
"ปีใหม่ไปเกาหลีกัน"
"ไปวันไหน ?"
"28 Dec กลับ 5 Jan..... ไปแบบ กินๆ นอนๆ นะชิลๆ"
"เอออออออ ไป!"
"จองตํ๋วเลยนะ....."
"จองก่อน เดี๋ยวกูจองตาม!"
.
.
.
"กดแล้ว !!!"
"กดแล้วเหมือนกัน...เจอกันเกาหลี !!!"
"นั่งหาด้วยว่าอยากกินอะไรบ้าง"
ทริปนี้เป็นทริปกินจริงๆ พยายามหาแต่ที่เป็นร้านดังๆ local ...โดยเข้า web เกาหลีและใช้ google translate เอา
กระทู้นี้อยากเล่าให้ฟังเฉยๆว่าไปกินอะไรมากบ้างอร่อยขนาดไหน แต่อาจไม่ได้บอกพิกัดละเอียดว่าไปยังอะไรยังไงมากมาย คิดว่าความสนุกของการไปเที่ยวมันคือเวลาที่เราได้บุกๆ ลุยๆ หลงๆ หรือแม้กระทั่ง นั่งรถเมล์เลยป้าย และโดนแท็กซี่โกง
เอ้าเริ่ม !!!
"นี่ๆ ก่อนไป count down ที่ seoul ไปเจจูกันมะ ของกินอร่อย"
"ได้หมด ไปสิๆ"

มื้อแรกที่เจจู ..... ต้องบอกว่า หม้อไฟทะเล คือเหตุผลที่เรายอมหอบร่างมาถึงเจจูเลยก็ว่าได้ เราเคยมาเจจูครั้งนึงแล้ว แล้วได้กินหม้อไฟซุปทะเลใส่หอย abalone หรือหอยเป๋าฮื้อ แล้วติดใจมาก จนต้องมาอีกครั้ง


เมนูหม้อหอยนี่มีแค่ไซร์ สำหรับ 3 คน หรือ 4 คน ไปกัน2คน เลยได้หม้อสำหรับ3 คนมา พอมาเสริฟ์ คือตื่นตาตื่นใจสุด เป่าฮื้อและปลาหมึกยังเป็นๆ ดิ้นๆ ( ใครทนไม่ไหว ตอนกินแนะนำให้นั่งเล่นมือถือไป..... แต่ recommendว่ายังไงก็ต้องลอง )
ในหม้อยังมี หอยตลับ กุ้ง ปู อีก ให้เยอะมากก
อาหารสดมาก ไม่ต้องจิ้มอะไรก็ได้ แต่ถ้าพกซีฟู้ดมาด้วยจะสุดไปอีก
เด่นสุดเลย คือ เป่าฮื้อ สด หอม นุ่มกรึบๆ
ปกติไปร้านอาหารจีนกินเป่าฮื้อคนละตัวก็เยอะละ มันแพง แต่นี่คือให้มาแบบเยอะ
กินจนถามกันว่า “นี่ใต้หม้อมันinfinity ป่าววะ กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด”
หม้อนี้ 1800 บาท แต่กินจนแบบเดินไม่ไหว
เอาเป็นว่า มาเจจู แค่มากินนี่ก็คุ้มต่าตั๋วละ
(ร้าน: Daewonga)
หลังกินซุปทะเลก็ต้องหาอะไร ล้างปากซะหน่อย เค้าบอกว่ามาเจจูต้องกินส้ม กินธรรมดาคงน่าเบื่อไป เลยมาเก็บจากต้นเลยแล้วกัน
ร้านที่มาเป็นคาเฟ่ส้ม นั่งรถเมล์ออกมานอกเมือง ล่ะเดินต่ออีกนิด (ประมาณ 2 กิโลเมตร เรียกนิดไหม 555.... ถือว่าเดินย่อย ให้ซุปทะเลเรียงตัวกันในท้อง) เดินธรรมดาโลกก็คงไม่จำอีก .... ช่วงที่ไป เป็นช่วงปีใหม่ อากาศหนาวมากประมาณ -4 องศา เดินไป สั่นไป ในที่สุดก็มาถึง
Jeju a geubat เป็นคาเฟ่ส้ม ที่มีเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีส่วนผสมมาจากส้มสดๆ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟส้มก็มี
นอกจากความ cozy ของร้านที่ต้องมาลองสัมผัสด้วยตัวเอง(ถ้าหาร้านเจอนะ)
Highlight ของร้านก็อยู่ที่หลังร้านจะมี ให้เก็บส้มสดๆจากต้นกินเลย
แต่ไม่ใช่เก็บกันได้ฟรีๆ อยู่ๆจะไปดึงส้มเขาจากต้นไม่ได้เด้อ....
เราต้องจ่ายค่าเก็บส้มก่อน ถ้าจำไม่ผิด คนนึงเก็บได้คนล่ะกิโล พอจ่ายตังปุป เค้าก็จะให้อุปกรณ์เรามา มีถังใส่ส้ม กับครีมตัดส้ม พร้อมสอนวิธีตัด

