะ
ตอนที่ 1 : สาวน้อยแห่งดินแดนล้านนาหัวใจบอบช้ำ ณ เกาะฮ่องกง
ย้อนไปเมื่อสองปีกว่า ตอนนั้นเราก็คบกับแฟนคนก่อน แล้วได้ตัดสินใจแยกทางกัน ขณะที่เราไปทริปที่ฮ่องกงนี่แหละค่ะ เค้าตีตั๋วจากไปในทันที เหลือแต่เรา และความทรงจำที่สวยงาม ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดเลยว่า มันจะเกิดขึ้นในหนึ่งในสถานที่ที่ไม่ว่าเราจะมากี่ครั้ง เราก็มีความสุขเสมอ แต่การมาของเราครั้งนั้น มันไม่ใช่แบบที่คิด ภาพสุดท้ายของคนที่เราเคยคิดว่าเรารักในตอนนั้น คือภาพที่เค้าลากกระเป๋าเดินทางออกไป และจนถึงตอนนี้ เราก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย ความเสียใจ ความทุกข์ไม่ต้องพูดถึง ความเจ็บที่มันจี๊ดถึงหัวใจ ก็มาเยือนเราอีกครั้งในตอนนั้น....
แน่นอนค่ะ เราร้องไห้ ร้องไห้ตัวโยน ร้องไห้โดยมีอายครีมถือไว้ในมือ และมาสก์แปะสองลูกตา ประมาณว่าปล่อยให้สารเคมีแห่งความเศร้าทำงานอย่างหนัก แล้วอยู่ดีๆ ความคิดที่ว่า เรามีเวลาเหลือแค่สองวันในฮ่องกง ชั้นจะไม่ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องเด็ดขาด ก็แว๊บเข้ามาในหัว อย่างน้อยภาพสุดท้ายที่เราจะคิดถึงทริปนี้ ก็น่าจะเป็นติ่มซำดีๆ หรือตัวเราเองอยู่กับพุดดิ้งนมอร่อยๆ และที่สำคัญคือ ในเมื่อคนๆนั้นเค้าไม่อยู่ตรงนั้นให้เราแล้ว แล้วชั้นจะรอทำไม มูฟออนสิคะเบบี๋ ว่าแล้วก็อาบน้ำแต่งตัว และก็เริ่มออกเดินทางค่ะ
ตอนที่ 2 : ตระเวนไหว้พระขอพรทั้งน้ำตา
อุ๊ต๊ะ.... ก่อนที่จะออกไป ต้องแพลนก่อนค่ะว่าส่วนใหญ่เค้าจะไปไหว้พระกันที่ไหน เนื่องจากเรามีเวลาจำกัดแค่ 1 วันครึ่ง รวมเวลาที่ต้องขึ้นเครื่องบินกลับด้วย (เซ็งค่ะ... เสียเวลาร้องไห้ไปนานนม) แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราคิดว่าเราทำได้ เราก็เริ่มจากวัด หวังไท่ซิน ก่อนเลย ที่เลื่องลือเรื่องการขอพร โดยเฉพาะเรื่องคู่ครอง แต่วัตถุประสงค์หลักของการไปครั้งนั้นคือ ขอแค่ไม่เจอคนที่ทำให้เสียน้ำตาอีก ค่ะ เพราะใจก็ยังไม่พร้อมที่จะคบคนใหม่ขนาดนั้นหรอก ตั้งแต่ออกเดินทางจากโรงแรมไปถึงวัด ร้องไห้ไม่หยุดเลยค่ะ สะอื้นแบบไม่อายใครเลย ใช่ค่ะ คนมองเต็มไปหมด แต่ฮูแคร์ นี่ไม่ใช่บ้านเมืองชั้น คงไม่มีใครจำได้หรอก ฟังดูเหมือนจะเป็นข้อดีนะ แต่ขอบอกทุกท่านเลยค่ะว่า ใจที่ช้ำๆนั้นแหละ โดนหลอกง่ายเชียะ ใครมาหลอกขายอะไร ซื้อหมดเลย เสียเงินแบบไม่รู้ตัวเลยจริงๆ ยิ่งใครพูดว่าโชคดีนะ แทบจะให้ทิป ที่เจ็บใจก็คือ ตอนที่เราไปไหว้พระที่วัดนั้นแหละ เค้าให้บัตรเหมือนดูดวงอะไรซักอย่าง ไอ่เราก็นึกว่าดูฟรี ที่ไหนได้เหมือนจะคิดเงินเรา 15xx บาทไทยนะ มาคิดๆตอนนี้นี่เจ็บใจชะมัด
