เราเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรักและชีวิตคู่ที่แย่สุดๆ เหมือนเป็นจุดต่ำสุดของชีวิต จนเรารู้สึกเข็ดขยาด ไม่ไว้ใจใครง่ายๆอีก และมีมุมมองที่เปลี่ยนไปคือ มองแบบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม คือ
"ถ้าไม่มีความรัก ก็จะไม่เจ็บ"
เราใช้เวลารักษาแผลใจ โดยมีครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างเสมอ นานหลายปี จนเราเริ่มชินกับความโสด มีใครเข้ามาจีบ ใจเราแรกเริ่มก็ปฏิเสธ เพราะเรายังยึดติดอุดมการณ์ของเรา "ไม่รักก็ไม่เจ็บ" แต่คนในครอบครัว ไม่อยากให้เราปิดโอกาสตัวเองแบบนั้น พยายามให้ความเห็นว่า
"ถ้าเจอะรักแท้ ก็ไม่เจ็บนะ"
.....แต่มันเหมือนฝังชิพลงในหัวเราไปแล้วว่า......
"รักแท้ไม่มีอยู่จริง"
เราทดลองคบหา คุยกับคนที่เข้ามาจีบ แต่ไม่เกิน 1 ปี ก็มีอันปิดประตู มีคนเข้ามาทุกปี ก็ใช้เวลาไปปีละคน ชิพเราก็ยิ่งฝังแน่นในหัว และคิดว่าโสดก็ดีอยู่แล้ว จะเสียเวลาวนเวียน เริ่มต้น-จบ แบบนี้ไปทำไมเรื่อยๆ
จนมาถึงวันที่เราได้รู้จักกับแฟนคนปัจจุบัน เขาเป็นฝรั่งอายุน้อยกว่าเรา 6 ปี เขาแสดงออกถึงความจริงใจ รักและใส่ใจเรา เขาเป็นคนตรง พูดตรง แสดงออกความรู้สึกชัดเจน เปิดเผย เราคุยกันเยอะเพื่อศึกษาทัศนคติของกันและกัน ถ้ามองจากมุมมองทางความคิด ความมีศีลธรรม เรา 2 คนจะมีระดับศีลธรรมที่ใกล้เคียงกัน คิดเห็นไปทางเดียวกัน ไม่แตกต่างแม้จะคนละภาษา วัฒนธรรม เราเหมือนเจอตัวเราเองในร่างผช.ฝรั่งคนนี้
แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนหน้าตาดีมาก รูปร่างสูงเด่น และเราอยู่ต่างจังหวัด ฝรั่งก็จะค่อนข้างโดดเด่น เป็นที่ได้รับความสนใจมากๆจากคนรอบกาย ปีแรกๆเราก็ทะเลาะกันบ่อยเพราะมีผญ.ติดต่อเข้าหาเขาเป็นประจำ อยากรู้จัก อยากเป็นแฟน เป็นกิ๊ก อยากมีลูกครึ่งหน้าตาดีแบบเขาสารพัด เราไม่มีความไว้ใจเลย เพราะเรารับรู้ได้ตลอดเวลาที่ไปไหนด้วยกัน สายตาสาวๆทุกนางจะพุ่งไปที่แฟนเรา ส่งยิ้ม หลิ่วตา คิกคัก แอบเอามือถือถ่ายรูปแฟนเรา สะกิดเพื่อนสาวๆในกลุ่มให้หันมามอง แม้เราจะนั่งอยู่ด้วยหรือเดินด้วยกันก็เหมือนธาตุอากาศ ถ้าเราไม่ได้ไปด้วย สาวๆก็จะเข้ามาขอถ่ายรูปกับแฟนเรา รูปคู่บ้าง รูปรวมกลุ่มกันทั้งก๊วนบ้าง แล้วไปลงเฟส ลง IG แทคแฟนเรา ร้ายสุดคืออินบอกซ์ส่งรูปเปลือยตัวเองมายั่วแฟนเรา ชวนคุยสนทนา หาเรื่องคุยไปเรื่อยๆกับแฟนเรา แม้แฟนเราจะแจ้งไปแล้วว่ามีแฟนแล้ว สเตตัสก็มีระบุในเฟส แต่สาวๆก็ทำเหมือนไม่แคร์
เรื่องเหล่านี้เข้ามาบ่อยมากๆ แม้เราจะทราบว่าแฟนเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่เราก็ไม่ชอบ และระแวงว่าแฟนเราอาจจะวอกแวกได้ เพราะเสนอกันขนาดนี้ เราทะเลาะกันบ่อย จนแฟนเราปิดเฟสไปก็หลายครั้งเพื่อตัดปัญหา แต่ก็กลับมาเปิดใช้ใหม่อยู่ดี เพราะยังต้องใช้ติดต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