เก็บเสร็จ ก็มือชา หน้าแข็งกันไป .... เข้ามาหนีหนาวซะหน่อย สั่งน้ำส้มคั้นสดมากิน
เห็น ขนมปังทาแยมส้มไหม ? คือแยมส้มอร่อยจนแบบ เกิดมาไม่เคยกินแยมส้มที่ไหนอร่อยเท่านี้ ปกติแยมส้มกระป๋องจะเหม็นๆ ปลอมๆ
....อันนี้คือ กินเข้าไปปุป สดชื่นมาก อยากขนแยมส้มกลับบ้านมาด้วย
ไปๆมื้อต่อไป มื้อเย็นขอกิน ของดีอีกอย่างนึงของเจจู คือหมูดำ (ของดีอีกแล้ว ทำไมของดีมันเยอะจัง.....(ก็แน่นอน ไม่งั้นไม่มาหรอก)
ร้านหมูดำย่าง Donsadon ชื่อดังที่เจจู ดูmapบอก10 mins by bus จากในเมีอง แล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย พอลงรถมา พูดกับเพี่อนว่า “เรามาทำอะไรที่นี่วะ”
บรรยากาศแบบรอบๆคือไม่มีตึกใดๆ ไฟก็มืด ใจคือคิดว่า ร้านอาหารดังๆ จะอยู่ตรงนี้จริงหรอ แต่ก็ตัดสินใจเดินตาม map จากป้ายรถเมล์ไปร้านอาหาร
ระหว่างทางก็มืด กลัวโจรมาก ....เดินไปซักพัก เห็นไฟร้านอาหารไกลๆ แบบ out of no where มากๆ
พอเดินถึงร้าน เปิดประตูเข้าไป โอ้โหคนรอคิว เยอะมากจร้าาาาาา 20 30 คิว มีแต่คนเกาหลี มองหน้ากันแบบรอไม่รอ สุดท้ายก็รอ
ความตื่นเต้นก็เริ่มตั้งแต่ตอนรอคิว ร้านมัน local มาก พนักงานไม่พูดภาษาอังกฤษ ตอนไปจองคิว ก็เดินไปเขียนชื่อที่สมุด เขาก็เรียกเลขไล่ไปเรื่อยๆ นี่ก็กลัวหลุดคิว ฟังเกาหลีไม่ออก ต้องคอยไปชะเง้อดู ว่าถึงเลขตัวเองรึยัง .... รอไป 1 ชั่วโมง สุดท้ายก็ถึงเวลากิน

สั่งหมูดำสามชั้นกับหมูดำสันใน และซุปกิมจิ !!!
พอได้กินคำแรกเท่านั่นละ โอโฮ้ๆๆลืมความยากลำบากของการมาร้านทั้งหมด เป็นหมูย่างเกาหลีที่แบบดีย์มาก อธิบายลำบาก รสชาติหมูเปล่าๆจิ้มเกลิอ คือjuicyและมีรสชาติเอกลักษณ์ของมันเอง หั่นหนายังไงก็นุ่มมม
ที่สุดแห่งหมูเกาหลี อร่อยจนกินหมูย่างเกาหลีที่อื่นไม่อร่อยอีกต่อไป ราคาแพงกว่าหมูย่างปกตินิดหน่อย แต่คุ้มคือมาเจจูต้องไปกิน


