ผู้ชายแสนดี

กระทู้สนทนา
กระดาษ 4  แผ่นถูกยื่นมาตรงหน้าเธอพร้อมปากกาหลังอาหารเช้าบนโต๊ะในห้องรับแขก ดวงตาของหญิงสาวจ้องมองมันด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะย้ายไปที่ดวงหน้าของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ ชายหนุ่มวัยสามสิบปีมองสบตากลับมาพูดเพียงสั้น ๆ ว่า
    “เซ็นชื่อซะ ตอนที่คุณยังได้อะไรติดตัวกลับไปบ้าง” เขาออกคำสั่งแกมข่มขู่ ไม่มีแม้แต่ความปราณีในน้ำเสียงของคนที่เป็นสามีอย่างที่ควรจะเป็น หญิงสาวหยิบปากขึ้นมาถือในมือมองลายเซ็นของชายหนุ่มที่เซ็นล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว เธอถามโดยไม่มองหน้าเขา
       “คุณแน่ใจแล้วอย่างนั้นใช่ไหมคะ” เสียงเธอกลั้นสะอื้น
       “แน่ใจที่สุด” เขาตอบกลับมาโดยไม่หยุดคิดเลยสักนิด หญิงสาวรู้สึกถึงแรงสั่นน้อย ๆ ของมือบางก่อนสูดลมหายใจแล้วจรดปากกาลงไปบนกระดาษทั้ง 4 แผ่นด้วยน้ำตานองหน้า
         2 แผ่นแรกคือใบสำคัญการหย่า
         2 แผ่นสุดท้ายคือสัญญาการแบ่งสินสมรส

           10 ปีก่อน เธอกับเขาเจอกันที่มหาวิทยาลัย ในขณะที่เราทั้งคู่ยังเป็นนักศึกษา เขาเป็นคนรูปหล่อและมีเสน่ห์ ตัวสูง นัยน์ตาดำคม ผมหยักศก เขาเป็นคนมีอารมณ์ขัน เป็นกันเองและไม่ถือตัวถึงแม้ว่าฐานะทางบ้านของเขาจะอยู่ในขั้นร่ำรวยมีกิจการโรงแรมติดทะเลในพื้นที่ภาคใต้หลายจังหวัดแต่เขาก็ยังทำตัวติดดินและมีน้ำใจ
          ในตอนที่เรายังเป็นเพื่อนกันครั้งหนึ่งเขาเคยออกค่าเทอมให้เพื่อนคนหนึ่งทั้ง ๆ ที่ก็ไม่ได้สนิทกันซึ่งในตอนนั้นมีปัญหาทางการเงินจนเกือบ ๆ จะได้ดรอปเรียน เมื่อเธอถามถึงเหตุผล ชายหนุ่มก็บอกว่า “ผมโชคดีที่เกิดมารวย แต่คนอื่นไม่ ค่าเทอมของเขาเท่ากับค่าขนมของผม 10 วัน แค่นี้ผมไม่เดือดร้อนหรอก” และนั่นคือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้เธอตกหลุมรักเขา และยอมตกลงเป็นคนรักหลังจากที่เขาเอ่ยปากขอเป็นครั้งที่ 3
          ข้อเสียของเขาเพียงข้อเดียวคือเรื่องผู้หญิง อาจจะด้วยรูปร่างหน้าตา ฐานะทางบ้าน หรือความอัธยาศัยดีของเขาที่ทำให้มีผู้หญิงมากหน้าหลายตาพยายามเข้าหา ซึ่งเขาเองก็ปฏิเสธบ้าง ไม่ปฏิเสธบ้างตามความพอใจ แค่เฉพาะที่คบกันในปีแรกก็ 3 คนได้กระมัง ถึงแม้จะเป็นแบบนั้น หากทุกครั้งที่เธอจับได้เขาก็เลือกเธอเสมอ “ผมขอโทษที่นอกใจคุณแต่ผมรักคุณมากนะ ถึงผมจะมีผู้หญิงคนอื่นแต่ก็ไม่มีใครสำคัญเท่าคุณ ไม่มีใครแทนคุณได้ มีแต่เรื่องนี้เท่านั้นที่คุณมั่นใจในตัวผมได้ ยกโทษให้ผมได้ไหม” อาจเพราะความรักที่มีให้เขาทำให้เธอยอมโง่ที่จะยกโทษให้และอดทนมาตลอด
