หลังจากที่ สาบอกเลิก ต้น ทำให้ต้น กลับมามีชิวิต ที่เค้าเรียกกันว่า “ โสด” อีกครั้ง ต้นเริ่มที่จะ ระแวงและไม่ไว้ใจกับผู้หญิงคนไหนเลย ทำแต่งาน ให้เต็มที่ หลังจากที่ต้น ทำงานครบ 1 ปี ครึ่ง นายต้นก็ให้ต้น ย้ายสาขาและเตรียม สมัครเป็นพนักงาน เพราะ สาขาที่ใกล้บ้าน นายปรับพนักงานเดิมขึ้นไปทำงานหน้าเคาเตอร์ นายเตรียมทุกอย่างให้ต้น รวมถึง คนค้ำประกัน นายต้นท่านเป็นคนจะติดประหยัด นายสามารถกินข้าวเก่า ข้าวเหลือใกล้จะบูดได้ จากปากคำเล่าของภรรยา นายของต้น ชื่อว่า ท่าน ชม ท่านชมเป็น ลูกเศรษฐี เก่าประจำจังหวัด พ่อของท่านชม เคยเป็น ข้าราชการใหญ่อยู่หลายสมัย ท่านมีโรงแรงชื่อดังสูงหลายชั้น ตั้งอยู่ในตัวเมือง ด้วยความที่ท่านเป็นคน ประหยัดมาตั้งแต่เล็ก ท่านมักจะเล่าว่า ท่านดื่มเหล้า สูบบุหรี่มาตั้งแต่อายุ 16 ปี จนตอนนี้ท่านอายุ 58 แต่บุหรี่ท่านได้เลิกไปนานแล้ว ทุกวันท่านชม จะ ดื่มเหล้า แบล็คเรเบิล วันละ เกือบลิตร ท่านดื่มคนเดียวได้ทุกวัน บางวันจะมีลูกน้องมาหาบ้าง หรือจะออกไปดื่มข้างนอกบ้าง เป็นประจำ ท่านมีบ้านสามหลัง หลังแรกอยู่ในจังหวัด เดียวกับที่ทำงานเก่า คือแถวบ้านอากี่ของต้น หลังใหญ่จะอยู่ในกรุงเทพ ซึ่งหลังนั้น ภรรยาและลูกๆของท่าน จะอยู่กันสามคน คือภรรยาท่านลูกสาวอีกสองคน ภรรยาของท่านชม เป็น คนชั้นสูง หรือเรียกได้ว่าท่านใช้คำนำหน้า ด้วยยศ จากต้นตระกูลเดิมของท่าน บ้านหลังที่สามเป็นหลังที่ต้นอยู่ดูแล เป็นบ้านไม้ยกพื้นสูง ใช้ไม้สักปลูกทั้งหลังมีชั้นบนมีห้องนอน 6 ห้องห้องน้ำ 2 ห้อง และบ้านพักอีกหลังปลูกอยู่ห่างๆกัน มีเนื้อที่ 3 ไร่ ปลูกติดริมแม่น้ำใหญ่ เป็นลำน้ำสายหลัก รอบรั้วบ้าน ใช้ ล้อเกวียน ประดับตั้งแทนรั้วบ้าน ทางเดินใช้หมอนรถไฟ เป็นท่อนใหญ่ๆ ตัดแบ่งวางสลับลายไปมาอย่างสวยงาม ภายในบริเวณบ้าน มีกรงนก กรงใหญ่ๆ อยู่หลายกรง ท่านให้ต้นช่วยทำกรงเหล่านั้น ให้ โดยจะซื้ออุปกรณ์มาให้ต้นทำ ส่วนเครื่องมือ ท่านมีครบทุกอย่าง เพราะมีห้องเก็บเครื่องมือช่างทุกชนิดที่ทำงานไม้ และงานเหล็ก
ท่านชม มีคนคอย รับใช้หลักอีก ส่วนใหญ่จะเป็น คนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือจากทางภาคอีสาน อยู่เป็นครอบครัว เปลี่ยนวนไปเรื่อยๆ คอยดูและเฝ้าบ้านให้ เพราะท่านไม่ค่อยมา จะมาบางครั้ง ในบางอาทิตย์ บางอาทิตย์จะมีลูกน้องของภรรยาท่าน มาพักค้างคืนช่วงวันหยุด หลายคน ภรรยาท่านชมจะให้เงิน ต้นพิเศษทุกครั้งที่มา ท่านเป็นคนใจดี พูดไพเราะ พูดไม่เร็ว ท่านเป็นคนสงสารคนง่าย มีเมตตา