ปีแรกที่คบกัน เป็นปีที่ผลัดกันท้าเลิกบ่อยสุดๆ ร้องไห้มากสุด คิดจะเลิกตลอด ชิพในหัวเรามันบอก นั่นงัย....ถ้าไม่รักก็ไม่ทุกข์แบบนี้.....แต่เหมือนเราสลัดกันไม่หลุด เมื่อไรฝ่ายนึงตัดใจท้าเลิก อีกฝ่ายก็ทำใจเลิกไม่ได้ สลับกันไปมา จนสุดท้ายเราก็เรียนรู้กันไปนานขึ้นเรื่อยๆ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์มากขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า เราห้ามสาวๆคนอื่น ไม่ให้ติดต่อแฟนเราไม่ได้ และเราจะขังเขาไม่ให้เกี่ยวข้องกับโลกโซเชี่ยลไม่ได้ แต่เราบอกเขาเสมอว่า เราจะไม่เป็นบ้า ถ้าสาวๆเหล่านั้นเสนอ แต่ยูไม่สนอง ก็จบ และควรให้เรารับรู้ เพราะถ้าปิดบังหรือแอบคุยกันเลยเถิด ยูจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะฉันจะราวีไม่ให้เป็นสุข ถ้าต้องการ peace ยูต้องมีขอบเขต อย่าล้ำเส้นเลยเถิด เขาเข้าใจและปฏิบัติตามที่ตกลงกัน
จนในที่สุด เราก็คบกันมาได้นานถึง 6 ปีอย่างราบรื่น ความระแวงเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ เพราะเขาทำให้เรามั่นใจในความซื่อสัตย์และจริงใจของเขา เราไม่เคยคิดว่า ตัวเราจะสามารถคบใครได้นานเกิน 2 ปี แต่ครั้งนี้ทำลายสถิติ คบได้นานถึง 6 ปี เพื่อนๆของเรามักถามว่าเมื่อไรจะแต่งงานกัน แต่ที่ผ่านมาเรายุ่งวุ่นวายกับหลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ จนเราไม่สามารถเอาเวลามาคิดเรื่องแต่งงาน นานวันเข้า เราเริ่มไม่มีความคิดเกี่ยวกับการแต่งงานเลย หลังๆพอมีคนถาม แฟนเราก็ชักไม่แน่ใจว่า เราจะอยากแต่งกับเขาหรือป่าว เพราะเราเฉยๆกับเรื่องแต่งงานมาก เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งที่เราก็รักกันดี เราไม่แน่ใจว่า การแต่งงานคือสิ่งที่ต้องทำหรือไม่ ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี เรื่องลูกตัดไปได้ เพราะเราตกลงกันว่าจะไม่มี หรือบางครั้งเราอาจยังกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต ถ้าเราไม่แต่งงานก็ไม่มีอะไรผูกมัด ถ้าวันใดวันนึงข้างหน้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็จะไม่มีอะไรให้ยุ่งยาก ถ้าถามความเห็นแฟนเรา เขาอยากแต่ง แต่เราเฉยๆ เราคิดว่าสาเหตุอาจมาจาก การที่เรากลัวการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่แต่งเราก็ไม่ต้องยุ่งยากกับชีวิตที่มีการผูกมัด อยากขอความเห็นจากเพื่อนๆหน่อยค่ะว่า เราควรแต่งงานหรือไม่ เรื่องอื่นๆมีพร้อมหมดแล้ว ทั้งงาน เงิน แต่การไม่มีลูก ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่เห็นความสำคัญของการแต่งงาน
คบกับแฟนมา 6 ปีแล้ว แต่ไม่มีความรู้สึกว่าต้องแต่งงาน
"ถ้าไม่มีความรัก ก็จะไม่เจ็บ"
เราใช้เวลารักษาแผลใจ โดยมีครอบครัวคอยอยู่เคียงข้างเสมอ นานหลายปี จนเราเริ่มชินกับความโสด มีใครเข้ามาจีบ ใจเราแรกเริ่มก็ปฏิเสธ เพราะเรายังยึดติดอุดมการณ์ของเรา "ไม่รักก็ไม่เจ็บ" แต่คนในครอบครัว ไม่อยากให้เราปิดโอกาสตัวเองแบบนั้น พยายามให้ความเห็นว่า
"ถ้าเจอะรักแท้ ก็ไม่เจ็บนะ"
.....แต่มันเหมือนฝังชิพลงในหัวเราไปแล้วว่า......
