คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 4
โทดนะฮะ ที่เมื่ออ่านจบแล้ว ต้องขอบอกตรงๆ เลยว่า เรื่องที่คุณเก็บเอามาคิดนั้น ไร้สาระมากฮะ
และ มันบ่งบอกว่า ถึงแม้คุณจะอยู่เมืองนอก เรียนจบที่เมืองนอก ถึงแม้จะมีชีวิตที่มีอิสระเสรี มีงานมีการทำแล้ว
ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีกฏกติกามารยาทชัดเจน กฏหมายก็เข้มแข็ง
แต่ลึกๆ แล้ว คุณยังไม่ค่อยมั่นคง ไม่มั่นใจนัก และ ยังมีระบบความคิดหลายๆ อย่างแบบสังคมของคนเอเชียบางส่วน
เพราะคุณปล่อยให้คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ที่เขาใช้บรรทัดฐานของสังคมหนึ่ง เอามาตัดสินคุณได้
คุณหวั่นไหวกับคำพูดของผู้อื่น จนขาดความเป็นตัวของตัวเองในการใช้ชีวิต ทำให้เริ่มไม่แน่ใจ จนถึงกับต้องเอามาตั้งกระทู้ถาม
_________
ในสังคมของคนเอเชีย ในหลายๆ ประเทศ ที่เราเห็น คือคนจะต้องแสดงว่ามีเพื่อนเยอะ เพราะสังคมเป็นสังคมกลุ่ม
และ ในหลายๆ กรณี มันคือผลผวงของสังคมระบบอุปถัมภ์ สังคมระบบคอนเน็คชั่น
ในหลายๆ กรณี คนที่มีเพื่อนเยอะ รู้จักคนเยอะ แต่อาจจะไม่สามารถหาความจริงใจได้เลย
เพราะคนส่วนใหญ่ ในสังคมแบบนั้น คบกันเพื่อผลประโยชน์ที่เอื้อต่อกันนั่นเอง เวลาคบก็ใส่หน้ากากหากัน
สังคมเป็นระบบสองหน้า คนใส่หน้ากากเข้าหากัน แทบจะตลอดเวลา
แล้วอย่าได้ลุกออกจากวงไปเชียว คุณจะโดนนินทาทันที หรือ ในหลายๆ กรณี ก็จะโดนแทงข้างหลัง
กฏ ระเบียบ กติกา มารยาท ความเป็นส่วนตัวไม่มี มีแต่การก้าวก่าย การถือวิสาสะ การบุลลี่กัน
//
แล้วคนเอเชียในหลายๆ พื้นที่ พื้นฐานคือสังคมเกษตรกรรม สังคมชนเผ่า คนมักจะอยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ ทำอะไรคนเดียวไม่ค่อยได้
เขาจะขาดความมั่นใจในตัวเองทันที เสียงจะไม่ดังทันที ไม่กล้ามีปากมีเสียงทันที แต่ถ้าได้รวมกลุ่มเมื่อไหร่ จะมีเสียง จะกล้าขึ้นมาทันที
ความมั่นใจจะมาเลย
หลายๆ คนก็ถูกเลี้ยงดูมา ถูกหล่อหลอมมา แบบที่ว่า ให้ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 100% แต่ต้องคอยคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ
ถูกเลี้ยงมาแบบไม่ให้คิดเองเป็น ไม่ให้มีปาก ไม่ให้มีเสียง
จะทำอะไร จะคิด จะพูด จะแสดงออกอย่างไร ก็ต้องคอยกังวลว่า คนอื่นจะมองอย่างไร
สิ่งเหล่านี้แหละ ทำให้บุคลิกภาพของคนเอเชียส่วนใหญ่ ที่ออกมา คือ ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ฉาดฉาน มีความกังวลสูง
มีความลังเลใจสูง
ทำให้ดูไม่สมาร์ท ดูไม่ฉลาด ทั้งๆ ที่บางคนอาจจะฉลาดมาก แต่เหมือนมีอะไรมากดเอาไว้
_________
มีกระทู้ที่เราเคยไปตอบเอาไว้นะ ตามลิ้งค์นี้ >>> https://pantip.com/topic/38409354/comment2
ขอคัดลอกบางส่วน มาให้คุณอ่านดังนี้ …
3. ระบบความคิดของคน
