ทำยังไงให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข

ขอบอกก่อนว่าเรามีความรู้สึกนี้มาประมาณ1ปีกว่าๆแล้ว ตัวเราอายุ16 คือเราเกิดในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะไม่ได้ถือว่ารวย(แต่คนรอบข้างบอกว่ารวย)พ่อกับแม่เราทำงานประจำกับทำธุรกิจส่วนตัว พ่อเราทำงานอยู่ต่างจังหวัดกลับบ้านเดือนละ2-3ครั้งเราอยู่กับแม่มากกว่าแต่เนื่องจากแม่เราทำงานหนักเวลาเรามีปัญหาอะไรเราไม่ค่อยได้แชร์กับพ่อแม่เพราะเรากลัวเขาเครียดส่วนมากเราจะคุยกับเพื่อนสนิทมากกว่า ปัญหามันเริ่มจากประมาณกลางปี60พอดีตอนนั้นเราจะต้องย้ายรร. ไปต่อม.4 พ่อกับแม่เราอยากให้ไปต่อรร.วิทย์คณิตแถวๆปริมณฑล(ไม่บอกชื่อ มีมหาลัยในตัว)แต่เราอยากไปต่อศิลป์คำณวน รร.เอกชน ชายล้วน เครือจตุ แต่พ่อกับแม่เราไม่เห็นด้วยอ้างค่าเทอม,ค่ากิน,ค่าแปะเจี้ย นู้นนี้ เราก็บอกเหตุผลของเราที่ไม่อยากเข้าวิทย์คณิต เพราะว่าเราไม่เก่งวิทย์ เราไม่อยากกดเกรดตัวเอง เพราะท่าให้เราทนเรียนวิทย์คณิตยังไงเกรดจบก้ออกมาแย่อยู่ดีถึงเราจะเก่งวิชาอื่นมากแต่วิทย์คณิตมันดึงเกรดวิชาอื่น ด้วยความที่พ่อกับแม่เราจบสายวิทย์คณิตมาและเขาก็ประสบความสำเร็จในชีวิตมากเขาก็สบประม่าเราว่าเรียนศิลป์คำณวนจบไปทำไรกิน ตอนนั้นเราโกรธมากเราจึงไปสมัครโครงการแลกเปลี่ยนแต่ไม่ได้คิดที่จะไปจริงๆ ตอนเราไปสอบ รร.วิทย์คณิต เราก็กล้าพูดว่าเราเตรียมตัวดี เราเรียนพิเศษเยอะมากตอนนั้นเพราะเราก้เข้าใจว่าพ่อกับแม่คงคาดหวังเยอะเหมือนกันตอนออกจากห้องสอบ พ่อกับแม่ก็ถามเราว่าทำได้ไหม เราก็ตอบตามตรงว่าไม่ได้ ไม่ตรงกับที่ไปเรียนมาและไม่ตรงกับที่อ่าน ตลอดทางกลับบ้านเราก็โดนพ่อกับแม่ว่าตลอดทาง ตอนนั้นเราเสียใจมากเราพยายามเต็มที่แล้วแต่เราก็ไม่ได้แสดงออกว่าเราเศร้า ประกอบกับก่อนเราไปสอบเราทำกิจกรรม รร.เยอะมาก เพราะเราจะเก็บportfolio ทำให้เราไม่ค่อยได้คุยกับพ่อ แม่ เลยทำให้เหมือนมีระยะห่างกับพ่อแม่ ตอนแม่เรารู้ว่าเราสอบไม่ติดเขาก็ว่าเรานะว่าเพราะเรานะว่าเราพยายามไม่เต็มที่ นู้นนั้นนี่ เราบอกเลยว่าตอนนั้นเราเสียใจมากตอนนั้น เราทำหลายอย่างมาก ทั้งงานรร.,เรียนพิเศษ,เตรียมสอบ เราเครียดมากช่วงนั้น แต่อาจจะผิดที่เราด้วยเพราเวลาเราเครียดหรือมีปัญหาอะไรเราไม่ค่อยบอกกับพ่อแม่ ถึงบอกก็ไม่ได้บอกหมด100% ตอนนั้นกราฟชีวิตเราไม่มีความสุขเลยเรารู้สึกหมดค่ามากเราทะเราะกับพ่อกับแม่ เรารู้สึกไม่อยากกลับบ้าน เราพูดกลับเพื่อนสนิทเราว่าเราไม่มีความสุข,เราเศร้า เพื่อนเราก็ปลอบเราว่าคนอื่นชีวิตเขาแย่กว่าเราอีกนะ เกิดมาบ้านยากจน ไม่มีชีวิตดีๆแบบหรอก แต่ตอนนั้นเรารู้สิกอิจฉาเด็กขายพวงมาลัยข้างทางอะ เราก้ไม่รู้ว่าตอนนั้นเราคิดอะไร แต่เราไปกินอาหารญี่ปุ่นจานละหลายร้อยกับพ่อแม่แล้วข้างนอกเราเห็นเด็กที่เล่ห์ขายพวงมาลัย