เช้าวันที่สอง.....
คุยกันว่า วันนี้ชิลๆ เนอะไป ค่าเฟ่
เรา : "อยากไปคาเฟ่นึงสวยดี ล่ะข้างๆ มีทุ่งดอกหญ้าที่เขาชอบถ่ายรูปกันอ่ะ ....นั่งรถเมล์ไปประมาณชั่วโมงนึง ล่ะเดินอีกหน่อย"
นั่งรถเมล์ออกไปนอกเมืองได้ซักพัก คือตื่นเต้นมาก ทางเริ่มขึ้นเขาไปเรื่อยๆ และ หิมะก็เริ่มตก ตกแบบตกจริงๆจังอ่ะ เหมือนในหนัง กระเหรี่ยงสองคนก็แบบ โอ้ยยยยยย ดีเว่อร์ ไม่เคยเจอหิมะตกเยอะขนาดนี้มาก่อน ... ดีใจได้ซักพักนังรถเมล์เลยป้ายจร้าาาาาา ก็เลยนั่งรถเมล์ย้อนกลับ จนถึงป้ายที่ต้องลง คือแปลกมาก ป้ายตรงนั้น คือขอใช้คำบรรยายว่า เคว้งคว้าง อ้างว้าง ไกลโพ้น ละหนาวมาก
เพื่อน : "ไหนคาเฟ่ ???"
เรา : "ไม่รู้ map บอกเดินไปอีกโลครึ่ง" // แต่ตรงนั้นไม่มีอะไรเลยนะ ยังไงก็เดินไม่ได้ ล่ะกาศหนาวมากด้วย


รอยเท้าตรงหิมะคือของเราสองคน เคว้งคว้างมากไม่มีใครสักคน
แต่ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี ผ่านไป 15 นาที มี taxi ผ่านมา เอา map ให้ลุงแท็กซี่ดู ลุงดูล่ะก็บ่นโวยวายๆ คุยกันภาษามือ รู้เรื่องประมาณว่า ร้านมันอยู่อีกฝั่งถนน บลาๆ (ถนนตรงนั้นคล้ายๆเป็นทาง highway อ่ะ อารมณ์ หาทาง u turn ไปอีกฝั่งไกล .... อันนี้ก็มโนนะไม่รู้เข้าใจกันถูกไหม)
ลุงเรียกค่า taxi 5 หมื่นวอน เราก็เออไปเถอะ หนาวจะตายอยู่แล้ว
สรุปจริงๆ ลุงขับไปนิดนึง เลี้ยวลงอุโมง ถึงอีกฝั่งเลย ลุงจอดตรงลานหิมะในรูป ทิ้งเราไว้ตรงนั้น พร้อมมิเตอร์ขึ้นว่า 3500 กว่าวอน แต่ลุงเอาเงินไป 5 หมื่น และชี้ๆตรงไปว่าร้านอยู่ทางโน้นนนนนนนนนนนนนนนน

ล่ะก้เดินมาเรื่อยๆๆๆๆ ทางโน้นนนนนนนนโน้นไง เจอร้านแล้ววววว

อ่ะ ! อยากรู้ล่ะอ่ะดิ ร้านมันดียังไง .....
Saebul .... เป็นโรงแรมเก่าล่ะเอาเปลี่ยนมาทำเป็นคาเฟ่ สวยมาก แต่ location คือ นรกแตกมาก นั่งในร้านไปซักพัก ถึงได้รู้ว่า ร้านนี้มีแต่คนเกาหลีมา ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย คนที่มาทุกคนคือขับรถกันมา เพราะแค่จากถนน เข้ามาถึงร้านก็เป็นกิโลแล้ว แต่มีกระเหรี่ยงสองคน เดินลุยเท้าเปล่ากันเข้ามา และโดน taxi หลอก แต่เพื่อของกินและรูปสวยๆพวกเราทำได้



ร้านบรรยากาศดีจริง มาถึงล่ะลืมเหนื่อยเลย
กาแฟดี ขนมอร่อย ครัวซองครีมสดสตอเบอรี่ คือ fresh มาก ครีมไม่หวาน ไม่เลี่ยน สตอเบอรี่สด ทาร์ตไข่หอมๆมันๆ
จากการเป็นผู้ประสบภัยหลง และ ประสบภัยหนาวมาก มาอยู่ในร้านอุ่นๆ กินขนม จิบกาแฟ มองวิว โอ้ยยยยยยยยย take me back there now !!!!!