"รักแท้ไม่มีอยู่จริง"
เราทดลองคบหา คุยกับคนที่เข้ามาจีบ แต่ไม่เกิน 1 ปี ก็มีอันปิดประตู มีคนเข้ามาทุกปี ก็ใช้เวลาไปปีละคน ชิพเราก็ยิ่งฝังแน่นในหัว และคิดว่าโสดก็ดีอยู่แล้ว จะเสียเวลาวนเวียน เริ่มต้น-จบ แบบนี้ไปทำไมเรื่อยๆ
จนมาถึงวันที่เราได้รู้จักกับแฟนคนปัจจุบัน เขาเป็นฝรั่งอายุน้อยกว่าเรา 6 ปี เขาแสดงออกถึงความจริงใจ รักและใส่ใจเรา เขาเป็นคนตรง พูดตรง แสดงออกความรู้สึกชัดเจน เปิดเผย เราคุยกันเยอะเพื่อศึกษาทัศนคติของกันและกัน ถ้ามองจากมุมมองทางความคิด ความมีศีลธรรม เรา 2 คนจะมีระดับศีลธรรมที่ใกล้เคียงกัน คิดเห็นไปทางเดียวกัน ไม่แตกต่างแม้จะคนละภาษา วัฒนธรรม เราเหมือนเจอตัวเราเองในร่างผช.ฝรั่งคนนี้
แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนหน้าตาดีมาก รูปร่างสูงเด่น และเราอยู่ต่างจังหวัด ฝรั่งก็จะค่อนข้างโดดเด่น เป็นที่ได้รับความสนใจมากๆจากคนรอบกาย ปีแรกๆเราก็ทะเลาะกันบ่อยเพราะมีผญ.ติดต่อเข้าหาเขาเป็นประจำ อยากรู้จัก อยากเป็นแฟน เป็นกิ๊ก อยากมีลูกครึ่งหน้าตาดีแบบเขาสารพัด เราไม่มีความไว้ใจเลย เพราะเรารับรู้ได้ตลอดเวลาที่ไปไหนด้วยกัน สายตาสาวๆทุกนางจะพุ่งไปที่แฟนเรา ส่งยิ้ม หลิ่วตา คิกคัก แอบเอามือถือถ่ายรูปแฟนเรา สะกิดเพื่อนสาวๆในกลุ่มให้หันมามอง แม้เราจะนั่งอยู่ด้วยหรือเดินด้วยกันก็เหมือนธาตุอากาศ ถ้าเราไม่ได้ไปด้วย สาวๆก็จะเข้ามาขอถ่ายรูปกับแฟนเรา รูปคู่บ้าง รูปรวมกลุ่มกันทั้งก๊วนบ้าง แล้วไปลงเฟส ลง IG แทคแฟนเรา ร้ายสุดคืออินบอกซ์ส่งรูปเปลือยตัวเองมายั่วแฟนเรา ชวนคุยสนทนา หาเรื่องคุยไปเรื่อยๆกับแฟนเรา แม้แฟนเราจะแจ้งไปแล้วว่ามีแฟนแล้ว สเตตัสก็มีระบุในเฟส แต่สาวๆก็ทำเหมือนไม่แคร์
เรื่องเหล่านี้เข้ามาบ่อยมากๆ แม้เราจะทราบว่าแฟนเราไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่ม แต่เราก็ไม่ชอบ และระแวงว่าแฟนเราอาจจะวอกแวกได้ เพราะเสนอกันขนาดนี้ เราทะเลาะกันบ่อย จนแฟนเราปิดเฟสไปก็หลายครั้งเพื่อตัดปัญหา แต่ก็กลับมาเปิดใช้ใหม่อยู่ดี เพราะยังต้องใช้ติดต่อเพื่อนฝูง ญาติพี่น้อง