• ไม่งมงาย ไม่ไสยศาสตร์ ไม่พิธีกรรม
• สามารถคิดแบบมีตรรกะที่ดีมีเหตุผลได้
• ไม่เพ้อฝัน ไม่เพ้อเจ้อ ไม่เวิ่นเว้อ
• ไม่คิดซับซ้อน คิดตรงๆ ทำตรงๆ
• คนไม่ได้ถูกควบคุมทางความคิด ร่างกาย จิตใจ
• ไม่ถูกครอบงำไม่ถูกชักจูงได้ง่าย โดนสะกดจิตหมู่ยาก
4. . ระบบสังคม ระบบชุมชน เพื่อนบ้าน
• คนเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน
• คนเคารพส่วนรวม เคารพสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ
• คนเคารพในอาชีพของผู้อื่น (เช่น หมอ อาจจะมีเพื่อนบ้านเป็นคนขับแท็กซี่, ตำรวจ พยาบาล มีเพื่อนบ้านเป็นคนทำงานโรงงาน,
หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัยดังที่เป็น ดร อาจจะมีเพื่อนบ้านเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะ แต่คนในชุมชน ในหมู่บ้าน
สามารถช่วยเหลือ สังสรรค์ พูดคุย ทักทาย ไปมาหาสู่กันได้ แบบปกติธรรมดา หรือ ปิ้งบาร์บีคิวกินด้วยกันได้ ตามประสาเพื่อนบ้าน เป็นต้น)
• ระบบชนชั้นวรรณะไม่มี หรือ ถ้าหากมีก็มีน้อยมาก และ ไม่แรง ไม่ชัดเจน
• คนไม่ตัดสินกันที่เสื้อผ้า รถ นาฬิกา เครื่องประดับ
• คนสามารถไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียวได้ โดยที่ไม่มีใครมานินทาว่าร้ายว่าเป็นคนไม่มีเพื่อนไม่มีสังคม
• เยาวชนถูกส่งเสริมให้ทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ แค่วัยมัธยมต้น วัยมัธยมปลายก็ต้องเริ่มรู้จักทำงานแล้ว
• เยาวชนสามารถแยกจากครอบครัวออกมาอยู่ด้วยตนเองได้ โดยไม่มีใครมานินทาว่าร้ายอะไร
• เยาวชนถูกส่งเสริมให้เดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเรียนจบชั้นมัธยม ก็ต้องเดินทาง ก่อนทำงานจริงๆ จังๆ หรือ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
และ มักจะเป็นการเดินทางไป ตปท หลายเมือง หลายทวีป บ้างก็เดินทางแค่ไม่กี่เดือน หรือบ้างก็เดินทางเป็นปี
6. ระบบการทำงาน
• คนเคารพกันที่ผลงาน
• จะจบที่ไหนมาไม่สำคัญ ไม่มีปริญญาก็ได้ แต่ต้องมีศักยภาพ มีความสามารถในการทำงาน
• การเมืองในที่ทำงานไม่มี หรือ ถ้าหากมีก็มีน้อย ไม่ใช่แบบร้ายลึก ไม่ใช่แบบซับซ้อน
• คนไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
• คนไม่ต้องแกล้งถ่อมตัว ไม่ต้องลดคุณค่าของตนเอง
• หากไปประชุม/สัมนา ที่ ตปท เพื่อนร่วมงานไม่อิจฉา ไม่ฝากซื้อของ ไม่คาดหวังของฝาก
• ไม่ต้องคอยหาพวกหาก๊วนหาแก๊งค์ ไม่ต้องคอยเกาะกลุ่ม
• ไปกินทานอาหารกลางวันคนเดียวได้ หรือ ไปกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกลุ่ม หรือ ถ้าสะดวกไปคนเดียว กินคนเดียวก็ไม่มีใครมานินทาว่าร้าย
• เลิกงานแล้วกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องทำเป็นว่ายังยุ่งอยู่หลังเลิกงาน หรือ หากหัวหน้ายังอยู่ แต่ถ้าคุณเลิกงานแล้ว คุณสามารถกลับบ้านได้