กินกาแฟเสร็จก็มาเดินเล่นซะหน่อย
เดินตรงที่ไม่ใช่ทางเดินอ่ะ ก้ไปเจอคอกมาอันนี้ ย่ำๆไป หิมะสูงเท่าข้อเท้า

และนี่คือจุดมุ่งหมายที่อยากมา เคยเห็นไหมที่เวลาเขามาเจจูล่ะเขาถ่ายรูป

กหญ้ากัน มันคือที่นี่แหละ
เห็นลาดจอดรถไหม ใช่แล้ว ปกติเขาต้องขับรถกันมา มีแต่เรานี่แหละเดินมา 5555

ในวันเดียวกันนั้น เราก็ข้ามมาฝั่งทะเลกันบ้าง ..... เพื่อไปอีกคาเฟ่
Monsant cafe คือคาเฟ่ริมทะเล เอกลักษณ์คือ ทั้งร้านจะเป็นกระจก

เพราะว่ากินกาแฟมาแล้วตอนเช้า ก็เลยลองสั่ง royal milk tea อร่อยมาก หอมๆชา และไม่หวานเกินไป แก้หนาวได้ดีเลย

หลังจากนั้นขณะที่มาที่ชายทะเล ร้านอาหารหรูๆดีๆเต็มไปหมด
แต่เพราะเราเดินเท้า เดินไปเดินมาไปเจอร้านอาหารร้านนึง ถ้าไม่สังเกตุคงไม่เห็น ก็เห็นคนมุงๆ อาหารหน้าตาเป็นไงก้ไม่รู้ แต่คนเยอะเลยลองเดินเข้าไปดู

สรุปร้านมีเมนูเดียวคือ บะหมี่เกาหลีต้มกับน้ำซุป พวกหอยกุ้งปูต่างๆๆๆๆ คือฟินเว่อร์ ฟินมาก
กิมจิร้านเจ๊ กินกับบะหมี่คือคือดีงาม แต่เจ๊ดุมากไม่กล้าตักเยอะ

เอ้า ดูกันชัดๆ
ปูเน้นๆ กุ้งเน้นๆ

ในความอร่อยก็ยังไม่มีความทรหดซ่อนอยู่ ร้านอาหารเจ๊ คือเป็นกำแพงหินล้อรอบไว้ และเป็นร้านกลางแจ้งไม่มีหลังคา คือตลอดการกิน และการรออาหารร่วม กว่าชั่วโมง คือ อยู่กลางแจ้ง อากาศติดลบจร้าาาาาาา ( ร้านชื่อ nolman )
.
.
.
มื้อปิดท้ายเจจู ขอปิดท้ายด้วย จานนี้ "โพซัม"
เป็นหมูสามชั้นหอผัก กินกับกิมจิ
กิมจิร้านนี้ไม่ใช่กิมจิธรรมดาเพราะเป็นกิมจิที่เผ็ดกว่าปรกติ และเค้าใส่หอยนางรมเข้าไปด้วย ตอนกินก็กินห่อรวมกันเข้าไปหมดเลย รสชาติคือแบบสุด ทุกอย่างลงตัว เหมาะสมต่อการปิดทริปเจจูที่ดี


