วันที่ 26 ธค เราได้ไปตรวจก้อนเนื้อที่มดลูก ก้อนนี้ไม่ได้เพิ่งเป็น เรารู้จักก้อนนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี ออกกำลังอย่างน้อยอาทิตย์ละ 5 วัน เราคิดว่าสุขภาพเราแข็งแรง เพราะเราดูแลอย่างดี แต่มีเรื่องอาหารเนี่ยแหละที่เรายังตามอำเภอใจอยากทานอะไรก็ทาน ชอบทานอาหารหวาน เบเกอรี่ ของขบเคี้ยว ของปิ้งย่าง ไส้กรอก เกริ่นซะนานกลับมาเรื่องก้อนเนื้อในมดลูกต่อ เมื่อ 4 ปีที่แล้ว เราตรวจพบเจอก้อนนี้ขนาด 3 ซม. ที่นอกมดลูก แต่คุณหมอที่ตรวจสุขภาพทางด้านสูตินารีบอกว่าไม่น่าเป็นห่วง เมื่อใกล้หมดประจำเดือน ก้อนนี้จะฝ่อไปเอง แต่ต้องคอยตรวจเป็นประจำว่ามีขนาดใหญ่ขึ้นหรือเปล่า พอปีถัดมาก้อนนี้ก็โตขึ้นวัดได้ 7 ซม. คุณหมอก็ยังบอกเหมือนเดิมแต่เพิ่มเติมว่ามันอาจจะทำให้คุณปัสสาวะบ่อย แต่ถ้ามันมีผลกับกิจวัตรประจำวันก็ค่อยไปเอาออกก็ได้ ฟังดูแล้วไม่เป็นอะไรเราเลยยังเก็บไว้ เพราะหวังว่าเดี๋ยวมันจะฝ่อไปเอง พอปีถัดมามันเพิ่มขนาดเป็น 9 ซม. คราวนี้แหละคุณหมอให้ไปเอาออก ซึ่งปีนั้นเราวางแผนไว้จะไปทำฮัจญ์ เราเป็นมุสลิม ถ้าเอาออกก็หมดปัญหาการมีประจำเดือน การไปทำฮัจญ์ถ้ามีประจำเดือนจะไม่สามารถทำการละหมาดอะไรได้ เราก็คิดแล้วคิดอีก ซึ่งเราก็ไปถามคุณหมออื่นๆ ก็บอกว่าไม่เป็นไร ตกลงเลยไม่ได้เอาออก แต่ตอนไปฮัจญ์ประจำเดือนก็มาวันที่ไม่ได้เป็นพิธีการและมาไม่กี่วันเราเลยได้ทำอิบาดะห์ตามที่ตั้งใจไว้ได้เรียบร้อย พอมาถึงปีนี้ละสิ เราตั้งใจจะไปเอาก้อนเนื้อนี้ออกแต่มีเรื่องงานเลยผลักผ่อนจนสิ้นปี พอดีมีอาการท้องอืดและเหมือนอาหารเป็นพิษท้องโตอึดอัด คุณอาสามีแนะนำคุณหมอมาให้ สามีก็รีบโทรนัดให้ คือวันที่ 26ธค.ที่ผ่านมานี้เหละ คุณหมอบอกว่าเก็บไว้ทำไม ควรจะเอาออกตั้งแต่ 7 ซม.แล้ว เมื่อคุณหมออัลตร้าซาวน์ เราสังเกตุเห็นหน้าพยาบาลแบบตกใจแล้วหันไปทางอื่น พร้อมกันนั้นคุณหมอสั่งพยาบาลว่าให้ไปตามสามีมาฟังด้วยกัน เรารู้แล้วว่าเป็นเรื่องไม่ดีแน่ๆ จริงด้วย เราเป็นมะเร็ง มันมีอีกก้อนขนาด 10 ซม. ที่ไม่เคยมีมาก่อนเพิ่มตรงรังไข่ คุณหมอบอกว่าถ้าคุณเฮงจริงๆคุณก็จะไม่เป็นแต่หมอมั่นใจว่าใช่ และต้องเอาออกด่วนทั้งมดลูกและรังไข่ สามีถามว่าถ้าเอาออกทั้งหมดต้องทานฮอร์โมนมั๊ย คุณหมอตอบทันทีว่าเรื่องฮอร์โมนยังไม่ต้องพูดถึงเพราะต้องทำคีโมก่อน ทำคีโมทานฮอร์โมนไม่ได้ จากนั้นคุณหมอให้ไปตรวจเลือดเพื่อวัดค่ามะเร็งเพื่อยืนยัน