          นอกจากเรื่องนั้นแล้วตลอดเวลาที่เป็นคนรักกันถึง 4 ปี เขาเป็นคนน่ารักและดูแลเธออย่างดี คอยช่วยเหลือครอบครัวของเธอแม้แต่ในวันที่พ่อของเธอต้องเข้าโรงพยาบาลและต้องจ่ายค่ารักษาที่แพงลิบลิ่วจนครอบครัวที่มาฐานะปานกลางอย่างเธออุทานอย่างตกใจ ส่วนแม่ของเธอนั้นแทบเป็นลมเลยทีเดียว “ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก เราเป็นแฟนกัน ผมรักคุณ ผมยินดีช่วยคุณเราต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว ผมไม่อยากเห็นคุณต้องเสียใจถ้าคุณพ่อท่านเป็นอะไรไป” และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เธอรักเขามากยิ่งขึ้น จนยอมตกลงรับคำขอแต่งงานของเขาในปีที่ 5
          พิธีแต่งงานระหว่างเราสองคนจัดขึ้นในปีนั้นท่ามกลางความยินดีของทุกฝ่าย พ่อและแม่ของเขานั้นต้อนรับเธอเป็นอย่างดี บรรยากาศในงานแต่งเต็มไปด้วยความหรูหรา สวยงามและอบอวลด้วยความรักอย่างที่สาว ๆ ในงานต่างพากันชื่นชมแกมอิจฉาเจ้าสาวของงานนี้ “เจ้าบ่าวเจ้าสาวเขาสวยหล่อสมกันดีนะ หยั่งกะกิ่งทองใบหยก” หรือ “ทางเจ้าบ่าวนี้รวยมากนะเธอ โรงแรมที่จัดงานนี้ก็ของเขาทั้งนั้น เจ้าสาวนี่โชคดี๊ดี ไม่รู้ทำบุญด้วยอะไร” หรืออื่น ๆ
แขกเหรื่อมากมายทั้งญาติพี่น้องเพื่อนฝูงต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม ทุกคนยิ้มย่องผ่องใส จะเว้นก็แต่เจ้าสาวของงานกระมังที่ยังไม่อาจมั่นใจงานแต่งงานได้อย่างจริงใจ เรื่องเดียวที่ทำให้เธอกังวลจนกระทั้งตอนนี้ก็คงจะหนีไม่พ้นความเจ้าชู้ของว่าที่สามีของเธอนั่นเอง เพราะหากเธอตัดสินใจผิด ชีวิตของเธอต่อจากนี้ก็นรกดี ๆ นี่เอง แต่นั่นก็ก่อนที่เธอจะได้ยินในสิ่งที่ไม่คิดมาก่อนว่าจะมีวันเป็นไปได้ เมื่อเขาก้มลงมากระซิบให้ได้ยินกันเพียงแค่สองคน “ขอบคุณมากที่รักผมและยอมรับคำขอแต่งงานของผม ถึงแม้ว่าผมจะทำให้คุณต้องเสียใจหลายครั้งก็ตาม เพื่อตอบแทนความไว้วางใจที่คุณมอบให้ แต่ไปนี้ผมจะมีแค่คุณคนเดียว จะไม่นอกใจคุณอีก ผมสัญญา” เธออาจกำลังฝันอยู่ จึงได้ยินอะไรแบบนี้แต่ถึงจะเป็นความฝันเธอก็ยินดีจะฝันต่อ เธอร้องไห้ออกด้วยความโล่งอกและยินดีอย่างสุดซึ้ง เธอมั่นใจได้ในวินาทีนั้นว่าเขารักเธอมากจริงๆ นั่นแหละ
         สองปีแรกผ่านไปอย่างรวดเร็วราวในความรู้สึกของเธอ เธอมีความสุขราวกับตกอยู่ในห้วงฝัน เขารักษาสัญญาที่จะไม่มีใครอื่นมาโดยตลอด แม้เราจะทำงานด้วยกันทั้งคู่แต่เขาก็เฝ้าดูแลเอาใจใส่เธอเป็นอย่างดี เขาทำหน้าที่สามีได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เธอเองก็พยายามเป็นภรรยาที่ดีของสามี แม้จะยังไม่มีลูกด้วยกันแต่ชีวิตคู่ของเธอราบรื่นดีจนเป็นที่อิจฉาของใครหลายคน เธอยิ้มกับตัวเองที่ตัดสินใจไม่ผิดที่ยอมแต่งงานกับเขา