จำได้เลยค่ะ ว่าตอนไหว้พระในตอนนั้น มองหน้าพระแล้วก็สตั้น นึกขออะไรไม่ออกเลย จะบอกสเปคของคู่ ก็กลัวว่าพระจะว่าเรื่องมาก เลยได้แต่นึกในใจว่า ไม่ขอเจอคนที่ทำให้เสียใจอีกละกันค่ะ แล้วหลังจากนั้น เราก็ได้เจอกับแกงค์หมอดูกลุ่มนั้นแหละค่ะ !@#$%#%$#$
ถ้าจะไม่ผิดตอนนั้นก็เป็นเวลาประมาณเกือบเที่ยงละนะ แต่เพื่อไม่ให้เสียเวลาค่ะ แวะเซเว่นแล้วหาของกิน พร้อมทั้งเดินทางไปยังวัดที่ 2 ก็คือ "วัดแชกงหมิว" หรือวัดกังหันอันเลื่องชื่อนี่แหละค่ะ ซึ่งเค้าเชื่อว่าถ้าได้หมุนกังหันที่วัดนั้นแล้ว สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่ชั่วร้ายจะออกไป พอได้ยินอย่างนั้นแล้ว นักไสยศาสตร์ในคราบนักวิทยาศาสตร์อย่างเราหาได้รีรอไม่ โหนรถไฟไปยังวัดนั้นโดยทันทีค่ะ
ภาพของวัดนั้นเราลบไปแล้วง่ะ ฝากไว้แต่อุโมงค์ที่เราต้องเดินเท้าไปยังวัดละกันนะคะ เผื่อว่าจะเป็นแลนด์มาร์กที่ดีได้
กว่าจะเดินทางไปถึง ก็ใช้เวลานานอยู่นะ ตอนนั้นก็เย็นแล้วแหละ แต่เราก็ไม่ย่อท้อค่ะรีบต่อแท็กซี่ไปยังวัดเจ้าแม่กวนอิมริมอ่าว Repulse Bay อันโด่งดัง ที่มีสะพานข้ามที่เชื่อว่าเราจะอายุยืน ไปสิคะ ไปต่ออายุให้ยืนยาว อย่างน้อยๆให้มันยาวกว่าคนที่ทิ้งเราไปเป็นพอ จริงๆวัดนี้เค้ามีชื่อว่า "Tin Hau temple" แต่ด้วยคนขับแทกซี่เค้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ สื่อสารลำบากมากๆเลยค่ะ ที่เซ็งสุดคือ นางเอาเรากลับมาส่ง Tin Hau Temple ที่อยู่ในเมือง ซึ่งเรา No ก็แล้ว Stop ก็แล้ว เราไม่สามารถหยุดยั้งคุณลุงเค้าได้เลย นางมั่นใจสุดว่านางพาเราไปถึงจุดหมายที่ถูกต้องแน่นอน อยากโกรธมาก ขันติเกือบแตก แต่ก็ยั้งได้ค่ะ ว่าต้องไม่สร้างกรรมเพิ่ม เราก็กลับมาในเมืองตอนเกือบหกโมงเย็นแล้ว แห้วค่ะ อดไปต่ออายุกันเลยวันนั้น เลยจบวันนั้นด้วยการไปเดินสวยๆ บอกลาที่แลนด์มาร์กของเกาะฮ่องกงค่ะ
แต่ด้วยความหวังที่จะต้องมีความโชคดีในอนาคตมันลุกโชนมาก ในที่สุด เราก็ไปวัดเจ้าแม่กวนอิมได้สมใจค่ะ ถึงแม้ว่ามันจะเฉียดฉิวกับเวลาที่จะต้องขึ้นเครื่องบินกลับแล้วก็ตาม
ตอนที่ 2: ชีวิตใหม่ หลังคำอธิษฐานเริ่มทำงาน