แล้วผลคุณหมอจะโทรแจ้งภายในคืนนั้น แต่คุณหมอไม่ได้โทร วันนั้นเหมือนนักโทษประหาร เริ่มนับถอยหลังวันที่จะมีชีวิตบนโลก ดูเหมือนจะเกินไป แต่มีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ว่าแล้วเราก็ร้องไห้ แต่เราเป็นมุสลิม ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ร้ายๆมุสลิมจะคิดว่าเป็นบททดสอบและต้องอย่าท้อจงผ่านบททดสอบนั้นด้วยความดีให้ได้ เราเริ่มคิดว่าอะไรที่เรายังไม่ได้ทำ เริ่มคิดย้อนกลับไปสิ่งต่างๆที่เราทำไม่ดีแล้วอยากจะแก้ไข เราห่างจากอัลกุรอ่านมาได้ซักพักอาจจะเป็นการเตือนของพระเจ้า ช่วงเวลาที่รอคอยข่าวเพียงหนึ่งคืนแต่มันดูยาวนานจริงๆ สุดท้ายคุณหมอก็โทรมาพร้อมกับยืนยันว่าเราเป็นมะเร็งจริงๆ คุณหมอบอกว่าค่ามะเร็งสูงมาก ต้องรีบทำการผ่าตัดให้เร็วที่สุด เพราะป้องกันการแพร่กระจายของมะเร็ง เราไม่ได้เฮงตามที่หมอบอก เราเป็นมะเร็ง เราเริ่มดูแลเรื่องอาหาร งดเนื้อสัตว์อื่นๆ นอกจากปลา ซึ่งโดยปกติเราไม่ชอบทานปลาอย่างยิ่ง แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือก อาหารที่ทำก็ไม่ใส่น้ำตาล ถ้าต้องการหวานใช้อินทะผาลัมใส่แทนน้ำตาล เราก็เริ่มหาอาหารของคนเป็นมะเร็ง และอาหารที่ช่วยลดมะเร็ง อย่างเช่น แกงป่า ช่วยลดค่ามะเร็งให้เหลือประมาณ 17% แกงสัม ช่วยลดค่ามะเร็งให้เหลือ 26% แกงเลียงช่วยลดค่ามะเร็งให้เหลือ 21% จัดเลยค่ะ แกงป่าก็มาเป็นเมนูแรก ผักแต่ก่อนล้างแช่น้ำธรรมดา ตอนนี้ก็แช่น้ำเกลืออย่างน้อย 15 นาที ล้างแล้วล้างอีก เลิกขนมขบเคี้ยว งดทานนมเนย เราออกกำลังกายเหมือนเดิมคือไปเดินสวนรถไฟทุกเช้า (แต่ก่อนวิ่งเยาะๆ) ประมาณ 4 กิโล ตัดเรื่องงานทุกอย่างฝากเพื่อนร่วมงานก่อน มาเตรียมบ้านเพราะเราผ่าตัดต้องนอนชั้นล่างไม่ควรขึ้นบันไดอย่างน้อย 1เดือน เราเริ่มทำความสะอาด จะถือว่าอัลเลาะฮ์เมตตาก็ได้เพราะช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเทศกาลคุณหมอไม่อยู่กัน เพราะการผ่าตัดของเราเป็นการผ่าตัดใหญ่ต้องเตรียมทีมแพทย์ใหญ่ให้พร้อม วันนัดผ่าตัดคือวันที่ 6 มค. เราเลยมีเวลาในการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ แม้กระทั่งธุระกรรมทางการเงิน เพราะคุณหมอบอกว่าการผ่าตัดอาจจะเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดได้ คุณหมอขอแจ้งให้ทราบก่อน เราเลยไม่ประมาท ถ้าเป็นอะไรสามีจะได้ไม่ยุ่งยาก