.
.
.
.
.
Jeju Island
คือที่ที่ดีมาก ของกินอร่อยมาก ที่เที่ยวเยอะ ยังมีอีกหลายที่ อยากไป แต่เราสองคนยังมีภาระกิจ ต้องไป count down และตามล่าหาของกินที่ seoul อีก
แต่วันนี้เหนื่อยแล้ววววววววววว พักเท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาต่อpartโซลคราวหน้านะ นี่เจจูแค่ 2 วัน ....อยู่โซลอีก 5 วันไว้ตามมาดูกันว่าพวกเรากินอะไรไปบ้าง
(อาจไม่ได้ลงmapละเอียด แต่ใครอยากรายละเอียดเพิ่มหลังไมค์มาได้)
[CR] Jeju - Seoul 2019 กินแหลก 7 วันแบบคนเกาหลี ร้านอาหารลับๆ คาเฟ่ใหม่ๆ เจจู-โซล
"ไปวันไหน ?"
"28 Dec กลับ 5 Jan..... ไปแบบ กินๆ นอนๆ นะชิลๆ"
"เอออออออ ไป!"
"จองตํ๋วเลยนะ....."
"จองก่อน เดี๋ยวกูจองตาม!"
.
.
.
"กดแล้ว !!!"
"กดแล้วเหมือนกัน...เจอกันเกาหลี !!!"
"นั่งหาด้วยว่าอยากกินอะไรบ้าง"
ทริปนี้เป็นทริปกินจริงๆ พยายามหาแต่ที่เป็นร้านดังๆ local ...โดยเข้า web เกาหลีและใช้ google translate เอา
กระทู้นี้อยากเล่าให้ฟังเฉยๆว่าไปกินอะไรมากบ้างอร่อยขนาดไหน แต่อาจไม่ได้บอกพิกัดละเอียดว่าไปยังอะไรยังไงมากมาย คิดว่าความสนุกของการไปเที่ยวมันคือเวลาที่เราได้บุกๆ ลุยๆ หลงๆ หรือแม้กระทั่ง นั่งรถเมล์เลยป้าย และโดนแท็กซี่โกง
เอ้าเริ่ม !!!
"นี่ๆ ก่อนไป count down ที่ seoul ไปเจจูกันมะ ของกินอร่อย"
"ได้หมด ไปสิๆ"
มื้อแรกที่เจจู ..... ต้องบอกว่า หม้อไฟทะเล คือเหตุผลที่เรายอมหอบร่างมาถึงเจจูเลยก็ว่าได้ เราเคยมาเจจูครั้งนึงแล้ว แล้วได้กินหม้อไฟซุปทะเลใส่หอย abalone หรือหอยเป๋าฮื้อ แล้วติดใจมาก จนต้องมาอีกครั้ง
เมนูหม้อหอยนี่มีแค่ไซร์ สำหรับ 3 คน หรือ 4 คน ไปกัน2คน เลยได้หม้อสำหรับ3 คนมา พอมาเสริฟ์ คือตื่นตาตื่นใจสุด เป่าฮื้อและปลาหมึกยังเป็นๆ ดิ้นๆ ( ใครทนไม่ไหว ตอนกินแนะนำให้นั่งเล่นมือถือไป..... แต่ recommendว่ายังไงก็ต้องลอง )
ในหม้อยังมี หอยตลับ กุ้ง ปู อีก ให้เยอะมากก
อาหารสดมาก ไม่ต้องจิ้มอะไรก็ได้ แต่ถ้าพกซีฟู้ดมาด้วยจะสุดไปอีก
เด่นสุดเลย คือ เป่าฮื้อ สด หอม นุ่มกรึบๆ
ปกติไปร้านอาหารจีนกินเป่าฮื้อคนละตัวก็เยอะละ มันแพง แต่นี่คือให้มาแบบเยอะ
กินจนถามกันว่า “นี่ใต้หม้อมันinfinity ป่าววะ กินเท่าไหร่ก็ไม่หมด”
หม้อนี้ 1800 บาท แต่กินจนแบบเดินไม่ไหว
เอาเป็นว่า มาเจจู แค่มากินนี่ก็คุ้มต่าตั๋วละ
(ร้าน: Daewonga)