ไม่จำเป็นต้องกลับหลังหัวหน้าหรือเจ้านาย
• สามารถลาหยุดได้ตามสิทธิ โดยที่ไม่ต้องมีดราม่า ไม่มีใครมาจิกมาตามในช่วงที่หยุด ไม่มีใครมาโน้มน้าวกดดันให้ยกเลิกแผนการเดินทางพักผ่อน
• ไม่โทรจิก ไม่วุ่นวายนอกเวลางาน
• เคารพเวลาส่วนตัว
• ไม่ต้องถูกเกณฑ์ หรือ ไม่ต้องถูกกึ่งบังคับแบบไม่เต็มใจ ให้ไปร่วมงานต่างๆ ของคนที่ตนเองไม่รู้จัก ไม่ต้องคอยรับซองงานแต่ง งานบวช งานศพ
งานกฐิน งานผ้าป่า งานบริจาคเอาหน้า
• ไม่ต้องมาคอยทำความเคารพใครรอบออฟฟิส แต่แค่ทักทาย ก้มๆ ให้กันเป็นเชิงทัก หรือ ยิ้มๆ กัน หรือ โบกมือให้กัน ก็พอแล้ว
• สามารถแสดงความคิดเห็นได้ในที่ประชุม
_________
มีคนเอเชียเยอะแยะ หลายชาติเลย ที่เราสังเกตเห็นว่า ไม่ค่อยมีความสุขนัก โดยเฉพาะคนไทยบางส่วน
เพราะไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ มีความเก็บกดสูง มีความกังวลใจสูง มีความลังเลสูง
จะพูดจะจาอะไรก็อึกๆ อักๆ เหมือนมีลับลมคมใน ไม่ได้พูดออกมาจากใจ
เพราะต้องคอยกลั่นกรองประดิษฐ์คำพูดให้สวยหรู เพื่อที่จะให้ผู้ฟังพอใจ เพราะถ้าคนฟังไม่พอใจ อาจจะเสียคอนเน็คชั่นได้
หรือ อาจจะโดนนินทาลับหลังได้
ความกังวลใจของคนไทยบางส่วนก็มีสูงมาก กับทุกๆ เรื่อง เพราะคนไทยบางส่วนชอบดราม่า ชอบใช้อารมณ์ อีกทั้งความคิดก็ไม่ไกล
วิสัยทัศน์ก็ไม่กว้าง ไม่ได้ถูกสอนอบรมบ่มนิสัยมาให้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เป็น
และ จะแคร์มากๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับอิมเมจของตนเอง ไม่ว่าจะทางด้านคำพูด หรือ การแสดงออก หรือ การแต่งกาย
อันนี้สะท้อนได้เลยที่ คนไทยส่วนใหญ่จะกลัวที่จะต้องแสดงความคิดเห็น จะนอยด์มาก ถ้าคิดว่าตนเองแต่งตัวไม่ดี ดูไม่รวย
ดูไม่เด่น
คนไทยส่วนใหญ่แคร์มาก เรื่องการแต่งตัว เรื่องคำพูด เรื่องพวกพ้อง
และ แคร์มากๆ ถ้าตนเองจะไปไหนมาไหนแล้วอาจจะแสดงออกไม่เหมือนผู้อื่น เพราะเขากลัวจะเป็นแกะดำ จนไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง
เพราะฉนั้นหลายๆ คน เวลาที่พูดคุย ก็คือจะหน้านิ่ง ตานิ่ง หรือ เวลาที่ยิ้ม ปากจะยิ้ม แต่หน้าจะนิ่ง ตาจะนิ่ง
หรือ ชอบทำหน้าเฉยๆ ไร้ความรู้สึก ด้วย เพราะต้องการปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง หรือ ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าจริงๆ แล้ว
ตนเองคิดอะไรอยู่
ดูแล้ว ไร้เสน่ห์มาก ขาดชีวิตชีวา ขาดจิตวิญญาณ ขาดความเป็นตัวของตนเอง
//
ตอนนี้นึกออกแค่นี้
ขอสรุปว่า ถ้าคุณ จขกท สะดวกแบบไหน พอใจที่จะใช้ชีวิตแบบไหน ก็ใช้ไปเถอะ ที่มันเหมาะสมกับตัวคุณเอง
และ เท่าที่คุณมีความสุขกับตรงนั้น