เราโชคดีที่เป็นมุสลิม เรามีหลักยึดคือพระเจ้า ตอนนี้เราก็ฟังอัลกุรอ่านเพราะเป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราสงบ อัลกุรอ่านเป็นคำพูดของพระเจ้า เราคิดว่าอัลกุรอ่านเป็นยารักษาทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ตอนแรกเราไม่บอกใครเลยว่าเราเป็นมะเร็ง แต่สามีบอกว่าอาๆตอนนี้ไปทำอุมเราะฮ์อยู่ทีมักกะฮ์ ดุอาร์หรือคำวิงวอนต่อพระเจ้าที่นั่นช่วยได้ เราจึงบอกกับอาๆสามี เราเป็นพุทธมาเข้ารับอิสลาม เราไม่ได้บอกพี่ๆหรือญาติเรา แต่เราบอกคุณพ่อคุณแม่เราเพราะท่านก็มาเข้ารับอิสลาม ทางมุสลิมเชื่อว่าดุอาร์จากพ่อแม่หรือลูกเห็นผลชัด ทุกคนก็ช่วยกันโฟกัสขอดุอาร์ให้เรา อัลฮัมดุลิลลา ที่ได้เป็นมุสลิม เราต้องเตรียมความพร้อมร่างกายเพื่อผ่าตัด งดทานยา อาหารเสริมหรือวิตามินต่างๆ 1 อาทิตย์ และงดทานผักผลไม้ก่อนวันผ่าตัด 2วัน ทานได้แต่ข้าวต้มกับเนื้อปลานึ่งอ่อนๆ
จากบันทึก
“วันนี้เป็นวันแรกของการทานอาหารอ่อน เพื่อเตรียมตัวก่อนวันผ่าตัด 2 วัน งดผัก ผลไม้ อาหารกากใย สรุปทานได้แต่ข้าวต้มกับเนื้อปลาอ่อนๆ ตอนนี้สภาพจิตใจดีกว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ทำความสะอาดและเตรียมบ้าน เพราะคิดว่าคงจะไม่ได้ทำอีก 1 เดือน เลยทำให้ลืมไปว่าเรามีโรคร้ายอยู่ ตลอดที่ทำงาน มีเวลาฟังเกี่ยวกับเรื่องอิสลาม และได้นึกถึงอัลเลาะฮ์ตลอดเวลา เรารู้ตัวเลยว่าเราห่างจากอัลเลาะฮ์มานาน อย่างมากสุดก็ได้เข้าเฝ้าอัลเลาะฮ์แค่ 5 เวลาต่อวัน แต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ใจมีแต่อัลเลาะฮ์ โซเชียลต่างๆไม่ดูไม่ยุ่ง ได้กลับมาฟังและอ่านกุรอ่านมากขึ้น”
ก่อนวันผ่าตัดหนึ่งวันทางรพ.โทรแจ้งให้งดน้ำงดอาหารก่อน 6 โมงเช้า ให้ไปถึงรพ.ก่อน 9 โมง วันผ่าตัดเราถึงรพ.ตามเวลา เราผ่าที่รพ.ปิยะมหาราชการุณ ทางรพ.ก็จะวัดความดัน ซักประวัติอีกรอบ ก่อนแจ้งห้องพักและให้ไปรอในห้องพัก มีพยาบาลมาสวนทวารเพื่อให้ท้องสะอาดก่อนผ่าตัด ประมาณ 11 โมงพยาบาลเข้ามาแจ้งให้อาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัดตอนเที่ยง ช่วงเวลานั้นมีคุณหมอวิศัลยีเข้ามาให้กำลังใจ และแจ้งขั้นตอนว่าเป็นอย่างไรบ้างและจะบล็อกให้เจ็บน้อยที่สุดหลังผ่าอีก 2 วัน เรารู้สึกสบายใจขึ้นมากเพราะไม่ต้องจินตนาการว่าจะเกิดอะไร พอถึงเวลาเราก็อาบน้ำเปลี่ยนชุด บ่ายโมงเค้าก็มาเอาเราไปห้องเตรียมความพร้อมโกนและทำความสะอาดอวัยะเพศ เสร็จแล้วไปนอนรอที่ห้องรอผ่าตัด คุณหมอจะใช้เวลาผ่าตัด 4-5 ชม. ถึงเวลาเข้าห้องผ่าตัดคุณหมอเริ่มจะให้ยาอ่อนๆ ก่อนจะให้ เราขอสวดตามศาสนาอิสลาม และกล่าวปฏิญาณตนก่อนให้ยาสลบ คนมุสลิมจะทำอย่างนี้ก่อนนอนเพื่อความไม่ประมาทต่อชีวิตเพราะเราไม่ทราบว่าเราจะฝืนหรือตื่นจากการนอนหรือป่าว หลังจากนั้นเก็มอบหมายให้อัลเลาะฮ์ดูแลเรา ใกล้ผ่าตัดแล้วใจก็ตุ้มๆต่อมๆแต่ตอนนี้ใจต้องสงบ วิธีคือท่องซุบบะฮานัลลอฮ อัลฮัมดุลลิลลา อัลลอฮฮุอักบัร ไปเรื่อยๆ หรือจะขออภัยโทษจากอัลเลาะฮ์ ก็กล่าว อัสเตาะฟิลลุลลอ์ ไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดอาจจะเกิดจากเพราะเราไม่อยู่ในแนวทาง หรือทำผิดอะไรต่างๆ ขอให้อัลเลาะฮ์เมตตาและยกโทษให้ ล็อบบี้ยัซซิล ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความง่ายดาย คุณหมอเริ่มให้ยาทางออกซิเจนและบล็อกหลังโดยใช้เข็มทางดันหลัง แล้วเราก็ไม่รู้สึกตัว การที่คนมุสลิมป่วยต้องขอบคุณอัลเลาะฮ์ เพราะการป่วยไข้ หรือเพียงแค่หนามตำมือก็เป็นการลบบาปที่เราทำบนโลก ไม่ต้องไปชดใช้หลังความตายซึ่งจะมีโทษร้ายแรงและยาวนานยิ่งกว่าบนโลก
“คุณค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเราจากการผ่าตัด อัลฮัมดุลิลลา เราจะพูดขอบคุณพระเจ้าเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อย เราได้ฝืนตื่นอีกครั้งการผ่าตัดเรียบร้อย เราไม่เจ็บ พอเราลืมตามีคุณหมอก้มพูดใกล้ๆหูว่า “ไม่ใช่ ไม่ต้องคีโม 99.99%” เราไม่ได้ฝันใช่มั๊ย เราไม่ได้แค่ฝืนจากผ่าตัด มันเหมือนกับตื่นจากฝันร้าย อัลฮัมดุลิลลา เราพูดคำนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆที่ยังสะลืมสะลือแล้วก็หลับไป จนเค้าเข็นเรากลับห้องเราเจอสามีก็ถามสามีอีกครั้งว่าเมื่อกี้คุณหมอบอกว่าไม่ใช่และไม่ต้องคีโม 99.99% เราไม่ได้ฝันไปใช่มั๊ย สามีบอกว่าเป็นความจริงไม่ได้ฝัน เราทั้งสองน้ำตาไหล พูดได้อย่างเดียว “อัลฮัมดุลิลลา” พระเจ้าเมตตาเรา สามีเราอ่านอัลกุรอ่านให้เราฟังบทที่ 94 ชื่อการเปิดหัวใจ ความว่า
“เรา(อัลเลาะฮ์)มิได้เปิดหัวอกของเจ้าดอกหรือ
และเรา(อัลเลาะฮ์)ได้เปลื้องความผิดของเจ้าให้แก่เจ้าแล้วมิใช่หรือ
ซึ่งภาระหนักอึ้งบนหลังเจ้า
และเรา(อัลเลาะฮ์)ได้ให้ชื่อเสียงของเจ้าเป็นที่เชิดชูแก่เจ้าแล้วมิใช่หรือ
ฉะนั้น แท้จริงภายหลังความยากลำบากย่อมมีความง่ายดาย....”