เวลาผ่านไปจนเข้าปีที่ 3 ของการแต่งงาน จะว่านานก็นาน จะว่าสั้นก็สั้น มีหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป เธอเริ่มหยุดงานบ่อย ๆ โดยไม่บอกเหตุผลแม้แต่กับเลขาส่วนตัว เริ่มไม่ค่อยอยู่บ้าน หรือหากอยู่เธอก็ไม่ยอมพบหน้าใคร ท้ายที่สุดเธอก็ได้แต่อยู่ในบ้านหลังงามนั้นเพียงอย่างเดียว ต้องทานยาระงับประสาทและอีกมากหมาย อาจารย์หมอถูกเรียกตัวมาตรวจอาการเธออย่างน้อยสัปดาห์ละสามวัน เธอไม่สามารถออกไปไหนได้อย่างอิสระ ในบางครั้งที่ใครมาเยี่ยมถึงบ้าน ก็ยังได้ยินเสียงตวาดดังจากชั้นสองของบ้านลั่นไปหมด “ออกไป๊ อย่ามายุ่งกับฉัน ฉันไม่อยากเห็นหน้าคุณ ออกไป ออกไป” แล้วตามด้วยเสียงอะไรบางอย่างแตกเพล้ง ทำเอาบรรดาแขกทั้งหลายต้องรีบลาเจ้าบ้านฝ่ายชายที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองกลับอย่างปัจจุบันทันด่วนพร้อมรอยยิ้มให้กำลังใจ “คนป่วยก็อย่างนี้แหละ อารมณ์คงจะฉุนเฉียวไปบ้าง” เขาได้แต่ยิ้มแกน ๆ ส่งแขก พอลับสายตาก็จำต้องขึ้นไปหาภรรยาตนอีกแม้จะเพิ่งถูกไล่ตะเพิดลงมา ทุกคนต่างก็เริ่มแปลกใจในท่าทีของเธอ แต่ก็ยังเบาใจที่ยังมีสามีของเธอคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
        “ได้ข่าวว่าเมียเอ็งไม่สบาย หงุดหงิดง่าย อารมณ์ไม่ค่อยอยู่กะร่องกะรอย เป็นยังไงบ้าง” เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นในวงสังสรรค์ซึ่งนาน ๆ ครั้งเขาจะมาสักที
        “ข้าพยายามรักษาเธออยู่” เขาตอบ
        “กลางวันเอ็งก็ทำงาน เลิกงานยังกลับไปดูแลเมียอีก ไม่เหนื่อยรึไงวะ”
        “ข้าเต็มใจ หายเมื่อไหร่ เธอก็จะกลับเป็นเหมือนเดิมเอง” เขายิ้มอย่างมีกำลังใจ แม้จะมีร่องรอยความเหนื่อยหน่ายใจ
ทุกคนได้แต่ส่ายหน้าพลางนึกในใจทำนองเดียวกันว่า ‘เมียก็เป็นแบบนั้นไปซะแล้ว ถ้ามันจะมีเมียน้อย ก็ไม่น่าแปลกใจแล้วล่ะว่ะ’
         และเรื่องนี้ก็เกิดขึ้นจริงหลังจากนั้นเพียงไม่นาน สามีของเธอได้เจอกับหญิงสาวคนหนึ่ง เจ้าหล่อนชื่อว่านลินี หล่อนอายุเพียง 25 ปี สาวกว่าเธอ สวยกว่าเธอ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หล่อนมีทุกอย่างที่เธอไม่มี และตอนนี้กำลังจะได้สามีของเธอไปด้วย เธอรู้เรื่องนี้ดีเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความลับ เธอเอาแต่เงียบ ไม่กรีดร้องโวยวายหรืออาละวาดใส่เขาอีก ส่วนเขาเองก็ไม่มาดูแลเธอเช่นเดิม คงปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลพิเศษ อาจเป็นเพราะเธอเปลี่ยนไป เขาเปลี่ยนไป และเจ้าหล่อนก้าวเข้ามาในเวลาที่พอดีเหลือเกิน เขาจึงผิดสัญญาด้วยการนอกใจเธออีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอไม่โกรธเขาเลย
      