หลังกินซุปทะเลก็ต้องหาอะไร ล้างปากซะหน่อย เค้าบอกว่ามาเจจูต้องกินส้ม กินธรรมดาคงน่าเบื่อไป เลยมาเก็บจากต้นเลยแล้วกัน
ร้านที่มาเป็นคาเฟ่ส้ม นั่งรถเมล์ออกมานอกเมือง ล่ะเดินต่ออีกนิด (ประมาณ 2 กิโลเมตร เรียกนิดไหม 555.... ถือว่าเดินย่อย ให้ซุปทะเลเรียงตัวกันในท้อง) เดินธรรมดาโลกก็คงไม่จำอีก .... ช่วงที่ไป เป็นช่วงปีใหม่ อากาศหนาวมากประมาณ -4 องศา เดินไป สั่นไป ในที่สุดก็มาถึง
Jeju a geubat เป็นคาเฟ่ส้ม ที่มีเครื่องดื่มต่างๆ ที่มีส่วนผสมมาจากส้มสดๆ ไม่ว่าจะเป็น กาแฟส้มก็มี
นอกจากความ cozy ของร้านที่ต้องมาลองสัมผัสด้วยตัวเอง(ถ้าหาร้านเจอนะ)
Highlight ของร้านก็อยู่ที่หลังร้านจะมี ให้เก็บส้มสดๆจากต้นกินเลย
แต่ไม่ใช่เก็บกันได้ฟรีๆ อยู่ๆจะไปดึงส้มเขาจากต้นไม่ได้เด้อ....
เราต้องจ่ายค่าเก็บส้มก่อน ถ้าจำไม่ผิด คนนึงเก็บได้คนล่ะกิโล พอจ่ายตังปุป เค้าก็จะให้อุปกรณ์เรามา มีถังใส่ส้ม กับครีมตัดส้ม พร้อมสอนวิธีตัด
เก็บเสร็จ ก็มือชา หน้าแข็งกันไป .... เข้ามาหนีหนาวซะหน่อย สั่งน้ำส้มคั้นสดมากิน
เห็น ขนมปังทาแยมส้มไหม ? คือแยมส้มอร่อยจนแบบ เกิดมาไม่เคยกินแยมส้มที่ไหนอร่อยเท่านี้ ปกติแยมส้มกระป๋องจะเหม็นๆ ปลอมๆ
....อันนี้คือ กินเข้าไปปุป สดชื่นมาก อยากขนแยมส้มกลับบ้านมาด้วย
ไปๆมื้อต่อไป มื้อเย็นขอกิน ของดีอีกอย่างนึงของเจจู คือหมูดำ (ของดีอีกแล้ว ทำไมของดีมันเยอะจัง.....(ก็แน่นอน ไม่งั้นไม่มาหรอก)
ร้านหมูดำย่าง Donsadon ชื่อดังที่เจจู ดูmapบอก10 mins by bus จากในเมีอง แล้วเดินต่ออีกนิดหน่อย พอลงรถมา พูดกับเพี่อนว่า “เรามาทำอะไรที่นี่วะ”
บรรยากาศแบบรอบๆคือไม่มีตึกใดๆ ไฟก็มืด ใจคือคิดว่า ร้านอาหารดังๆ จะอยู่ตรงนี้จริงหรอ แต่ก็ตัดสินใจเดินตาม map จากป้ายรถเมล์ไปร้านอาหาร
ระหว่างทางก็มืด กลัวโจรมาก ....เดินไปซักพัก เห็นไฟร้านอาหารไกลๆ แบบ out of no where มากๆ
พอเดินถึงร้าน เปิดประตูเข้าไป โอ้โหคนรอคิว เยอะมากจร้าาาาาา 20 30 คิว มีแต่คนเกาหลี มองหน้ากันแบบรอไม่รอ สุดท้ายก็รอ
ความตื่นเต้นก็เริ่มตั้งแต่ตอนรอคิว ร้านมัน local มาก พนักงานไม่พูดภาษาอังกฤษ ตอนไปจองคิว ก็เดินไปเขียนชื่อที่สมุด เขาก็เรียกเลขไล่ไปเรื่อยๆ นี่ก็กลัวหลุดคิว ฟังเกาหลีไม่ออก ต้องคอยไปชะเง้อดู ว่าถึงเลขตัวเองรึยัง .... รอไป 1 ชั่วโมง สุดท้ายก็ถึงเวลากิน
สั่งหมูดำสามชั้นกับหมูดำสันใน และซุปกิมจิ !!!