จริงด้วย บทนี้โดนใจเรามาก เพราะจากที่เราเชื่อว่าอัลเลาะฮ์จะส่งบททดสอบ แล้วเราต้องอดทนผ่านบททดสอบไปให้ได้ และทุกครั้งที่มีบททดสอบใจของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เหมือนการยกระดับจิตวิญญาณของเรา เป็นการเปิดหัวใจของพระเจ้า และพระเจ้าไม่ทอดทิ้งบ่าวของท่าน เราสัมผัสได้
จากนั้นเราก็ปฏิบัติตัวตามที่อ่านในเว็บว่าหลังผ่าตัดพอรู้สึกตัวให้พลิกตัวซ้ายบ้างขวาบ้าง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว เราก็พลิกไปพลิกมาทั้งคืน เพื่อเตรียมที่จะนั่ง ยืน และเดินให้เร็วที่สุด ตอนนี้มีสายระโยงระยางทั้งน้ำเกลือ ยาฆ่าเชื้อ สายยาบล็อกหลัง เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการก้าวหน้า เค้าจะมีปุ่มให้เรากดเมื่อรู้สึกปวด เมื่อกดปุ่มยาแก้ปวดก็จะฉีดเข้าเข็มที่หลังที่เค้าให้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แต่เราไม่ได้กดปุ่มนั้นเลยเพราะเจ็บพอทนได้ เค้าใส่สายปัสสาวะตอนช่วงที่เราสลบก่อนผ่าตัด ดังนั้นเรื่องปัสสาวะก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อย อัลฮัมดุลิลลา
วันรุ่งขึ้น
คุณหมอวิศัลยีที่น่ารักก็เข้ามาเช็คว่าเราปวดหรือเจ็บบ้างมั๊ย แต่เราไม่เจ็บมากทนได้ ได้แต่ขอบคุณคุณหมอที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บน้อย พอช่วงบ่ายคุณหมอผ่าตัดก็เข้ามาพร้อมกับเอารูปต่างๆมาให้เราดูและบอกว่าจัดการเอามดลูก รังไข่ และต่อมน้ำเหลือง ทุกอย่างออกแถมเอาไส้ติ่งออกให้ด้วย และคลำตับ ไต ลำไส้ทุกข้อ ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ส่วนก้อนที่เกิด 10 ซม.ที่รังไข่น่าจะเป็นพวกช็อคโกแล็คซีสไม่ใช่มะเร็งอย่างที่คิด แต่ก้อนที่มดลูกที่อยู่กับเราหลายปีสิพอผ่าออกดูข้างในดูไม่ค่อยดีแต่คุณหมอบอกไม่ต้องกลัวเอาออกมาทัน
วันที่นี้เรายังไม่ถึงวันนัดคุณหมอเพื่อฟังผลชิ้นเนื้อ แต่อย่างไรเราอยากให้ทุกคนที่มาอ่าน จะเป็นมุสลิมหรือศาสนิกอื่น ให้ดูแลร่างกายและจิตวิญญาณตัวเอง เราเพิ่งศึกษาเจอว่า ร่างกายและจิตวิญญาณไม่ใช่ของเรา มันเป็นของอัลเลาะฮ์ที่ฝากมาให้เราดูแล เราไม่เคยคิดเลย เราเองจึงละเลยการดูแลตัวเอง เราคิดว่าคนที่กำลังอ่านหรือคนใกล้ชิดของท่านอาจจะเจอสิ่งร้ายๆในร่างกายแล้ว เราว่ายังไม่สาย ศาสนิกอื่นอาจจะคิดว่าเป็นกรรม