และ ไม่จำเป็นต้องไปเก็บเอาคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น มาใส่ใจเลย
คนเราหน่ะ ถ้าคิดมาก ถ้ากังวลมาก มันจะทำให้แสดงออกไม่เป็นธรรมชาติ สามารถทำให้ขาดเสน่ห์ได้นะ
หน้าตาก็จะดูวิกตกกังวล ดูเหมือนคนที่ครุ่นคิดแบบคิดซับคิดซ้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่พูดออกมา
ทำให้หน้าไม่ยิ้ม แววตาไม่เป็นประกาย เวลาที่ยิ้มก็ยิ้มแบบไม่จริงใจ
ลองปรับความคิดใหม่นะ แล้วคุณจะมีความสุขขึ้น หลุดพ้นจากความกังวล แล้วจะดูหล่อขึ้น ทั้งกายทั้งใจ เชื่อเรา 👍🏻👌🏻😃
และ มันบ่งบอกว่า ถึงแม้คุณจะอยู่เมืองนอก เรียนจบที่เมืองนอก ถึงแม้จะมีชีวิตที่มีอิสระเสรี มีงานมีการทำแล้ว
ได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่มีกฏกติกามารยาทชัดเจน กฏหมายก็เข้มแข็ง
แต่ลึกๆ แล้ว คุณยังไม่ค่อยมั่นคง ไม่มั่นใจนัก และ ยังมีระบบความคิดหลายๆ อย่างแบบสังคมของคนเอเชียบางส่วน
เพราะคุณปล่อยให้คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น ที่เขาใช้บรรทัดฐานของสังคมหนึ่ง เอามาตัดสินคุณได้
คุณหวั่นไหวกับคำพูดของผู้อื่น จนขาดความเป็นตัวของตัวเองในการใช้ชีวิต ทำให้เริ่มไม่แน่ใจ จนถึงกับต้องเอามาตั้งกระทู้ถาม
_________
ในสังคมของคนเอเชีย ในหลายๆ ประเทศ ที่เราเห็น คือคนจะต้องแสดงว่ามีเพื่อนเยอะ เพราะสังคมเป็นสังคมกลุ่ม
และ ในหลายๆ กรณี มันคือผลผวงของสังคมระบบอุปถัมภ์ สังคมระบบคอนเน็คชั่น
ในหลายๆ กรณี คนที่มีเพื่อนเยอะ รู้จักคนเยอะ แต่อาจจะไม่สามารถหาความจริงใจได้เลย
เพราะคนส่วนใหญ่ ในสังคมแบบนั้น คบกันเพื่อผลประโยชน์ที่เอื้อต่อกันนั่นเอง เวลาคบก็ใส่หน้ากากหากัน
สังคมเป็นระบบสองหน้า คนใส่หน้ากากเข้าหากัน แทบจะตลอดเวลา
แล้วอย่าได้ลุกออกจากวงไปเชียว คุณจะโดนนินทาทันที หรือ ในหลายๆ กรณี ก็จะโดนแทงข้างหลัง
กฏ ระเบียบ กติกา มารยาท ความเป็นส่วนตัวไม่มี มีแต่การก้าวก่าย การถือวิสาสะ การบุลลี่กัน
//
แล้วคนเอเชียในหลายๆ พื้นที่ พื้นฐานคือสังคมเกษตรกรรม สังคมชนเผ่า คนมักจะอยู่คนเดียวไม่ค่อยได้ ทำอะไรคนเดียวไม่ค่อยได้
เขาจะขาดความมั่นใจในตัวเองทันที เสียงจะไม่ดังทันที ไม่กล้ามีปากมีเสียงทันที แต่ถ้าได้รวมกลุ่มเมื่อไหร่ จะมีเสียง จะกล้าขึ้นมาทันที
ความมั่นใจจะมาเลย
หลายๆ คนก็ถูกเลี้ยงดูมา ถูกหล่อหลอมมา แบบที่ว่า ให้ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ 100% แต่ต้องคอยคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นอยู่เสมอ
ถูกเลี้ยงมาแบบไม่ให้คิดเองเป็น ไม่ให้มีปาก ไม่ให้มีเสียง
จะทำอะไร จะคิด จะพูด จะแสดงออกอย่างไร ก็ต้องคอยกังวลว่า คนอื่นจะมองอย่างไร
สิ่งเหล่านี้แหละ ทำให้บุคลิกภาพของคนเอเชียส่วนใหญ่ ที่ออกมา คือ ไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่ฉาดฉาน มีความกังวลสูง