ช่วงนั้นต้นอยู่คนเดียว ไม่มีคนอยู่บ้าน และเป็นช่วงเดียวกับที่ทำงานใหม่ รับ รปภ.เพิ่มมาอีกคน เขาชื่อว่า สุริน สุรินเป็นชายหนุ่ม ที่มีอายุมากกว่าต้น ปีเดียว เป็นคนที่อยู่อีกอำเภอ ถัดไป จากที่ทำงาน บ้านสุริน อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานและบ้านนาย ที่ต้นพัก สักเท่าไร สุรินเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก อยู่กับพี่สาวจนโต และหลังเรียนจบ ได้เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯหลายปี ก่อนจะตัดสินใจ กลับมาทำงานใกล้ๆบ้านเกิดตัวเอง ด้วยความที่เป็นคนโสด และไม่ติดบ้าน สุริน จึงมาขออาศัยบ้านนาย อยู่เป็นเพื่อนต้น สุรินเป็นคนมีหุ่นสมาร์ท รูปร่างสูงพอสมควรกับมาตรฐานชายไทย เป็นคนที่ ชอบแอค สาว ชอบเปิดการสนทนาเจรจาเข้าหาผู้หญิงหน้าตาดีๆ และดูท่าทางของผู้หญิงส่วนใหญ่เหล่านั้น ก็จะชอบสุริน เป็นเนืองๆ สุรินทำงานไม่เก่งไม่เก่งมากๆ มาก ถึงขั้นเรียงกระดาษ เพื่อเก็บเข้าแฟ้มยังไม่เรียบร้อย เรื่องดนตรี ชอบฟังแต่เต้นคร่อมจังหวะ เรื่องวิชาความสามารถส่วนตัวตามแบบลูกผู้ชาย ทำไม่เป็นเลย เวลาที่ต้นขับรถพาสุรินไปข้างนอก ไปที่ทำงาน หรือไปเที่ยว สุริน จะนั่งกอดอก อย่างเดียว หากมีของไปด้วย ต้นจะต้องขับรถไป และถือของให้สุรินด้วย เพราะสุริน จะไม่ถือของเวลานั่งซ้อนท้ายรถ ถ้าไม่กอดอกก็เอามือเท้าขาตัวเองเท่านั้น เวลาไปเที่ยวกันกับต้น สุรินมักบอกว่า คุณออกก่อนนะ แล้วก็หายเงียบไม่เคยพูดถึง แต่ชอบตื่นแต่เช้าเพราะต้องไปหาหนังสือพิมพ์สยามกีฬาอ่านทุกวัน นี่แหละครับ เพื่อนที่ต้นมี ในตอนนี้ แต่ไม่ได้เหนือบากกว่าแรงที่จะคบสักเท่าไร นัก
ต่อมาไม่นานท่านชม ได้คนใช้มาอยู่ใหม่ เป็นคนมาจากภาค อีสานเพราะคนเก่า อยากกลับบ้านหลัง จากที่ต้นสอบถามและพูดคุย ทำความรู้จักก็รู้ว่า แกชื่อ ว่า พี่ ยา พี่ยาเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่ท่าทางแกเหมือนคนติดยาเพราะร่างกายผอมดำตามประสา คนบ้านนอก มีหนวดเคราเล็กน้อย พี่ยามากับลูกสาวสองคน แกเล่าให้ต้นฟังว่า แกถูกเมียทิ้งไปมีคนใหม่ แกเพิ่งไปรับลูกสาวมาอยู่ด้วยเพราะพ่อเลี้ยงติดกัญชาแกจึงไปแอบรับมาโดยที่เมียแกไม่รู้ ลูกสาวแก อายุ 12 ปี เป็นเด็กรูปร่างผอมตัวเล็กๆผิวคล้ำไม่มากตามประสาเด็กบ้านนอก พี่ยาเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาเพราะ แกเรียกต้นว่าพี่ทุกคำ ทั้งๆที่แก อายุมากกว่าต้น เกือบ 7 ปี แกขยันทำงาน มาก ในทุกๆเย็นหลังจากต้นเลิกงาน พี่ยาจะเดินมาคุยกับต้นด้วยท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตัวและพูดจา เป็นกันเอง ตลอด แต่หลังจากผ่านไป ไม่ถึง สองเดือน วันนั้น วันที่ต้นจำได้ดีและไม่มีวันลืมได้เลย เป็นวันเสาร์ ตอนช่วงประมาณ ตีห้ากว่าๆ ลูกสาวของพี่ยา ลุกขึ้นมาเรียก บอกว่าพ่อไม่สบาย ต้นจึง ลุกขึ้น ไปเรียกนายที่บ้านใหญ่ เพราะต้องรบกวน เอารถประจำตำแหน่งของนายพา พี่ยาไปหาหมอ เพราะแก หนาวมากตัวสั่นตลอด มอเตอร์ไซด์ของต้นที่ซื้อมาในราคาไม่กี่พัน ก็ไม่สะดวกที่จะพาไป เพราะสตาร์ทติดยากมา เรียกได้ว่าสตาร์ทเท่าอายุกันเลยทีเดียว เมื่อไปถึงใต้เรือนบ้านของนายต้นส่งเสียงเรียกนายที่อยู่บนบ้านใหญ่ซึ่ง มีไฟเปิดอยู่ นายเดินลงมาถามแล้วกลับขึ้นไปเอากุญแจรถให้ต้น ระหว่างนั้น ภรรยา ของนายท่านเดินลงบันไดมา แล้วถามกับต้นว่า ต้องพาไปหาหมอเลยเหรอ (ทำให้ต้นรู้สึกสะเทือน ในความเกรงใจท่านที่ต้องมารบกวนเรียกแต่เช้าตรู่) แต่ความจริงในใจของท่านคงแค่อยากรู้ อาการว่า ป่วยหนักแค่ไหน เท่านั้น แล้วต้นก็พาพี่ยาไปหาหมอ ซึ่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก็อยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 7 กม. ไม่ถึงครึ่ง ชม. พี่ยา ก็เดินถือถุงยาออกมาจากห้องฉุกเฉิน ในนั้นมียาพารา และเกลือแร่แค่ไม่กี่ซอง ต้นพาพี่ยากลับบ้าน แล้วก็กลับไปทำงานในบ้านนาย ต่อ ตกบ่าย พี่ยาบอกกับต้นว่า พี่ ช่วยพาผมไปหาหมอหน่อย ต้นบอกว่า ไม่ไหวเลยเหรอพี่ แต่ไปทีนี้ต้องไปมอเตอร์ไซด์แล้วนะ เพราะผมเกรงใจ นาย พี่ยาตอบมาว่ารถมอไซด์ก็ไปพี่ต้น กินอะไรไม่ได้เลยถ่ายท้องด้วยพี่ ต้นนึกแปลกใจแล้วถามพี่ยาต่อไปว่า จริงเหรอพี่ กินไม่ได้เลย แม้แต่น้ำอะนะ ไหนๆ ลองดูหน่อย ต้นบอกแกให้ไปตักน้ำมาแก้วนึงแล้วให้แกดื่ม หลังจากแกดื่มหมด ต้นก็นับหนึ่งไม่ถึง สิบ พี่ยาก็อาเจียนเอาน้ำออกมาให้เห็นกับตา โอ้โฮ !! ต้นร้องออกมาด้วยความแปลกใจ แล้วต้นก็พูดทิ้งท้ายกับพี่ยาว่า ถ้าคืนนี้ไม่ไหวจริงๆเรียกผมนะพี่ พี่ยาตอบด้วยสีหน้าแห้งๆ ครับๆ
ค่ำวันนั้น นายกับภรรยา เดินทางกลับกรุงเทพซึ่งเดินทางกลับก่อนทุกๆครั้ง ผมกันสุรินเข้านอนตามปกติ เพราะสุรินชอบนอน แล้วตื่นมาดูบอล ในช่วงดึกๆ เอาตามตรงเลยนะครับ ต้น หนวกหูมาก ในบางครั้งกลางดึก วันนั้นต้นเผลอหลับไปเหมือนจะไม่อยากตื่น ได้ยินเสียงสุรินเรียก หลายครั้ง” ต้น..ต้น...คุณมาดูพี่ ยาหน่อย”... “ ฮือ”...อะไรนะ ต้นตอบแล้วหลับตาต่อแบบไม่รู้ว่าเสียงอะไรกันแน่ หรือแค่ฝัน ต้น ได้ยินสุรินเรียก ดังมาอีก หลายรอบในเวลา ที่ไม่ห่างกัน สักเท่าไหร่ สุดท้ายต้นทนเสียงเรียกที่รบเร้า หลายๆครั้งไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปดู เมื่อเดินผ่านประตู แล้วสิ่งแรกที่ต้นเห็น มันทำให้ต้นตกใจ มาก ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ต้นตกใจ พร้อมอุทานออกมาสุดเสียง...เฮ้ยยย.!!! พี่ยา...!!!! ภาพที่ต้นเห็นร่างของ พี่ยาในตอนนั้น คือร่างของแก นอนคว่ำหน้า ตัวเกร็งแข็งทื่อ ปากของแกมีอาเจียนสีดำออกมากองอยู่บนหมอน บนพื้นบ้านซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้น เปียกเต็มไปด้วยฉี่ ของแกไหลเป็นทาง ที่ก้นกางเกงของแก มีคราบอุจจาระ ติด เสียงของแกดังออกมาตลอดเวลา ฮือ..ฮือ..ฮือ..เป็นระยะ ต้นคิดนึกไว้ในใจ ร่างแกเหมือนคนธาตุแตก ต้นทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะจับร่างของแก รีบไปคว้า โทรศัพท์ ที่วางอยู่บนที่นอน และโทรหาเบอร์ โรงพยาบาล บนซองยา
