สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 22
ถ้าคุณจะเทียบรายได้จริงๆ คุณต้องเทียบตัวแปรในระดับเดียวกันสิครับ
ดาราตัวท็อปๆ ก็ต้องเทียบกับนักธุรกิจตัวท็อปๆ หรือข้าราชการบิ๊กๆ ไม่ใช่เอาดาราตัวท็อปมาเทียบกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
ถ้าคุณเทียบจริงๆจะเห็นว่า ยอดภูเขาน้ำแข็งของทั้งสองอาชีพ ไม่ได้ต่างกันเลย ดาราตัวท็อปๆบางทีก็มีรายได้น้อยกว่าผู้บริหารบางคนอีก
ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ถ้าเอาไปเทียบกับดาราตัวประกอบ รายได้เราๆยังมากกว่าเขาอีกนะ
ดาราตัวท็อปๆ ก็ต้องเทียบกับนักธุรกิจตัวท็อปๆ หรือข้าราชการบิ๊กๆ ไม่ใช่เอาดาราตัวท็อปมาเทียบกับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป
ถ้าคุณเทียบจริงๆจะเห็นว่า ยอดภูเขาน้ำแข็งของทั้งสองอาชีพ ไม่ได้ต่างกันเลย ดาราตัวท็อปๆบางทีก็มีรายได้น้อยกว่าผู้บริหารบางคนอีก
ในขณะที่มนุษย์เงินเดือนอย่างเราๆ ถ้าเอาไปเทียบกับดาราตัวประกอบ รายได้เราๆยังมากกว่าเขาอีกนะ
ความคิดเห็นที่ 3
มูลค่าของค่าตัวดารา มันมากกว่าเงินเดือนพนักงาน เพราะดารามีมูลค่าจากการมีชื่อเสียงที่คนทั่วๆไปรู้จัก ตัวดาราเป็นเหมือนสินค้าๆนึง ถ้าคนต้องการจะจ้างก็ต้องจ่ายสูงตามกลไกตลาด ซึ่งกลไกตลาดเช่น สมมุติสินค้าตัวนึงจะผลิตวางขายทั่วประเทศ สมมุติซัก 10 ล้านชิ้น คุณคิดดูว่าสินค้านี้จะออกไปสู่สายตาคนอีกกี่ล้านคน หรือ ยอดขายสินค้าจะกี่ล้านชิ้น ชิ้นละกี่บาท มูลค่ารวมมันต้องหลักพันล้านขึ้นอยู่แล้ว(สินค้าแบรนด์ใหญ่ๆ) งบการตลาดจะขนาดไหน (ส่วนนึงนำมาจ้างดารา) ดาราที่ถูกจ้างมาโปรโมทสินค้า 10 ล้านชิ้นนี้ จะได้ค่าจ้างระดับพนักงานบริษัทเป็นไปไม่ได้ เพราะพนงบริษัทมีมูลค่าที่ตำแหน่งภายในบริษัทตัวเอง แต่ดารามีมูลค่าสเกลสาธารณะ/ระดับทั่วประเทศ ดาราก็ต้องได้ค่าจ้างหลักล้านขึ้นสำหรับเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งไม่แปลกใดๆ ขนาดอีเว้นท์โชว์ตัว ดาราท็อปยังไปครึ่งล้านต่องานเลย ทำงาน 2-3 ชมต่องาน
พนง หรือข้าราชการ คือมีมูลค่าแค่ภายในองค์กรตัวเอง ตามตำแหน่งงาน และไม่ใช่คนสาธารณะ ไม่มีใครรู้จักคน คิดค่าแรงเป็นตามวุฒิการศึกษา/ประสบการณ์ทางสายงานนั้นๆ ส่วนดารามีมูลค่าแบบมหาชน/สาธารณะ ชื่อเสียงสามารถสร้างเงินมหาศาลได้ เพราะเป็นแบบให้สินค้าต่างๆได้ มีช่องทางโปรโมทสินค้าได้กว้างและเร็ว มีแฟนคลับ มีคนพร้อมสนับสนุน มูลค่ามันเลยเกิดขึ้นตรงนี้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยากจะมีชื่อเสียงงัย ไม่ว่าแขนงไหนๆ คำว่า "ชื่อเสียง" มันตามมาด้วย "มูลค่า" เสมอๆ
พนง หรือข้าราชการ คือมีมูลค่าแค่ภายในองค์กรตัวเอง ตามตำแหน่งงาน และไม่ใช่คนสาธารณะ ไม่มีใครรู้จักคน คิดค่าแรงเป็นตามวุฒิการศึกษา/ประสบการณ์ทางสายงานนั้นๆ ส่วนดารามีมูลค่าแบบมหาชน/สาธารณะ ชื่อเสียงสามารถสร้างเงินมหาศาลได้ เพราะเป็นแบบให้สินค้าต่างๆได้ มีช่องทางโปรโมทสินค้าได้กว้างและเร็ว มีแฟนคลับ มีคนพร้อมสนับสนุน มูลค่ามันเลยเกิดขึ้นตรงนี้ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนอยากจะมีชื่อเสียงงัย ไม่ว่าแขนงไหนๆ คำว่า "ชื่อเสียง" มันตามมาด้วย "มูลค่า" เสมอๆ