แต่ถ้าท่านเปลี่ยนความคิดแบบมุสลิมว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้าต้องผ่านไปได้ด้วยความดี ก็จงทำดีเปลี่ยนแปลงคนเองเริ่มจากการทาน เปลี่ยนแปลงความคิดเริ่มจากคิดดี ชีวิตต้องมีความหวัง เราเองมีพระเจ้าเป็นหลักยึดพระองค์เท่านั้นเป็นผู้ลิขิตชะตาหรือเปลี่ยนแปลงชะตาของเราได้ เราถึงไม่ท้อ มะเร็งมันกลัวใจที่เข้มแข็ง และเราเลิกให้อาหารที่ไม่ดีของที่มะเร็งชอบ คือ ของหวานมันเค็ม ของปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ใหญ่ และเลิกเครียด คุณคิดว่ามันทำยาก เราผ่านมันมาแล้ว เราต้องยิ้มสู้มะเร็งจะไม่อยู่กับคนมีความสุข มะเร็งจะไม่อยู่กับคนที่ดูแลตัวเอง ต่อจากนี้ไปเราจะดูร่างและจิตวิญญาณนี้ให้ดีที่สุด เราไม่ได้เฮงอย่างที่คุณหมอบอก แต่เราโชคดีที่มีหลักยึดคืออัลเลาะฮ์ พระองค์ไม่ทอดทิ้งบ่าวของท่าน ขอให้อัลเลาะฮ์เมตตา..อามีน
เป็นมะเร็ง เตรียมใจอย่างไร บททดสอบชีวิต
จากบันทึก
“วันนี้เป็นวันแรกของการทานอาหารอ่อน เพื่อเตรียมตัวก่อนวันผ่าตัด 2 วัน งดผัก ผลไม้ อาหารกากใย สรุปทานได้แต่ข้าวต้มกับเนื้อปลาอ่อนๆ ตอนนี้สภาพจิตใจดีกว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราก็ทำความสะอาดและเตรียมบ้าน เพราะคิดว่าคงจะไม่ได้ทำอีก 1 เดือน เลยทำให้ลืมไปว่าเรามีโรคร้ายอยู่ ตลอดที่ทำงาน มีเวลาฟังเกี่ยวกับเรื่องอิสลาม และได้นึกถึงอัลเลาะฮ์ตลอดเวลา เรารู้ตัวเลยว่าเราห่างจากอัลเลาะฮ์มานาน อย่างมากสุดก็ได้เข้าเฝ้าอัลเลาะฮ์แค่ 5 เวลาต่อวัน แต่ตอนนี้ก็ดีเหมือนกัน ใจมีแต่อัลเลาะฮ์ โซเชียลต่างๆไม่ดูไม่ยุ่ง ได้กลับมาฟังและอ่านกุรอ่านมากขึ้น”
ก่อนวันผ่าตัดหนึ่งวันทางรพ.โทรแจ้งให้งดน้ำงดอาหารก่อน 6 โมงเช้า ให้ไปถึงรพ.ก่อน 9 โมง วันผ่าตัดเราถึงรพ.ตามเวลา เราผ่าที่รพ.ปิยะมหาราชการุณ ทางรพ.ก็จะวัดความดัน ซักประวัติอีกรอบ ก่อนแจ้งห้องพักและให้ไปรอในห้องพัก มีพยาบาลมาสวนทวารเพื่อให้ท้องสะอาดก่อนผ่าตัด ประมาณ 11 โมงพยาบาลเข้ามาแจ้งให้อาบน้ำและเปลี่ยนเป็นชุดผ่าตัดตอนเที่ยง ช่วงเวลานั้นมีคุณหมอวิศัลยีเข้ามาให้กำลังใจ และแจ้งขั้นตอนว่าเป็นอย่างไรบ้างและจะบล็อกให้เจ็บน้อยที่สุดหลังผ่าอีก 2 วัน เรารู้สึกสบายใจขึ้นมากเพราะไม่ต้องจินตนาการว่าจะเกิดอะไร พอถึงเวลาเราก็อาบน้ำเปลี่ยนชุด