เวลาผ่านไป30 นาที เหมือนมันนานมาก โรงพยาบาลอยู่แค่ 7 กม. แต่ เหมือนว่ามันจะไกลเกินไปหรือเปล่า ต้นได้แต่คิดในใจ เดินวนไปวนมา ลูกสาวพี่ยาไม่พูดสักคำ นักคุกเข่ามองพ่อ และไม่มีน้ำตาจากเด็กน้อยคนนี้เลย เธอมีอะไรในใจหรือเปล่า ต้นวนความคิดของตัวเองไปมาสลับกัน เสียงของพี่ยา ยังคงครางเสียงดังตลอดไม่หยุด เมื่อไหร่รถจะมาสักที .!! เวลาผ่าน ไป 45 นาที เสียงรถพยาบาลมา นางพยาบาลลงรถใส่ถุงมือ เข้ามาดูคนไข้ตามที่ต้นชี้นิ้วเหมือนบอกสัญญาณที่เข้าใจได้โดยไม่ได้พูดกันสักคำ ...ตายแล้ว !!! นางพยาบาลอุทานออกมาแบบไม่ตั้งใจ พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ความช่วยเหลือลงมาด้วย เค้าเป็นเมื่อไหร่ เสียงของนางพยาบาลคนนั้นถามออกมา ไม่รู้พี่ ผมตื่นมาเพราะเพื่อนเรียกก็เจอแบบนี้แล้ว นางพยาบาล บอกว่าดีแล้วที่โทรนะ !!อาการแบนี้ไม่ควรจะแตะต้องผู้ป่วยเพราะ อาจติดเชื้อได้นะ ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมาก หลังจากที่คนขับรถและพยาบาลนำร่างของพี่ต้น ขึ้นรถพร้อมกับรถที่ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
พี่ยา ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อำเภอไม่กี่ชม. ทางโรงพยาบาลก็ส่งตัวพี่ยา ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจังหวัด ที่ห่างออกไปไม่ถึง 10 กม.เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ต้นไปเยี่ยมพี่ยากับลูกน้องผู้หญิงของนาย ชื่อว่าพี่ ปลา ซึ่งเป็นพี่ที่ทำงานด้วยกัน พี่ยา พักรอรักษาตัวอยู่ในห้องรวมผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องเฝ้าดูอาการตลอด ร่างของแกถูกระโยงระยางเต็มไปด้วยสาย ยังไม่สามารถพูดคุยได้ตามปกติ ต้นเซ็นเป็นเจ้าของไข้เพราะแกไม่มีญาติพี่น้องเลย รุ่งเช้า ตอนประมาณ 07.00 มีโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่ไม่คุ้นหูเท่าไรนัก ญาติคุณยาใช่มั้ยค่ะ เธอถามต้น ครับ ต้นตอบโดยไม่ลังเลเพื่อจะฟังต่อ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ คุณยา เสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนตอน ตีสามค่ะ ต้นตกใจกับคำพูดนั้น แล้วตอบกลับไปว่า ครับ..!! ต้นวางสายแบบไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วต้นก็ไปทำงาน ต้น บอกกับ พี่ปลาว่าพี่ยาเสียแล้วแต่ผมไม่ได้ถามว่าเสียเพราะอะไร พี่ปลาตกใจรีบโทรไปที่โรงพยาบาลเพื่อถามสาเหตุการตาย หมอตอบกลับมาว่า ติดเชื้อในกระแสเลือด พี่ปลาโทรบอกนาย และคุยกันอยู่นาน แล้วพี่ปลาก็บอกกับต้นว่า นายให้ไปแจ้ง ศูนย์สังคมสงเคราะห์ ในโรงพยาบาลเรื่องค่ารักษา ว่าไม่มีญาติ มาอาศัยอยู่กับต้นเฉยๆ นายไม่ให้รับศพของพี่ยากลับ ให้ยกให้มูลนิธิจัดการไป ฟังแล้วไม่น่าเชื่อนะครับ หัวใจ ของคนที่มีเงิน คิดอะไรอยู่ มีบ้านหลังหลายๆล้าน มีธุรกิจ ทำงานยศสูงเงินเดือนหลักแสน ท่านคิดยังไง ท่านกลัว หรือท่านเสียดายเงินกันแน่ แล้วทำไมนายคิดแบบนี้..?????