พอได้กินคำแรกเท่านั่นละ โอโฮ้ๆๆลืมความยากลำบากของการมาร้านทั้งหมด เป็นหมูย่างเกาหลีที่แบบดีย์มาก อธิบายลำบาก รสชาติหมูเปล่าๆจิ้มเกลิอ คือjuicyและมีรสชาติเอกลักษณ์ของมันเอง หั่นหนายังไงก็นุ่มมม
ที่สุดแห่งหมูเกาหลี อร่อยจนกินหมูย่างเกาหลีที่อื่นไม่อร่อยอีกต่อไป ราคาแพงกว่าหมูย่างปกตินิดหน่อย แต่คุ้มคือมาเจจูต้องไปกิน
เช้าวันที่สอง.....
คุยกันว่า วันนี้ชิลๆ เนอะไป ค่าเฟ่
เรา : "อยากไปคาเฟ่นึงสวยดี ล่ะข้างๆ มีทุ่งดอกหญ้าที่เขาชอบถ่ายรูปกันอ่ะ ....นั่งรถเมล์ไปประมาณชั่วโมงนึง ล่ะเดินอีกหน่อย"
นั่งรถเมล์ออกไปนอกเมืองได้ซักพัก คือตื่นเต้นมาก ทางเริ่มขึ้นเขาไปเรื่อยๆ และ หิมะก็เริ่มตก ตกแบบตกจริงๆจังอ่ะ เหมือนในหนัง กระเหรี่ยงสองคนก็แบบ โอ้ยยยยยย ดีเว่อร์ ไม่เคยเจอหิมะตกเยอะขนาดนี้มาก่อน ... ดีใจได้ซักพักนังรถเมล์เลยป้ายจร้าาาาาา ก็เลยนั่งรถเมล์ย้อนกลับ จนถึงป้ายที่ต้องลง คือแปลกมาก ป้ายตรงนั้น คือขอใช้คำบรรยายว่า เคว้งคว้าง อ้างว้าง ไกลโพ้น ละหนาวมาก
เพื่อน : "ไหนคาเฟ่ ???"
เรา : "ไม่รู้ map บอกเดินไปอีกโลครึ่ง" // แต่ตรงนั้นไม่มีอะไรเลยนะ ยังไงก็เดินไม่ได้ ล่ะกาศหนาวมากด้วย
แต่ในความโชคร้าย ยังมีความโชคดี ผ่านไป 15 นาที มี taxi ผ่านมา เอา map ให้ลุงแท็กซี่ดู ลุงดูล่ะก็บ่นโวยวายๆ คุยกันภาษามือ รู้เรื่องประมาณว่า ร้านมันอยู่อีกฝั่งถนน บลาๆ (ถนนตรงนั้นคล้ายๆเป็นทาง highway อ่ะ อารมณ์ หาทาง u turn ไปอีกฝั่งไกล .... อันนี้ก็มโนนะไม่รู้เข้าใจกันถูกไหม)
ลุงเรียกค่า taxi 5 หมื่นวอน เราก็เออไปเถอะ หนาวจะตายอยู่แล้ว
สรุปจริงๆ ลุงขับไปนิดนึง เลี้ยวลงอุโมง ถึงอีกฝั่งเลย ลุงจอดตรงลานหิมะในรูป ทิ้งเราไว้ตรงนั้น พร้อมมิเตอร์ขึ้นว่า 3500 กว่าวอน แต่ลุงเอาเงินไป 5 หมื่น และชี้ๆตรงไปว่าร้านอยู่ทางโน้นนนนนนนนนนนนนนนน
ล่ะก้เดินมาเรื่อยๆๆๆๆ ทางโน้นนนนนนนนโน้นไง เจอร้านแล้ววววว
อ่ะ ! อยากรู้ล่ะอ่ะดิ ร้านมันดียังไง .....
Saebul .... เป็นโรงแรมเก่าล่ะเอาเปลี่ยนมาทำเป็นคาเฟ่ สวยมาก แต่ location คือ นรกแตกมาก นั่งในร้านไปซักพัก ถึงได้รู้ว่า ร้านนี้มีแต่คนเกาหลีมา ไม่มีนักท่องเที่ยวเลย คนที่มาทุกคนคือขับรถกันมา เพราะแค่จากถนน เข้ามาถึงร้านก็เป็นกิโลแล้ว แต่มีกระเหรี่ยงสองคน เดินลุยเท้าเปล่ากันเข้ามา และโดน taxi หลอก แต่เพื่อของกินและรูปสวยๆพวกเราทำได้