ความคิดเห็นที่ 25
เคยตอบไว้ในกระทู้เก่านะครับ
1. อาชีพดาราก็เหมือนธุรกิจส่วนตัวครับ แต่สินค้าคือตัวเราและความสามารถ ถ้าเราทำเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย แล้วหักรายได้ให้ต้นสังกัด ไม่เหมือนพนักงานประจำ ข้าราชการ หรืออาชีพลูกจ้าง ที่มีเพดานรายได้
2. คืออาชีพบันเทิงมันส่งผลกับคนเป็นแสนเป็นล้านได้ในเวลาสั้นๆ ต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เราส่งผลต่อคนจำนวนไม่มากเท่าไหร่
ข้อดีของงานธุรกิจบันเทิงคือมันสามารถจับคนหมู่มากได้ในเวลาเร็ว สามารถสร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน ได้จากงานงานเดียว เขาเลยได้เงินเยอะ แบบแสดงหนังเรื่องนึง ก็สร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน อ่านข่าวหรือพูดอะไรก็ทำให้คนเชื่อเป็นแสนเป็นล้าน
ในทางกลับกัน อาชีพอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างหมอ เพราะหมอคนเดียวอาจจะรักษาคนได้ไม่ถึงร้อยคน แถมหมอหลายคนโดนหักหัวคิวจากต้นสังกัดด้วย
(แต่ถ้าหมอคนนั้นคิดค้นลิขสิทธิ์ยา หรือการรักษาอะไรสักอย่าง เขาก็อาจจะรวยได้นะครับ หรือถ้าเขาบริหารเป็น อาจจะสร้างโรงพยาบาลหรือแบรนด์อาหารเสริมหรือบริษัทยาของตัวเองได้ ผมเองก็มีเพื่อนที่เป็นหมอที่เปิดคลินิครักษาผิวหนังเป็นของตัวเอง มีแบรนด์ครีมของตัวเอง จนซื้อซุปเปอร์คาร์และบ้านหลายสิบล้านได้)
คนเราจะรวยหรือมีชื่อได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้าง Impact หรือช่วยเหลือคนได้กี่คน ถ้าทำได้มาก ก็ได้เยอะ ถ้าน้อยก็ได้น้อย
อย่างเศรษฐี CP นี่เขาสร้าง ช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภค ให้ชีวิตคนเป็นล้านสะดวกขึ้น เขาเลยรวย
เจ้าของเฟสบุ๊คที่เชื่อมคนเป็นล้านๆผ่านเครือข่ายสังคม ให้ชีวิตคนเหล่านั้นง่ายขึ้น เขาก็เลยรวย
เพราะเขาช่วยสร้าง SOLUTION การใช้ชีวิตให้สังคมหมู่มาก เลยได้เงินเป็นค่าตอบแทนในระยะยาว
ส่วนดาราเขาก็ทำอย่างนั้นเช่นเดียว แต่สินค้าเขาคือละคร และ ผลงานต่างๆที่ออกมา
ซึ่ง Feature หลักของสินค้าชิ้นนั้นคือหน้าตา และ ตัวตนของดารา ทำให้นอกจากได้เงินแล้ว คนยังให้ความสนใจกับตัวตนดาราคนนั้นด้วย
นี่คือจุดที่ต่างกับ เศรษฐีเจ้าของธุรกิจ เพราะสินค้าเขาคือ BUSINESS PLATFORM ที่เขาสร้าง ดังนั้นคนจะไม่ให้ความสนใจตัวตนเจ้าของเท่าไหร่ อาจจะให้ความสนใจเรื่องความเก่งเขาบ้าง แต่คงไม่มากเท่าดารา
นอกจากจะให้ความสุขกับคน จนสร้างค่าโฆษณาให้กับช่องและค่ายหนังแล้ว ดาราก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าด้วย อย่างออกงานทีก็อาจจะให้แฟนคลับหรือคนสนใจตามไป และคนเหล่านั้นก็อาจจะเป็นลูกค้าของสินค้านั้นก็เป็นได้