พี่ปลา ไปที่บ้านแล้วให้ลูกสาวพี่ยา โทรติดต่อญาติ ญาติพี่ยาไม่มีใครมีเงินเลย ไม่มีใครที่มีเงินเสียค่ารับศพพี่ยากลับบ้านได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่พอจะมีเงินที่จะเดินทางมารับหลานกลับไป
พนักงานทุกคนในที่ทำงาน รู้เรื่องนี้แล้วนึกสงสาร จึงให้ต้นกับพี่ปลาไปดำเนินเรื่อง สังคมสงเคราะห์ และเอาศพพี่ยา มาเผาวัดใกล้ๆ ทุกคนรวมเงิน สวดพระธรรมศพ ค่าขนย้าย ต่างๆให้หนึ่งคืน ซึ่งในวันนั้น เป็นเวลาทำงานต้นกับพี่ปลาไปเดินเรื่องกันสองคนจนแล้วเสร็จ เมื่อดำเนินเรื่องเสร็จ ก็ย้ายศพพี่ยา มาไว้ในวัดใกล้เคียง ต้นกลับไปทำงานที่สาขาพักหนึ่งจึงกลับมาใหม่ แต่น่าเสียดาย ที่กลับมาไม่ทันตอนที่เอาศพลงโลง
แด่เพื่อนใหม่ ที่จากไปไม่มีวันกลับ
ท่านชม มีคนคอย รับใช้หลักอีก ส่วนใหญ่จะเป็น คนที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านหรือจากทางภาคอีสาน อยู่เป็นครอบครัว เปลี่ยนวนไปเรื่อยๆ คอยดูและเฝ้าบ้านให้ เพราะท่านไม่ค่อยมา จะมาบางครั้ง ในบางอาทิตย์ บางอาทิตย์จะมีลูกน้องของภรรยาท่าน มาพักค้างคืนช่วงวันหยุด หลายคน ภรรยาท่านชมจะให้เงิน ต้นพิเศษทุกครั้งที่มา ท่านเป็นคนใจดี พูดไพเราะ พูดไม่เร็ว ท่านเป็นคนสงสารคนง่าย มีเมตตา
ช่วงนั้นต้นอยู่คนเดียว ไม่มีคนอยู่บ้าน และเป็นช่วงเดียวกับที่ทำงานใหม่ รับ รปภ.เพิ่มมาอีกคน เขาชื่อว่า สุริน สุรินเป็นชายหนุ่ม ที่มีอายุมากกว่าต้น ปีเดียว เป็นคนที่อยู่อีกอำเภอ ถัดไป จากที่ทำงาน บ้านสุริน อยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานและบ้านนาย ที่ต้นพัก สักเท่าไร สุรินเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก อยู่กับพี่สาวจนโต และหลังเรียนจบ ได้เข้าไปทำงานในกรุงเทพฯหลายปี ก่อนจะตัดสินใจ กลับมาทำงานใกล้ๆบ้านเกิดตัวเอง ด้วยความที่เป็นคนโสด และไม่ติดบ้าน สุริน จึงมาขออาศัยบ้านนาย อยู่เป็นเพื่อนต้น สุรินเป็นคนมีหุ่นสมาร์ท รูปร่างสูงพอสมควรกับมาตรฐานชายไทย เป็นคนที่ ชอบแอค สาว ชอบเปิดการสนทนาเจรจาเข้าหาผู้หญิงหน้าตาดีๆ และดูท่าทางของผู้หญิงส่วนใหญ่เหล่านั้น ก็จะชอบสุริน เป็นเนืองๆ สุรินทำงานไม่เก่งไม่เก่งมากๆ มาก ถึงขั้นเรียงกระดาษ เพื่อเก็บเข้าแฟ้มยังไม่เรียบร้อย เรื่องดนตรี ชอบฟังแต่เต้นคร่อมจังหวะ เรื่องวิชาความสามารถส่วนตัวตามแบบลูกผู้ชาย ทำไม่เป็นเลย เวลาที่ต้นขับรถพาสุรินไปข้างนอก ไปที่ทำงาน หรือไปเที่ยว สุริน จะนั่งกอดอก อย่างเดียว หากมีของไปด้วย ต้นจะต้องขับรถไป และถือของให้สุรินด้วย เพราะสุริน จะไม่ถือของเวลานั่งซ้อนท้ายรถ ถ้าไม่กอดอกก็เอามือเท้าขาตัวเองเท่านั้น เวลาไปเที่ยวกันกับต้น สุรินมักบอกว่า คุณออกก่อนนะ แล้วก็หายเงียบไม่เคยพูดถึง แต่ชอบตื่นแต่เช้าเพราะต้องไปหาหนังสือพิมพ์สยามกีฬาอ่านทุกวัน นี่แหละครับ เพื่อนที่ต้นมี ในตอนนี้ แต่ไม่ได้เหนือบากกว่าแรงที่จะคบสักเท่าไร นัก