มีความลังเลใจสูง
ทำให้ดูไม่สมาร์ท ดูไม่ฉลาด ทั้งๆ ที่บางคนอาจจะฉลาดมาก แต่เหมือนมีอะไรมากดเอาไว้
_________
มีกระทู้ที่เราเคยไปตอบเอาไว้นะ ตามลิ้งค์นี้ >>> https://pantip.com/topic/38409354/comment2
ขอคัดลอกบางส่วน มาให้คุณอ่านดังนี้ …
3. ระบบความคิดของคน
• ไม่งมงาย ไม่ไสยศาสตร์ ไม่พิธีกรรม
• สามารถคิดแบบมีตรรกะที่ดีมีเหตุผลได้
• ไม่เพ้อฝัน ไม่เพ้อเจ้อ ไม่เวิ่นเว้อ
• ไม่คิดซับซ้อน คิดตรงๆ ทำตรงๆ
• คนไม่ได้ถูกควบคุมทางความคิด ร่างกาย จิตใจ
• ไม่ถูกครอบงำไม่ถูกชักจูงได้ง่าย โดนสะกดจิตหมู่ยาก
4. . ระบบสังคม ระบบชุมชน เพื่อนบ้าน
• คนเคารพในความเป็นมนุษย์ซึ่งกันและกัน
• คนเคารพส่วนรวม เคารพสิ่งของที่เป็นของสาธารณะ
• คนเคารพในอาชีพของผู้อื่น (เช่น หมอ อาจจะมีเพื่อนบ้านเป็นคนขับแท็กซี่, ตำรวจ พยาบาล มีเพื่อนบ้านเป็นคนทำงานโรงงาน,
หรือ อาจารย์มหาวิทยาลัยดังที่เป็น ดร อาจจะมีเพื่อนบ้านเป็นเจ้าของฟาร์มเลี้ยงแกะ แต่คนในชุมชน ในหมู่บ้าน
สามารถช่วยเหลือ สังสรรค์ พูดคุย ทักทาย ไปมาหาสู่กันได้ แบบปกติธรรมดา หรือ ปิ้งบาร์บีคิวกินด้วยกันได้ ตามประสาเพื่อนบ้าน เป็นต้น)
• ระบบชนชั้นวรรณะไม่มี หรือ ถ้าหากมีก็มีน้อยมาก และ ไม่แรง ไม่ชัดเจน
• คนไม่ตัดสินกันที่เสื้อผ้า รถ นาฬิกา เครื่องประดับ
• คนสามารถไปไหนมาไหน ทำอะไรคนเดียวได้ โดยที่ไม่มีใครมานินทาว่าร้ายว่าเป็นคนไม่มีเพื่อนไม่มีสังคม
• เยาวชนถูกส่งเสริมให้ทำงานพาร์ทไทม์ตั้งแต่อายุยังน้อยๆ แค่วัยมัธยมต้น วัยมัธยมปลายก็ต้องเริ่มรู้จักทำงานแล้ว
• เยาวชนสามารถแยกจากครอบครัวออกมาอยู่ด้วยตนเองได้ โดยไม่มีใครมานินทาว่าร้ายอะไร
• เยาวชนถูกส่งเสริมให้เดินทาง โดยเฉพาะเมื่อเรียนจบชั้นมัธยม ก็ต้องเดินทาง ก่อนทำงานจริงๆ จังๆ หรือ ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย
และ มักจะเป็นการเดินทางไป ตปท หลายเมือง หลายทวีป บ้างก็เดินทางแค่ไม่กี่เดือน หรือบ้างก็เดินทางเป็นปี
6. ระบบการทำงาน
• คนเคารพกันที่ผลงาน
• จะจบที่ไหนมาไม่สำคัญ ไม่มีปริญญาก็ได้ แต่ต้องมีศักยภาพ มีความสามารถในการทำงาน
• การเมืองในที่ทำงานไม่มี หรือ ถ้าหากมีก็มีน้อย ไม่ใช่แบบร้ายลึก ไม่ใช่แบบซับซ้อน
• คนไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของเพื่อนร่วมงาน
• คนไม่ต้องแกล้งถ่อมตัว ไม่ต้องลดคุณค่าของตนเอง
• หากไปประชุม/สัมนา ที่ ตปท เพื่อนร่วมงานไม่อิจฉา ไม่ฝากซื้อของ ไม่คาดหวังของฝาก
• ไม่ต้องคอยหาพวกหาก๊วนหาแก๊งค์ ไม่ต้องคอยเกาะกลุ่ม
• ไปกินทานอาหารกลางวันคนเดียวได้ หรือ ไปกับใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมีกลุ่ม หรือ ถ้าสะดวกไปคนเดียว กินคนเดียวก็ไม่มีใครมานินทาว่าร้าย