         เช้าวันหนึ่งในปีที่ 5 ของการแต่งงาน ปีที่ 10 ที่ได้รู้จักกัน กระดาษ 4  แผ่นถูกยื่นมาตรงหน้าเธอพร้อมปากกาหลังอาหารเช้าบนโต๊ะในห้องรับแขก ดวงตาของหญิงสาวจ้องมองมันด้วยความรู้สึกหลากหลายก่อนจะย้ายไปที่ดวงหน้าของผู้ชายที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอ ชายหนุ่มวัยสามสิบปีมองสบตากลับมาพูดเพียงสั้น ๆ ว่า
    “เซ็นชื่อซะ ตอนที่คุณยังได้อะไรติดตัวกลับไปบ้าง” เขาออกคำสั่งแกมข่มขู่ ไม่มีแม้แต่ความปราณีในน้ำเสียงของคนที่เป็นสามีอย่างที่ควรจะเป็น หญิงสาวหยิบปากขึ้นมาถือในมือ มองลายเซ็นของชายหนุ่มที่เซ็นล่วงหน้าไว้ก่อนแล้ว เธอถามโดยไม่มองหน้าเขา
       “คุณแน่ใจแล้วอย่างนั้นใช่ไหมคะ” เสียงเธอกลั้นสะอื้น
        “แน่ใจที่สุด” เขาตอบกลับมาโดยไม่หยุดคิดเลยสักนิด หญิงสาวรู้สึกถึงแรงสั่นน้อย ๆ ของมือบางก่อนสูดลมหายใจแล้วจรดปากกาลงไปบนกระดาษทั้ง 4 แผ่นด้วยน้ำตานองหน้า
        2 แผ่นแรกคือใบสำคัญการหย่า
        2 แผ่นสุดท้ายคือสัญญาการแบ่งสินสมรส
เรียบร้อยแล้วเธอก็เลื่อนกระดาษทั้ง 4 แผ่นกลับคืนไป เพื่อให้ทนายของเขานำไปจัดการให้เสร็จสิ้น
       “ฉันจะย้ายออกจากที่นี่ทันทีโดยเร็วที่สุด” บอกเพียงแค่นั้นขณะปาดน้ำตาทิ้ง แล้วเธอก็เดินจากไป
เธอเดินขึ้นชั้นสอง เธอเดินเข้าห้องนอน เธอเดินเข้าห้องน้ำ เธอถอดเสื้อตัวนอกออกมองตัวเองในกระจก ต้นแขนซ้ายและเอวซีกขวาของเธอมีร่องรอยสีม่วงคล้ำจาง ๆ ไหล่ซ้ายปรากฎรอยแผลเป็นจากการโดนฟันของมนุษย์ขบกัด และร่องรอยการทารุณกรรมทางร่างกายอีกมากมายบนตัว เธอออกจากห้องน้ำเดินไปที่หัวเตียง เธอเปิดลิ้นชักออก เธอหยิบซองยาจากในนั้นทิ้งลงถังขยะ เธอไม่จำเป็นต้องใช้มันอีกแล้ว เธอร้องไห้และยิ้มให้ตัวเองออกมาอย่างยินดี เธอรอวันนี้มานานตลอด 3 ปี วันที่ไม่ต้องถูกหมอและพยาบาลพิเศษมองอย่างสงสารแกมสมเพชแต่ไม่ช่วยอะไรเธอเลย เธอต่อโทรศัพท์หาใครคนหนึ่ง เมื่ออีกฝ่ายรับสายเธอก็พูดออกไปด้วยเสียงสั่นน้อย ๆ
        “สำเร็จแล้วค่ะคุณนลินี ฉันเป็นอิสระแล้ว สำหรับเงินค่าจ้าง ดิฉันจะจัดการให้ทันทีที่ย้ายออกจากบ้านนี้ค่ะ”
        “ยินดีอย่างยิ่งค่ะคุณดารา” ปลายสายตอบกลับมา
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่