ต่อมาไม่นานท่านชม ได้คนใช้มาอยู่ใหม่ เป็นคนมาจากภาค อีสานเพราะคนเก่า อยากกลับบ้านหลัง จากที่ต้นสอบถามและพูดคุย ทำความรู้จักก็รู้ว่า แกชื่อ ว่า พี่ ยา พี่ยาเป็นคนสุภาพเรียบร้อย แต่ท่าทางแกเหมือนคนติดยาเพราะร่างกายผอมดำตามประสา คนบ้านนอก มีหนวดเคราเล็กน้อย พี่ยามากับลูกสาวสองคน แกเล่าให้ต้นฟังว่า แกถูกเมียทิ้งไปมีคนใหม่ แกเพิ่งไปรับลูกสาวมาอยู่ด้วยเพราะพ่อเลี้ยงติดกัญชาแกจึงไปแอบรับมาโดยที่เมียแกไม่รู้ ลูกสาวแก อายุ 12 ปี เป็นเด็กรูปร่างผอมตัวเล็กๆผิวคล้ำไม่มากตามประสาเด็กบ้านนอก พี่ยาเป็นคนอัธยาศัยดี พูดจาเพราะ แกเรียกต้นว่าพี่ทุกคำ ทั้งๆที่แก อายุมากกว่าต้น เกือบ 7 ปี แกขยันทำงาน มาก ในทุกๆเย็นหลังจากต้นเลิกงาน พี่ยาจะเดินมาคุยกับต้นด้วยท่าทางที่อ่อนน้อมถ่อมตัวและพูดจา เป็นกันเอง ตลอด แต่หลังจากผ่านไป ไม่ถึง สองเดือน วันนั้น วันที่ต้นจำได้ดีและไม่มีวันลืมได้เลย เป็นวันเสาร์ ตอนช่วงประมาณ ตีห้ากว่าๆ ลูกสาวของพี่ยา ลุกขึ้นมาเรียก บอกว่าพ่อไม่สบาย ต้นจึง ลุกขึ้น ไปเรียกนายที่บ้านใหญ่ เพราะต้องรบกวน เอารถประจำตำแหน่งของนายพา พี่ยาไปหาหมอ เพราะแก หนาวมากตัวสั่นตลอด มอเตอร์ไซด์ของต้นที่ซื้อมาในราคาไม่กี่พัน ก็ไม่สะดวกที่จะพาไป เพราะสตาร์ทติดยากมา เรียกได้ว่าสตาร์ทเท่าอายุกันเลยทีเดียว เมื่อไปถึงใต้เรือนบ้านของนายต้นส่งเสียงเรียกนายที่อยู่บนบ้านใหญ่ซึ่ง มีไฟเปิดอยู่ นายเดินลงมาถามแล้วกลับขึ้นไปเอากุญแจรถให้ต้น ระหว่างนั้น ภรรยา ของนายท่านเดินลงบันไดมา แล้วถามกับต้นว่า ต้องพาไปหาหมอเลยเหรอ (ทำให้ต้นรู้สึกสะเทือน ในความเกรงใจท่านที่ต้องมารบกวนเรียกแต่เช้าตรู่) แต่ความจริงในใจของท่านคงแค่อยากรู้ อาการว่า ป่วยหนักแค่ไหน เท่านั้น แล้วต้นก็พาพี่ยาไปหาหมอ ซึ่งโรงพยาบาลประจำอำเภอ ก็อยู่ห่างจากบ้านไม่ถึง 7 กม. ไม่ถึงครึ่ง ชม. พี่ยา ก็เดินถือถุงยาออกมาจากห้องฉุกเฉิน ในนั้นมียาพารา และเกลือแร่แค่ไม่กี่ซอง ต้นพาพี่ยากลับบ้าน แล้วก็กลับไปทำงานในบ้านนาย ต่อ ตกบ่าย พี่ยาบอกกับต้นว่า พี่ ช่วยพาผมไปหาหมอหน่อย ต้นบอกว่า ไม่ไหวเลยเหรอพี่ แต่ไปทีนี้ต้องไปมอเตอร์ไซด์แล้วนะ เพราะผมเกรงใจ นาย พี่ยาตอบมาว่ารถมอไซด์ก็ไปพี่ต้น กินอะไรไม่ได้เลยถ่ายท้องด้วยพี่ ต้นนึกแปลกใจแล้วถามพี่ยาต่อไปว่า จริงเหรอพี่ กินไม่ได้เลย แม้แต่น้ำอะนะ ไหนๆ ลองดูหน่อย ต้นบอกแกให้ไปตักน้ำมาแก้วนึงแล้วให้แกดื่ม หลังจากแกดื่มหมด ต้นก็นับหนึ่งไม่ถึง สิบ พี่ยาก็อาเจียนเอาน้ำออกมาให้เห็นกับตา โอ้โฮ !! ต้นร้องออกมาด้วยความแปลกใจ แล้วต้นก็พูดทิ้งท้ายกับพี่ยาว่า ถ้าคืนนี้ไม่ไหวจริงๆเรียกผมนะพี่ พี่ยาตอบด้วยสีหน้าแห้งๆ ครับๆ
ค่ำวันนั้น นายกับภรรยา เดินทางกลับกรุงเทพซึ่งเดินทางกลับก่อนทุกๆครั้ง ผมกันสุรินเข้านอนตามปกติ เพราะสุรินชอบนอน แล้วตื่นมาดูบอล ในช่วงดึกๆ เอาตามตรงเลยนะครับ ต้น หนวกหูมาก ในบางครั้งกลางดึก วันนั้นต้นเผลอหลับไปเหมือนจะไม่อยากตื่น ได้ยินเสียงสุรินเรียก หลายครั้ง” ต้น..ต้น...คุณมาดูพี่ ยาหน่อย”... “ ฮือ”...อะไรนะ ต้นตอบแล้วหลับตาต่อแบบไม่รู้ว่าเสียงอะไรกันแน่ หรือแค่ฝัน ต้น ได้ยินสุรินเรียก ดังมาอีก หลายรอบในเวลา ที่ไม่ห่างกัน สักเท่าไหร่ สุดท้ายต้นทนเสียงเรียกที่รบเร้า หลายๆครั้งไม่ไหว จึงลุกขึ้นไปดู เมื่อเดินผ่านประตู แล้วสิ่งแรกที่ต้นเห็น มันทำให้ต้นตกใจ มาก ไม่คิดว่าทุกอย่างจะเป็นแบบนี้ ต้นตกใจ พร้อมอุทานออกมาสุดเสียง...เฮ้ยยย.!!! พี่ยา...!!!! ภาพที่ต้นเห็นร่างของ พี่ยาในตอนนั้น คือร่างของแก นอนคว่ำหน้า ตัวเกร็งแข็งทื่อ ปากของแกมีอาเจียนสีดำออกมากองอยู่บนหมอน บนพื้นบ้านซึ่งเป็นบ้านไม้ยกพื้น เปียกเต็มไปด้วยฉี่ ของแกไหลเป็นทาง ที่ก้นกางเกงของแก มีคราบอุจจาระ ติด เสียงของแกดังออกมาตลอดเวลา ฮือ..ฮือ..ฮือ..เป็นระยะ ต้นคิดนึกไว้ในใจ ร่างแกเหมือนคนธาตุแตก ต้นทำอะไรไม่ถูก ไม่กล้าแม้แต่จะจับร่างของแก รีบไปคว้า โทรศัพท์ ที่วางอยู่บนที่นอน และโทรหาเบอร์ โรงพยาบาล บนซองยา
เวลาผ่านไป30 นาที เหมือนมันนานมาก โรงพยาบาลอยู่แค่ 7 กม. แต่ เหมือนว่ามันจะไกลเกินไปหรือเปล่า ต้นได้แต่คิดในใจ เดินวนไปวนมา ลูกสาวพี่ยาไม่พูดสักคำ นักคุกเข่ามองพ่อ และไม่มีน้ำตาจากเด็กน้อยคนนี้เลย เธอมีอะไรในใจหรือเปล่า ต้นวนความคิดของตัวเองไปมาสลับกัน เสียงของพี่ยา ยังคงครางเสียงดังตลอดไม่หยุด เมื่อไหร่รถจะมาสักที .!! เวลาผ่าน ไป 45 นาที เสียงรถพยาบาลมา นางพยาบาลลงรถใส่ถุงมือ เข้ามาดูคนไข้ตามที่ต้นชี้นิ้วเหมือนบอกสัญญาณที่เข้าใจได้โดยไม่ได้พูดกันสักคำ ...ตายแล้ว !!! นางพยาบาลอุทานออกมาแบบไม่ตั้งใจ พร้อมกับหยิบอุปกรณ์ความช่วยเหลือลงมาด้วย เค้าเป็นเมื่อไหร่ เสียงของนางพยาบาลคนนั้นถามออกมา ไม่รู้พี่ ผมตื่นมาเพราะเพื่อนเรียกก็เจอแบบนี้แล้ว นางพยาบาล บอกว่าดีแล้วที่โทรนะ !!อาการแบนี้ไม่ควรจะแตะต้องผู้ป่วยเพราะ อาจติดเชื้อได้นะ ทุกอย่างผ่านไปรวดเร็วมาก หลังจากที่คนขับรถและพยาบาลนำร่างของพี่ต้น ขึ้นรถพร้อมกับรถที่ขับออกไปอย่างรวดเร็ว