• เลิกงานแล้วกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องทำเป็นว่ายังยุ่งอยู่หลังเลิกงาน หรือ หากหัวหน้ายังอยู่ แต่ถ้าคุณเลิกงานแล้ว คุณสามารถกลับบ้านได้
ไม่จำเป็นต้องกลับหลังหัวหน้าหรือเจ้านาย
• สามารถลาหยุดได้ตามสิทธิ โดยที่ไม่ต้องมีดราม่า ไม่มีใครมาจิกมาตามในช่วงที่หยุด ไม่มีใครมาโน้มน้าวกดดันให้ยกเลิกแผนการเดินทางพักผ่อน
• ไม่โทรจิก ไม่วุ่นวายนอกเวลางาน
• เคารพเวลาส่วนตัว
• ไม่ต้องถูกเกณฑ์ หรือ ไม่ต้องถูกกึ่งบังคับแบบไม่เต็มใจ ให้ไปร่วมงานต่างๆ ของคนที่ตนเองไม่รู้จัก ไม่ต้องคอยรับซองงานแต่ง งานบวช งานศพ
งานกฐิน งานผ้าป่า งานบริจาคเอาหน้า
• ไม่ต้องมาคอยทำความเคารพใครรอบออฟฟิส แต่แค่ทักทาย ก้มๆ ให้กันเป็นเชิงทัก หรือ ยิ้มๆ กัน หรือ โบกมือให้กัน ก็พอแล้ว
• สามารถแสดงความคิดเห็นได้ในที่ประชุม
_________
มีคนเอเชียเยอะแยะ หลายชาติเลย ที่เราสังเกตเห็นว่า ไม่ค่อยมีความสุขนัก โดยเฉพาะคนไทยบางส่วน
เพราะไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่ มีความเก็บกดสูง มีความกังวลใจสูง มีความลังเลสูง
จะพูดจะจาอะไรก็อึกๆ อักๆ เหมือนมีลับลมคมใน ไม่ได้พูดออกมาจากใจ
เพราะต้องคอยกลั่นกรองประดิษฐ์คำพูดให้สวยหรู เพื่อที่จะให้ผู้ฟังพอใจ เพราะถ้าคนฟังไม่พอใจ อาจจะเสียคอนเน็คชั่นได้
หรือ อาจจะโดนนินทาลับหลังได้
ความกังวลใจของคนไทยบางส่วนก็มีสูงมาก กับทุกๆ เรื่อง เพราะคนไทยบางส่วนชอบดราม่า ชอบใช้อารมณ์ อีกทั้งความคิดก็ไม่ไกล
วิสัยทัศน์ก็ไม่กว้าง ไม่ได้ถูกสอนอบรมบ่มนิสัยมาให้ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ เป็น
และ จะแคร์มากๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับอิมเมจของตนเอง ไม่ว่าจะทางด้านคำพูด หรือ การแสดงออก หรือ การแต่งกาย
อันนี้สะท้อนได้เลยที่ คนไทยส่วนใหญ่จะกลัวที่จะต้องแสดงความคิดเห็น จะนอยด์มาก ถ้าคิดว่าตนเองแต่งตัวไม่ดี ดูไม่รวย
ดูไม่เด่น
คนไทยส่วนใหญ่แคร์มาก เรื่องการแต่งตัว เรื่องคำพูด เรื่องพวกพ้อง
และ แคร์มากๆ ถ้าตนเองจะไปไหนมาไหนแล้วอาจจะแสดงออกไม่เหมือนผู้อื่น เพราะเขากลัวจะเป็นแกะดำ จนไม่กล้าเป็นตัวของตัวเอง
เพราะฉนั้นหลายๆ คน เวลาที่พูดคุย ก็คือจะหน้านิ่ง ตานิ่ง หรือ เวลาที่ยิ้ม ปากจะยิ้ม แต่หน้าจะนิ่ง ตาจะนิ่ง
หรือ ชอบทำหน้าเฉยๆ ไร้ความรู้สึก ด้วย เพราะต้องการปกปิดความรู้สึกที่แท้จริง หรือ ไม่ต้องการให้คนอื่นรู้ว่าจริงๆ แล้ว
ตนเองคิดอะไรอยู่
ดูแล้ว ไร้เสน่ห์มาก ขาดชีวิตชีวา ขาดจิตวิญญาณ ขาดความเป็นตัวของตนเอง
//
ตอนนี้นึกออกแค่นี้
ขอสรุปว่า ถ้าคุณ จขกท สะดวกแบบไหน พอใจที่จะใช้ชีวิตแบบไหน ก็ใช้ไปเถอะ ที่มันเหมาะสมกับตัวคุณเอง
และ เท่าที่คุณมีความสุขกับตรงนั้น