บ่ายโมงเค้าก็มาเอาเราไปห้องเตรียมความพร้อมโกนและทำความสะอาดอวัยะเพศ เสร็จแล้วไปนอนรอที่ห้องรอผ่าตัด คุณหมอจะใช้เวลาผ่าตัด 4-5 ชม. ถึงเวลาเข้าห้องผ่าตัดคุณหมอเริ่มจะให้ยาอ่อนๆ ก่อนจะให้ เราขอสวดตามศาสนาอิสลาม และกล่าวปฏิญาณตนก่อนให้ยาสลบ คนมุสลิมจะทำอย่างนี้ก่อนนอนเพื่อความไม่ประมาทต่อชีวิตเพราะเราไม่ทราบว่าเราจะฝืนหรือตื่นจากการนอนหรือป่าว หลังจากนั้นเก็มอบหมายให้อัลเลาะฮ์ดูแลเรา ใกล้ผ่าตัดแล้วใจก็ตุ้มๆต่อมๆแต่ตอนนี้ใจต้องสงบ วิธีคือท่องซุบบะฮานัลลอฮ อัลฮัมดุลลิลลา อัลลอฮฮุอักบัร ไปเรื่อยๆ หรือจะขออภัยโทษจากอัลเลาะฮ์ ก็กล่าว อัสเตาะฟิลลุลลอ์ ไปเรื่อยๆ เหตุการณ์ที่เกิดอาจจะเกิดจากเพราะเราไม่อยู่ในแนวทาง หรือทำผิดอะไรต่างๆ ขอให้อัลเลาะฮ์เมตตาและยกโทษให้ ล็อบบี้ยัซซิล ขอให้ทุกอย่างผ่านไปด้วยความง่ายดาย คุณหมอเริ่มให้ยาทางออกซิเจนและบล็อกหลังโดยใช้เข็มทางดันหลัง แล้วเราก็ไม่รู้สึกตัว การที่คนมุสลิมป่วยต้องขอบคุณอัลเลาะฮ์ เพราะการป่วยไข้ หรือเพียงแค่หนามตำมือก็เป็นการลบบาปที่เราทำบนโลก ไม่ต้องไปชดใช้หลังความตายซึ่งจะมีโทษร้ายแรงและยาวนานยิ่งกว่าบนโลก
“คุณค่ะ” เสียงพยาบาลปลุกเราจากการผ่าตัด อัลฮัมดุลิลลา เราจะพูดขอบคุณพระเจ้าเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นไปอย่างเรียบร้อย เราได้ฝืนตื่นอีกครั้งการผ่าตัดเรียบร้อย เราไม่เจ็บ พอเราลืมตามีคุณหมอก้มพูดใกล้ๆหูว่า “ไม่ใช่ ไม่ต้องคีโม 99.99%” เราไม่ได้ฝันใช่มั๊ย เราไม่ได้แค่ฝืนจากผ่าตัด มันเหมือนกับตื่นจากฝันร้าย อัลฮัมดุลิลลา เราพูดคำนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆที่ยังสะลืมสะลือแล้วก็หลับไป จนเค้าเข็นเรากลับห้องเราเจอสามีก็ถามสามีอีกครั้งว่าเมื่อกี้คุณหมอบอกว่าไม่ใช่และไม่ต้องคีโม 99.99% เราไม่ได้ฝันไปใช่มั๊ย สามีบอกว่าเป็นความจริงไม่ได้ฝัน เราทั้งสองน้ำตาไหล พูดได้อย่างเดียว “อัลฮัมดุลิลลา” พระเจ้าเมตตาเรา สามีเราอ่านอัลกุรอ่านให้เราฟังบทที่ 94 ชื่อการเปิดหัวใจ ความว่า
“เรา(อัลเลาะฮ์)มิได้เปิดหัวอกของเจ้าดอกหรือ
และเรา(อัลเลาะฮ์)ได้เปลื้องความผิดของเจ้าให้แก่เจ้าแล้วมิใช่หรือ
ซึ่งภาระหนักอึ้งบนหลังเจ้า
และเรา(อัลเลาะฮ์)ได้ให้ชื่อเสียงของเจ้าเป็นที่เชิดชูแก่เจ้าแล้วมิใช่หรือ
ฉะนั้น แท้จริงภายหลังความยากลำบากย่อมมีความง่ายดาย....”