เรารู้สึกว่าทำไมรอยยิ้มเขามันดูมีความสุขจังแค่เขาขายพวงมาลัยได้1พวงราคาไม่กี่บาท แต่เราสิรอยยิ้มที่เรายิ้มออกไปให้พ่อมแม่เรา มันเป็นรอยยิ้มที่เราแสร้งขึ้นมาว่าเรามีความสุข เขาใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีราคา เราใส่เสื้อผ้าตัวละ2-3พันกระเป๋าใบละหมื่น แต่เราไม่มีความสุขเลย ตอนนั้นเราร้องไห้ทุกคืน ประกอบกับตอนนั้นผลประกาศนักเรียนแลกเปลี่ยนออก เราสอบติดแม่เราก้เลยบอกให้เราไป แต่เราไม่อยากไป(เราก็บอกแม่ว่าแค่ไปสอบเฉยๆไม่ได้อยากไปมันเปลืองเงิน)แม่เราก็บังคับให้เราไป เราก็บอกว่าเอาเงินที่ไปแลกเปลี่ยนมาจ่ายค่าเทอมรร.ที่เราอยากเข้าดีกว่า ตอนที่เราจะไปสอบรร.ที่เราอยากเข้า พ่อ กับ แม่เราไม่มีใครมาส่งเลย ไม่ว่าจะรอบสัมภาษณ์ หรือ สอบข้อเขียน สอบสัมภาษณ์เราต้องไปกับอา ก่อนรอบสอบข้อเขียนเรารู้สึกไม่มีกำลังใจเราต้องโทรไปข้อร้องพ่อให้อย่างน้อยก็มาส่งเราเข้าห้องสอบเถอะ ขากลับเราก็ต้องกลับเอง(สงสารตัวเอง55)หลังจากนั้นเราออกมาอยู่คอนโดเพราะมันใกล้ที่เรียนพิเศษมากกว่าบ้านเรา ตอนผลประสอบออก เราดีใจมากที่เราสอบติดเราโทรไปบอกพ่อเรา แต่สิ่งที่พ่อเราพูดมันกลับเป็นแผลที่อยู่ในใจเรา ไม่ว่าพ่อจะขอโทษกี่ครั้งเราก็ลืมไม่ได้ พ่อเราบอกว่า ท่าป๊าไม่เขียนแปะเจี๊ยคิดว่าจะติดหรอ,ยังไงก็ไม่ให้เรียนหรอกศิลป์-คำณวน,สักวันจะรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่อะคิดผิด ตอนนั้นความรู้สึกเราdownมากแบบไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เขาเอาความรู้ของเราไปเปรียบเทียบกับเงิน เรารู้นะว่าเราไม่ได้เก่งเท่าพ่อแต่เราไม่ชอบการที่มาตีราคาบนตัวเรา สุดท้ายเราก็ไปแรกเปลี่ยนที่เมกาเป็นการบินมาต่างประเทศครั้งแรกที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรเลย ตอนนี่เราอยู่เมกามา4เดือนแล้ว เรายังหาความสุขที่นี่ไม่ได้เลย ล่าสุดที่เราคุยกับแม่แม่เราก็ไม่อนุญาติให้เราย้าย เราไม่รู้ว่าเราต้องพูด ต้องแสดงออกยังไง ให้เขาเข้าใจเรา เราเหนื่อยมาก เราไม่อยากกลับไปละต้องอยู่ในรร.เก่าเรา เนื่องจากรร.เก่าเราเรียนฝั่งอินเตอร์แต่มันไม่มีคุณภาพเท่าไหร่ ปล่อยเกรดเยอะมาก เรามีความฝันว่าเราอยากเข้าเรียนอักษรจุฬาแต่ท่ารร. เราปช่อยเกรดเยอะขนาดนี้เราจะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบ ตอนอยู่ไทยเราได้แต่วิชาภาษาอังกฤษ(เพราะมันอินเตอร์ไง)วิชาอื่นเราต้องไปเรียนเสริมข้างนอก ไม่ใช่เพราะฟังไม่รู้เรื่องแต่สิ่งที่เขาสอนไม่ตรงกับที่เด็กรร.อื่นเรียน(อาจจะเพราะคนละระบบกัน)
**อีกหนิดนะ
**เราเป็นตุ๊ดแต่ไม่เคยบอกกับที่บ้านแต่เราไม่ได้ปิดนะ อยู่บ้านกับรร. สาวเหมือนกัน
**เรามีพี่ชายหนึ่งคนอยู่ปีสองตอนม.ปลายค่อนข้างเกเร พ่อกับแม่เลยเอาความกดดันที่บอกว่าหวังดี มาลงกับเรา
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่