พี่ยา ได้พักรักษาตัวที่โรงพยาบาล อำเภอไม่กี่ชม. ทางโรงพยาบาลก็ส่งตัวพี่ยา ไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลจังหวัด ที่ห่างออกไปไม่ถึง 10 กม.เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ต้นไปเยี่ยมพี่ยากับลูกน้องผู้หญิงของนาย ชื่อว่าพี่ ปลา ซึ่งเป็นพี่ที่ทำงานด้วยกัน พี่ยา พักรอรักษาตัวอยู่ในห้องรวมผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องเฝ้าดูอาการตลอด ร่างของแกถูกระโยงระยางเต็มไปด้วยสาย ยังไม่สามารถพูดคุยได้ตามปกติ ต้นเซ็นเป็นเจ้าของไข้เพราะแกไม่มีญาติพี่น้องเลย รุ่งเช้า ตอนประมาณ 07.00 มีโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับเสียงที่ไม่คุ้นหูเท่าไรนัก ญาติคุณยาใช่มั้ยค่ะ เธอถามต้น ครับ ต้นตอบโดยไม่ลังเลเพื่อจะฟังต่อ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะคะ คุณยา เสียชีวิตแล้ว เมื่อคืนตอน ตีสามค่ะ ต้นตกใจกับคำพูดนั้น แล้วตอบกลับไปว่า ครับ..!! ต้นวางสายแบบไม่ได้ถามอะไรต่อ แล้วต้นก็ไปทำงาน ต้น บอกกับ พี่ปลาว่าพี่ยาเสียแล้วแต่ผมไม่ได้ถามว่าเสียเพราะอะไร พี่ปลาตกใจรีบโทรไปที่โรงพยาบาลเพื่อถามสาเหตุการตาย หมอตอบกลับมาว่า ติดเชื้อในกระแสเลือด พี่ปลาโทรบอกนาย และคุยกันอยู่นาน แล้วพี่ปลาก็บอกกับต้นว่า นายให้ไปแจ้ง ศูนย์สังคมสงเคราะห์ ในโรงพยาบาลเรื่องค่ารักษา ว่าไม่มีญาติ มาอาศัยอยู่กับต้นเฉยๆ นายไม่ให้รับศพของพี่ยากลับ ให้ยกให้มูลนิธิจัดการไป ฟังแล้วไม่น่าเชื่อนะครับ หัวใจ ของคนที่มีเงิน คิดอะไรอยู่ มีบ้านหลังหลายๆล้าน มีธุรกิจ ทำงานยศสูงเงินเดือนหลักแสน ท่านคิดยังไง ท่านกลัว หรือท่านเสียดายเงินกันแน่ แล้วทำไมนายคิดแบบนี้..?????
พี่ปลา ไปที่บ้านแล้วให้ลูกสาวพี่ยา โทรติดต่อญาติ ญาติพี่ยาไม่มีใครมีเงินเลย ไม่มีใครที่มีเงินเสียค่ารับศพพี่ยากลับบ้านได้เลยแม้แต่คนเดียว แต่พอจะมีเงินที่จะเดินทางมารับหลานกลับไป
พนักงานทุกคนในที่ทำงาน รู้เรื่องนี้แล้วนึกสงสาร จึงให้ต้นกับพี่ปลาไปดำเนินเรื่อง สังคมสงเคราะห์ และเอาศพพี่ยา มาเผาวัดใกล้ๆ ทุกคนรวมเงิน สวดพระธรรมศพ ค่าขนย้าย ต่างๆให้หนึ่งคืน ซึ่งในวันนั้น เป็นเวลาทำงานต้นกับพี่ปลาไปเดินเรื่องกันสองคนจนแล้วเสร็จ เมื่อดำเนินเรื่องเสร็จ ก็ย้ายศพพี่ยา มาไว้ในวัดใกล้เคียง ต้นกลับไปทำงานที่สาขาพักหนึ่งจึงกลับมาใหม่ แต่น่าเสียดาย ที่กลับมาไม่ทันตอนที่เอาศพลงโลง