จริงด้วย บทนี้โดนใจเรามาก เพราะจากที่เราเชื่อว่าอัลเลาะฮ์จะส่งบททดสอบ แล้วเราต้องอดทนผ่านบททดสอบไปให้ได้ และทุกครั้งที่มีบททดสอบใจของเราจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เหมือนการยกระดับจิตวิญญาณของเรา เป็นการเปิดหัวใจของพระเจ้า และพระเจ้าไม่ทอดทิ้งบ่าวของท่าน เราสัมผัสได้
จากนั้นเราก็ปฏิบัติตัวตามที่อ่านในเว็บว่าหลังผ่าตัดพอรู้สึกตัวให้พลิกตัวซ้ายบ้างขวาบ้าง เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็ว เราก็พลิกไปพลิกมาทั้งคืน เพื่อเตรียมที่จะนั่ง ยืน และเดินให้เร็วที่สุด ตอนนี้มีสายระโยงระยางทั้งน้ำเกลือ ยาฆ่าเชื้อ สายยาบล็อกหลัง เดี๋ยวนี้มีวิวัฒนาการก้าวหน้า เค้าจะมีปุ่มให้เรากดเมื่อรู้สึกปวด เมื่อกดปุ่มยาแก้ปวดก็จะฉีดเข้าเข็มที่หลังที่เค้าให้ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด แต่เราไม่ได้กดปุ่มนั้นเลยเพราะเจ็บพอทนได้ เค้าใส่สายปัสสาวะตอนช่วงที่เราสลบก่อนผ่าตัด ดังนั้นเรื่องปัสสาวะก็ไม่มีปัญหา ทุกอย่างเรียบร้อย อัลฮัมดุลิลลา
วันรุ่งขึ้น
คุณหมอวิศัลยีที่น่ารักก็เข้ามาเช็คว่าเราปวดหรือเจ็บบ้างมั๊ย แต่เราไม่เจ็บมากทนได้ ได้แต่ขอบคุณคุณหมอที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บน้อย พอช่วงบ่ายคุณหมอผ่าตัดก็เข้ามาพร้อมกับเอารูปต่างๆมาให้เราดูและบอกว่าจัดการเอามดลูก รังไข่ และต่อมน้ำเหลือง ทุกอย่างออกแถมเอาไส้ติ่งออกให้ด้วย และคลำตับ ไต ลำไส้ทุกข้อ ไม่น่าจะมีอะไรแล้ว ส่วนก้อนที่เกิด 10 ซม.ที่รังไข่น่าจะเป็นพวกช็อคโกแล็คซีสไม่ใช่มะเร็งอย่างที่คิด แต่ก้อนที่มดลูกที่อยู่กับเราหลายปีสิพอผ่าออกดูข้างในดูไม่ค่อยดีแต่คุณหมอบอกไม่ต้องกลัวเอาออกมาทัน
วันที่นี้เรายังไม่ถึงวันนัดคุณหมอเพื่อฟังผลชิ้นเนื้อ แต่อย่างไรเราอยากให้ทุกคนที่มาอ่าน จะเป็นมุสลิมหรือศาสนิกอื่น ให้ดูแลร่างกายและจิตวิญญาณตัวเอง เราเพิ่งศึกษาเจอว่า ร่างกายและจิตวิญญาณไม่ใช่ของเรา มันเป็นของอัลเลาะฮ์ที่ฝากมาให้เราดูแล เราไม่เคยคิดเลย เราเองจึงละเลยการดูแลตัวเอง เราคิดว่าคนที่กำลังอ่านหรือคนใกล้ชิดของท่านอาจจะเจอสิ่งร้ายๆในร่างกายแล้ว เราว่ายังไม่สาย ศาสนิกอื่นอาจจะคิดว่าเป็นกรรม แต่ถ้าท่านเปลี่ยนความคิดแบบมุสลิมว่าเป็นบททดสอบของพระเจ้าต้องผ่านไปได้ด้วยความดี ก็จงทำดีเปลี่ยนแปลงคนเองเริ่มจากการทาน เปลี่ยนแปลงความคิดเริ่มจากคิดดี ชีวิตต้องมีความหวัง เราเองมีพระเจ้าเป็นหลักยึดพระองค์เท่านั้นเป็นผู้ลิขิตชะตาหรือเปลี่ยนแปลงชะตาของเราได้ เราถึงไม่ท้อ มะเร็งมันกลัวใจที่เข้มแข็ง และเราเลิกให้อาหารที่ไม่ดีของที่มะเร็งชอบ คือ ของหวานมันเค็ม ของปิ้งย่าง เนื้อสัตว์ใหญ่ และเลิกเครียด คุณคิดว่ามันทำยาก เราผ่านมันมาแล้ว เราต้องยิ้มสู้มะเร็งจะไม่อยู่กับคนมีความสุข มะเร็งจะไม่อยู่กับคนที่ดูแลตัวเอง ต่อจากนี้ไปเราจะดูร่างและจิตวิญญาณนี้ให้ดีที่สุด เราไม่ได้เฮงอย่างที่คุณหมอบอก แต่เราโชคดีที่มีหลักยึดคืออัลเลาะฮ์ พระองค์ไม่ทอดทิ้งบ่าวของท่าน ขอให้อัลเลาะฮ์เมตตา..อามีน