และ ไม่จำเป็นต้องไปเก็บเอาคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่น มาใส่ใจเลย
คนเราหน่ะ ถ้าคิดมาก ถ้ากังวลมาก มันจะทำให้แสดงออกไม่เป็นธรรมชาติ สามารถทำให้ขาดเสน่ห์ได้นะ
หน้าตาก็จะดูวิกตกกังวล ดูเหมือนคนที่ครุ่นคิดแบบคิดซับคิดซ้อนอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่พูดออกมา
ทำให้หน้าไม่ยิ้ม แววตาไม่เป็นประกาย เวลาที่ยิ้มก็ยิ้มแบบไม่จริงใจ
ลองปรับความคิดใหม่นะ แล้วคุณจะมีความสุขขึ้น หลุดพ้นจากความกังวล แล้วจะดูหล่อขึ้น ทั้งกายทั้งใจ เชื่อเรา 👍🏻👌🏻😃
แสดงความคิดเห็น
คนที่เป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคม เพื่อนน้อย ขี้เกรงใจ รู้สึกแย่กันบ้างไหมครับ
ผมอยู่ต่างประเทศมาได้สิบปีแล้ว ตอนอยู่ไทยก็มีแฟน คบกันมาได้ระยะนึงเลยล่ะครับประมาณห้าหกปีได้ สุดท้ายก็ต้องเลิกกันเพราะระยะทาง ก็เลิกกันด้วยดีครับ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกวันนี้ก็ยังติดต่อกันอยู่แบบเพื่อนนะ ผมจำได้ว่าตอนผมย้ายมาที่นี่ใหม่ๆผมชอบมากเพราะว่ามันเหมือนเริ่มต้นชีวิตใหม่ ประกอบกับผมเป็นคนชอบความอิสระ ไปไหนมาไหนคนเดียว ไม่ต้องวุ่นวาย ตอนช่วงที่เรียนที่นี่ก็พอมีเพื่อนบ้างครับ ส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง หากนับเพื่อนที่แบบว่า คุยกันบ่อย กินข้าวด้วยกันบ่อยพอควร ก็มีอยู่ประมาณ 4 คนครับ แต่ไม่ได้ถึงสนิทขนาดที่ว่าตัวติดกันเหมือนอย่างคนไทยนะ เพราะฝรั่งเค้าจะมีสเปซส่วนตัวของเค้า (ซึ่งตรงนี้ผมค่อนข้างชอบ) ปัญหามันอยู่ที่ว่าเกือบทุกครั้งครั้งที่เพื่อนผมชวนไปไหนมาไหน ผมจะไม่อยากไปอ่ะครับ ว่างไหมก็ว่าง เหนื่อยไหมก็ไม่เหนื่อย แต่ผมอยากอยู่คนเดียว นั่งเล่นเนต อ่านหนังสือ ดูหนังไปตามประสา แรกๆผมก็ฝืนไปเที่ยวกับเพื่อนนะ คือมันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก แต่ผมชอบอยู่เงียบๆคนเดียวมากกว่า ต่อมาหลังๆผมปฏิเสธไปโดยอ้างไปว่า เหนื่อยบ้าง โน่นนั่นนี่บ้าง ประกอบกับช่วงนั้นเรียนจบกันพอดีก็หางานทำ ต่างคนก็ต่างทำงานคนละที่ คนละรัฐกันเลย ทำให้มันห่างกันเรื่อยๆ ต่างคนก็ต่างมีสังคมใหม่ที่ทำงาน ส่วนตัวผมก็ยังเพื่อนน้อยเหมือนเดิม เรียกว่าไม่มีสักคนเลยดีกว่า 555 สำหรับผมคำว่าเพื่อนคือเพื่อนจริงๆนะครับ แบบคุยได้ทุกเรื่อง ไม่นับ "คนรู้จัก" ว่าเป็นเพื่อนนะ ซึ่งผมก็ไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจอะไรเลย เพราะผมเลือกใช้ชีวิตแบบนี้ และเราก็มีความสุขของเราแบบนี้กับการที่ไม่มีเพื่อน