บางสินค้าแค่จ้างดาราดังเป็น Presenter สินค้าชิ้นนั้น ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ข่าวบันเทิงให้เป็นพื้นที่โฆษณาของสินค้าได้เลย อย่างเช่น อั้มกับ มาม่าและโทรศัพท์ VIVO
1. อาชีพดาราก็เหมือนธุรกิจส่วนตัวครับ แต่สินค้าคือตัวเราและความสามารถ ถ้าเราทำเยอะได้เยอะ ทำน้อยได้น้อย แล้วหักรายได้ให้ต้นสังกัด ไม่เหมือนพนักงานประจำ ข้าราชการ หรืออาชีพลูกจ้าง ที่มีเพดานรายได้
2. คืออาชีพบันเทิงมันส่งผลกับคนเป็นแสนเป็นล้านได้ในเวลาสั้นๆ ต่างจากอาชีพอื่นๆ ที่เราส่งผลต่อคนจำนวนไม่มากเท่าไหร่
ข้อดีของงานธุรกิจบันเทิงคือมันสามารถจับคนหมู่มากได้ในเวลาเร็ว สามารถสร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน ได้จากงานงานเดียว เขาเลยได้เงินเยอะ แบบแสดงหนังเรื่องนึง ก็สร้างความสุขให้คนเป็นแสนเป็นล้าน อ่านข่าวหรือพูดอะไรก็ทำให้คนเชื่อเป็นแสนเป็นล้าน
ในทางกลับกัน อาชีพอื่นๆ ยังมีข้อจำกัด ยกตัวอย่างหมอ เพราะหมอคนเดียวอาจจะรักษาคนได้ไม่ถึงร้อยคน แถมหมอหลายคนโดนหักหัวคิวจากต้นสังกัดด้วย
(แต่ถ้าหมอคนนั้นคิดค้นลิขสิทธิ์ยา หรือการรักษาอะไรสักอย่าง เขาก็อาจจะรวยได้นะครับ หรือถ้าเขาบริหารเป็น อาจจะสร้างโรงพยาบาลหรือแบรนด์อาหารเสริมหรือบริษัทยาของตัวเองได้ ผมเองก็มีเพื่อนที่เป็นหมอที่เปิดคลินิครักษาผิวหนังเป็นของตัวเอง มีแบรนด์ครีมของตัวเอง จนซื้อซุปเปอร์คาร์และบ้านหลายสิบล้านได้)
คนเราจะรวยหรือมีชื่อได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสร้าง Impact หรือช่วยเหลือคนได้กี่คน ถ้าทำได้มาก ก็ได้เยอะ ถ้าน้อยก็ได้น้อย
อย่างเศรษฐี CP นี่เขาสร้าง ช่องทางการซื้อสินค้าอุปโภค ให้ชีวิตคนเป็นล้านสะดวกขึ้น เขาเลยรวย
เจ้าของเฟสบุ๊คที่เชื่อมคนเป็นล้านๆผ่านเครือข่ายสังคม ให้ชีวิตคนเหล่านั้นง่ายขึ้น เขาก็เลยรวย
เพราะเขาช่วยสร้าง SOLUTION การใช้ชีวิตให้สังคมหมู่มาก เลยได้เงินเป็นค่าตอบแทนในระยะยาว
ส่วนดาราเขาก็ทำอย่างนั้นเช่นเดียว แต่สินค้าเขาคือละคร และ ผลงานต่างๆที่ออกมา
ซึ่ง Feature หลักของสินค้าชิ้นนั้นคือหน้าตา และ ตัวตนของดารา ทำให้นอกจากได้เงินแล้ว คนยังให้ความสนใจกับตัวตนดาราคนนั้นด้วย
นี่คือจุดที่ต่างกับ เศรษฐีเจ้าของธุรกิจ เพราะสินค้าเขาคือ BUSINESS PLATFORM ที่เขาสร้าง ดังนั้นคนจะไม่ให้ความสนใจตัวตนเจ้าของเท่าไหร่ อาจจะให้ความสนใจเรื่องความเก่งเขาบ้าง แต่คงไม่มากเท่าดารา
นอกจากจะให้ความสุขกับคน จนสร้างค่าโฆษณาให้กับช่องและค่ายหนังแล้ว ดาราก็ยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าด้วย อย่างออกงานทีก็อาจจะให้แฟนคลับหรือคนสนใจตามไป และคนเหล่านั้นก็อาจจะเป็นลูกค้าของสินค้านั้นก็เป็นได้
บางสินค้าแค่จ้างดาราดังเป็น Presenter สินค้าชิ้นนั้น ก็สามารถเปลี่ยนพื้นที่ข่าวบันเทิงให้เป็นพื้นที่โฆษณาของสินค้าได้เลย อย่างเช่น อั้มกับ มาม่าและโทรศัพท์ VIVO
แสดงความคิดเห็น
สงสัยคับ ว่าทําไม เงินดารานักแสดงถึงเยอะ กว่า คนทํางานบริษัท หรือรับราชการ คับ งงมาก ทั้งๆที่ถ่ายละครไม่กี่เดือน 55