ร้านบรรยากาศดีจริง มาถึงล่ะลืมเหนื่อยเลย
กาแฟดี ขนมอร่อย ครัวซองครีมสดสตอเบอรี่ คือ fresh มาก ครีมไม่หวาน ไม่เลี่ยน สตอเบอรี่สด ทาร์ตไข่หอมๆมันๆ
จากการเป็นผู้ประสบภัยหลง และ ประสบภัยหนาวมาก มาอยู่ในร้านอุ่นๆ กินขนม จิบกาแฟ มองวิว โอ้ยยยยยยยยย take me back there now !!!!!
กินกาแฟเสร็จก็มาเดินเล่นซะหน่อย
เดินตรงที่ไม่ใช่ทางเดินอ่ะ ก้ไปเจอคอกมาอันนี้ ย่ำๆไป หิมะสูงเท่าข้อเท้า
เห็นลาดจอดรถไหม ใช่แล้ว ปกติเขาต้องขับรถกันมา มีแต่เรานี่แหละเดินมา 5555
ในวันเดียวกันนั้น เราก็ข้ามมาฝั่งทะเลกันบ้าง ..... เพื่อไปอีกคาเฟ่
Monsant cafe คือคาเฟ่ริมทะเล เอกลักษณ์คือ ทั้งร้านจะเป็นกระจก
เพราะว่ากินกาแฟมาแล้วตอนเช้า ก็เลยลองสั่ง royal milk tea อร่อยมาก หอมๆชา และไม่หวานเกินไป แก้หนาวได้ดีเลย
หลังจากนั้นขณะที่มาที่ชายทะเล ร้านอาหารหรูๆดีๆเต็มไปหมด
แต่เพราะเราเดินเท้า เดินไปเดินมาไปเจอร้านอาหารร้านนึง ถ้าไม่สังเกตุคงไม่เห็น ก็เห็นคนมุงๆ อาหารหน้าตาเป็นไงก้ไม่รู้ แต่คนเยอะเลยลองเดินเข้าไปดู
สรุปร้านมีเมนูเดียวคือ บะหมี่เกาหลีต้มกับน้ำซุป พวกหอยกุ้งปูต่างๆๆๆๆ คือฟินเว่อร์ ฟินมาก
กิมจิร้านเจ๊ กินกับบะหมี่คือคือดีงาม แต่เจ๊ดุมากไม่กล้าตักเยอะ
เอ้า ดูกันชัดๆ
ปูเน้นๆ กุ้งเน้นๆ
ในความอร่อยก็ยังไม่มีความทรหดซ่อนอยู่ ร้านอาหารเจ๊ คือเป็นกำแพงหินล้อรอบไว้ และเป็นร้านกลางแจ้งไม่มีหลังคา คือตลอดการกิน และการรออาหารร่วม กว่าชั่วโมง คือ อยู่กลางแจ้ง อากาศติดลบจร้าาาาาาา ( ร้านชื่อ nolman )
.
.
.
มื้อปิดท้ายเจจู ขอปิดท้ายด้วย จานนี้ "โพซัม"
เป็นหมูสามชั้นหอผัก กินกับกิมจิ
กิมจิร้านนี้ไม่ใช่กิมจิธรรมดาเพราะเป็นกิมจิที่เผ็ดกว่าปรกติ และเค้าใส่หอยนางรมเข้าไปด้วย ตอนกินก็กินห่อรวมกันเข้าไปหมดเลย รสชาติคือแบบสุด ทุกอย่างลงตัว เหมาะสมต่อการปิดทริปเจจูที่ดี
.
.
.
.
Jeju Island
คือที่ที่ดีมาก ของกินอร่อยมาก ที่เที่ยวเยอะ ยังมีอีกหลายที่ อยากไป แต่เราสองคนยังมีภาระกิจ ต้องไป count down และตามล่าหาของกินที่ seoul อีก
แต่วันนี้เหนื่อยแล้ววววววววววว พักเท่านี้ก่อน เดี๋ยวมาต่อpartโซลคราวหน้านะ นี่เจจูแค่ 2 วัน ....อยู่โซลอีก 5 วันไว้ตามมาดูกันว่าพวกเรากินอะไรไปบ้าง
(อาจไม่ได้ลงmapละเอียด แต่ใครอยากรายละเอียดเพิ่มหลังไมค์มาได้)
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้