ปีแรกที่คบกัน เป็นปีที่ผลัดกันท้าเลิกบ่อยสุดๆ ร้องไห้มากสุด คิดจะเลิกตลอด ชิพในหัวเรามันบอก นั่นงัย....ถ้าไม่รักก็ไม่ทุกข์แบบนี้.....แต่เหมือนเราสลัดกันไม่หลุด เมื่อไรฝ่ายนึงตัดใจท้าเลิก อีกฝ่ายก็ทำใจเลิกไม่ได้ สลับกันไปมา จนสุดท้ายเราก็เรียนรู้กันไปนานขึ้นเรื่อยๆ ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์มากขึ้น เราเริ่มเรียนรู้ว่า เราห้ามสาวๆคนอื่น ไม่ให้ติดต่อแฟนเราไม่ได้ และเราจะขังเขาไม่ให้เกี่ยวข้องกับโลกโซเชี่ยลไม่ได้ แต่เราบอกเขาเสมอว่า เราจะไม่เป็นบ้า ถ้าสาวๆเหล่านั้นเสนอ แต่ยูไม่สนอง ก็จบ และควรให้เรารับรู้ เพราะถ้าปิดบังหรือแอบคุยกันเลยเถิด ยูจะอยู่ไม่เป็นสุข เพราะฉันจะราวีไม่ให้เป็นสุข ถ้าต้องการ peace ยูต้องมีขอบเขต อย่าล้ำเส้นเลยเถิด เขาเข้าใจและปฏิบัติตามที่ตกลงกัน
จนในที่สุด เราก็คบกันมาได้นานถึง 6 ปีอย่างราบรื่น ความระแวงเริ่มลดลงไปเรื่อยๆ เพราะเขาทำให้เรามั่นใจในความซื่อสัตย์และจริงใจของเขา เราไม่เคยคิดว่า ตัวเราจะสามารถคบใครได้นานเกิน 2 ปี แต่ครั้งนี้ทำลายสถิติ คบได้นานถึง 6 ปี เพื่อนๆของเรามักถามว่าเมื่อไรจะแต่งงานกัน แต่ที่ผ่านมาเรายุ่งวุ่นวายกับหลายเรื่อง ทั้งเรื่องงาน เรื่องสุขภาพ จนเราไม่สามารถเอาเวลามาคิดเรื่องแต่งงาน นานวันเข้า เราเริ่มไม่มีความคิดเกี่ยวกับการแต่งงานเลย หลังๆพอมีคนถาม แฟนเราก็ชักไม่แน่ใจว่า เราจะอยากแต่งกับเขาหรือป่าว เพราะเราเฉยๆกับเรื่องแต่งงานมาก เราไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งที่เราก็รักกันดี เราไม่แน่ใจว่า การแต่งงานคือสิ่งที่ต้องทำหรือไม่ ทุกวันนี้ก็มีความสุขดี เรื่องลูกตัดไปได้ เพราะเราตกลงกันว่าจะไม่มี หรือบางครั้งเราอาจยังกลัวความไม่แน่นอนของชีวิต ถ้าเราไม่แต่งงานก็ไม่มีอะไรผูกมัด ถ้าวันใดวันนึงข้างหน้าเกิดมีอะไรเปลี่ยนแปลง เราก็จะไม่มีอะไรให้ยุ่งยาก ถ้าถามความเห็นแฟนเรา เขาอยากแต่ง แต่เราเฉยๆ เราคิดว่าสาเหตุอาจมาจาก การที่เรากลัวการเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่แต่งเราก็ไม่ต้องยุ่งยากกับชีวิตที่มีการผูกมัด อยากขอความเห็นจากเพื่อนๆหน่อยค่ะว่า เราควรแต่งงานหรือไม่ เรื่องอื่นๆมีพร้อมหมดแล้ว ทั้งงาน เงิน แต่การไม่มีลูก ก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่เห็นความสำคัญของการแต่งงาน