หลังจากที่กลับมาจากทริปครั้งนั้น เราก็ยอมรับนะ ว่ายังทำใจยากมากๆเลย กว่าจะผ่านไปแต่ละวันมันช้าเหลือเกิน ในที่สุดเราพร้อมเปิดใจที่จะคุย ซึ่งอย่างน้อยเราก็ได้รู้จักคนใหม่ๆ และก็จะได้เป็นเพื่อนกัน และแล้ว วันนั้นก็มาถึงค่ะ หลังจากที่เรากลับมาประมาณ 2 อาทิตย์ ก็มีผู้ชายคนนึงเค้าก็ทักมา เราก็คุยกันแบบเพื่อนมากๆเลย เค้าจะชวนเราคุยเรื่องการท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ เค้าถามเราว่า เราชอบที่ที่ไหนมากที่สุด เราก็ยังไม่เข็ดค่ะ ตอบไปว่า "ฮ่องกง" ซึ่งเค้าในตอนนั้นก็ยังไม่เคยไป และตัวเค้าเองก้เพิ่งมาเที่ยวเชียงใหม่เป็นครั้งแรก หลังจากทริปเนปาลของเค้า และเราก็ได้เจอกันค่ะ แต่เราก็ยังไม่พร้อมเป็นแฟนใครหรอก แผลสดขนาดนั้น แล้วอีกอย่าง เค้าก็จะกลับประเทศของเค้าในเร็ววันแล้ว เราก็เลยไม่ได้คาดหวังเยอะ แต่ความรักครั้งนี้ ไม่เหมือนทุกครั้งแฮะ หลังจากที่เค้ากลับประเทศเค้าไป เค้าก็คุยกับเราสม่ำเสมอ ใส่ใจทุกอย่าง จนเค้าตัดสินใจย้ายมาอยู่ประเทศไทยหลังจากที่คุยกะเราประมาณ 4 เดือนมั้ง โดยครั้งแรกที่เค้าย้ายมาเมืองไทย เค้าเลือกที่จะ layover ที่ฮ่องกง พร้อมทั้งพาเราไปที่ฮ่องกงอีกครั้ง แล้วบอกเราว่า ตอนนั้นเราจากฮ่องกงไปด้วยความเสียใจ ตอนนี้มาสร้างความทรงจำที่ดีอีกครั้งนะ อื้อหือ.... เจออย่างงี้ก็ตายสิคะพ่อคู๊ณณ เราก็เลยพาแฟนใหม่ของเรา ไปแนะนำให้พระที่วัดหวังไท่ซินท่านรู้จักค่ะ
จากวันนั้นถึงวันนี้ เราก็ยังคบกับแฟนคนปัจจุบันของเราได้เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วมั้ง เรามีความสุขในทุกๆวัน ได้ออกไปเห็นโลกกับผู้ชายคนที่รักเรา และเราก็รักเค้ามากมาย ซึ่งเราจะทยอยเขียนกระทู้อีกนะ ซึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากความเจ็บปวดครั้งนั้นมันทำให้เรามองโลกในแบบที่เข้าใจมากขึ้น ทำให้เต็มที่ในทุกๆวัน ตักตวงความสุขที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อที่ว่า ถ้าวันนึงความสุขวันนั้นมันอาจจะหมดไป อย่างน้อยเราก็ทำเต็มที่แล้ว
ทั้งนี้ทั้งนั้น การพบเจอใครมันก็เป็นเรื่องของเวลาและเหตุผลแหละ ถึงแม้ว่าบางครั้งมันดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตัวเราได้บทเรียน และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเจริญเติบโต แต่เราก็ยังไม่ลืมที่จะคอนเฟิร์มนะ ว่า "วัดที่ฮ่องกงนี่เข้าขั้นว่าเด็ด"
แล้วพบกันใหม่กระทู้หน้านะคะ
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น