ถึงผมจะไม่ชอบคบหากับใคร ผมเป็นคนให้ความช่วยเหลือคนอื่นเสมอ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน (ผมไม่เคยขอความช่วยเหลือใครนะเพราะเรามองว่าตัวเราไม่ได้สนิทกับเค้า ต่อให้ผมเคยช่วยเค้ามาก่อนก็ตาม แต่สุดท้ายผมก็ทำอะไรด้วยตัวเอง ประมาณนั้นอ่ะครับ) คนรู้จักขอยืมตังค์ ผมก็ให้ยืม ล่าสุดคือคนรู้จักผู้หญิง 3 คนมาเที่ยวจากเมืองไทยขอมาพักด้วย 1 เดือน ผมก็ให้มาพักที่บ้านผม เนื่องจากว่านานๆทีผมเลยไม่คิดอะไร ประกอบกับคิดว่าอย่างน้อยก็ช่วยเค้าแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องที่พักก็ถือว่าโอเค ต้องบอกก่อนว่าก่อนหน้านี้เค้าไม่เคยติดต่อมาเลยนะ ติดต่อมาทีเดียวก็คือโทรมาหาผมเลยโดยได้เบอร์ไปจากแฟนเก่าผม (ผมไม่เล่น Line, FB, Instagram, Twitter, Whatsapp อะไรพวกนั้นเลย 555 Social network ที่ผมเล่นอย่างเดียวก็คือพันทิพเนี่ยะแหล่ะครับ แต่มักจะชอบอ่านมากกว่า) ทีนี้พอมาเจอกันตามประสาผู้หญิงเค้าก็จะถามโน่นนี่นั่น เพราะไม่ได้เจอกันนาน จนมีคำถามนึงเค้าถามผมประมาณว่า ไม่รู้สึกแย่เหรอที่เพื่อนน้อย ผมก็ไม่ได้คิดอะไรนะ ผมยังตอบเค้าไปเลยประมาณว่า เห้ย ไม่ได้น้อยนะ ไม่มีเลยแหล่ะ วันๆทำแต่งานกลับมาก็อยากทำอะไรส่วนตัวประมาณนั้น ผมเลยถามว่าทำไมต้องรู้สึกแย่ล่ะ เค้าก็บอกผมว่าคนอื่นเค้าอาจจะมองว่าคนนี้มีปมด้อย มีปัญหา เพื่อนเลยไม่คบรึเปล่า
ถึงตรงนี้ผมงงครับ ว่าการมีเพื่อนเยอะมันเป็นการบ่งบอกเหรอว่าคุณเป็นคนดี และคนที่มีเพื่อนน้อยคือเป็นคนไม่ดี คือในสายตาผมคนที่มีเพื่อนเยอะ แสดงว่าคนคนนั้นแค่ชอบใช้ชิวิตแบบตรงข้ามกับผม ส่วนคนที่มีเพื่อนน้อย ก็คือคนแบบพวกผม แต่มันไม่ได้บอกว่าคนคนไหนเป็นคนดีหรือไม่ดี เพื่อนผมเค้าอธิบายไม่ถูกเลยยกตัวอย่างว่า สมมติว่าผมไปงานบวชของคนคนหนึ่ง แล้วแขกน้อยมาก ทั้งๆที่เชิญไปเยอะ ผมจะรู้สึกกับคนคนนั้นยังไง อันนี้ในความคิดผมนะคือก็คนคนนั้นเพื่อนน้อยนิ ผมไม่ได้คิดอะไรนะ ไม่ได้คิดว่าเค้าเป็นคนไม่ดี ไม่ได้คิดว่าเค้ามีปมด้อย แต่เพื่อนผมเค้าเลยบอกว่าคนไทยส่วนใหญ่เค้าอาจจะไม่มองแบบผม หากคนไหนมีเพื่อนเยอะ เค้าก็จะมองว่ามีคนรักเยอะ การที่มีคนรักเยอะ คนอื่นก็จะชื่นชม ในทางกลับกัน คนที่มีเพื่อนน้อยเลยรู้สึกมีปมด้อย ประมาณนั้นอ่ะครับ
หากพูดตามตรง คือผมรู้สึกแย่นะหากคนอื่นๆมาตัดสินว่าผมมีปัญหา นิสัยไม่ดี เพื่อนเลยไม่คบ เลยทำให้เพื่อนน้อย แต่หากถามตรงๆนั้นอีกเรื่องผมจะได้อธิบาย 555 แต่ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักจะเลือกที่จะไม่ถามแล้วอนุมานไปเองมากกว่าเพราะกลัวว่าจะไปทำร้ายความรู้สึก เลยอยากถามว่าคนส่วนใหญ่เค้าคิดกันอย่างงี้ไหมครับ เหตุการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจตัวผมอย่างหนึ่งคือ ตัวผมต่อให้ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับใครลึกๆแล้วผมก็ยังแอบแคร์นะว่าคนอื่นจะคิดกับผมยังไง ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกดีที่ผมซีเรียสเรื่องพวกนี้ด้วย