ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าไม่เคยเขียนกระทู้อะไรเลยในพันทิป แต่อยากมาเล่าชีวิตตอนตั้งท้องกำลังจะเป็นว่าที่คุณแม่ พร้อมแนะนำตัวช่วยเล็กๆน้อยๆ
แต่จะมีบางเรื่องที่เป็นประสบการณ์ที่ไม่โอเค อันนี้ขอไม่ระบุว่าที่ไหน ชื่ออะไรนะคะ แต่เราพูดความจริง มีหลักฐานหมด และไม่ได้ใส่ไข่หรือตกแต่งเรื่องเพื่อความบันเทิงค่าา
แล้วก็ถ้ามีผิดพลาดอะไรขออภัยด้วยค่า
ปล. ยืม log in ของคุณฝาชีมานะคะ

ขอเปิดด้วยเรื่องหนักสุดระหว่างท้องเลยค่า -> เรื่องของคุณหมอที่เราฝากท้อง
เริ่มต้นเมื่อตรวจด้วยตัวเองแล้วเจอว่าท้อง ก็ต้องเริ่มกหาคุณหมอฝากครรภ์ เนื่องจากทุกคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก คุณฝาชีก็เลยเลือกคุณหมอในโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ตามที่เพื่อนแนะนำว่าคุณหมอท่านนี้คุยละเอียดมาก ให้เวลา สงสัยอะไรถามได้ คุณหมอไม่รีบ ตอบหมด อธิบายจนเข้าใจ พอเพื่อนว่าดี เราก็ตามจ้า แต่แล้วในที่สุดเรื่องนี้เกิดมหากาพย์เลย
ขอเล่าอย่างย่อๆจ้า คือเราก็ฝากท้องไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดไร แต่เอาจริงทุกครั้งที่ไปต้องมีกังวลว่าชั้นจะเป็นไรอีกไหมเนี่ย รู้สึกไปแต่ละทีหมอจะบอกเป็นนี่นั่นโน่น ได้ยาตลอด มีรีเฟอร์ไปหาหมอท่านอื่นๆด้วย ตามอาการที่เราบอก คือเวลาบอกเป็นอะไร ไม่มีเลยที่คุณหมอจะบอกให้เราเข้าใจว่าท้องก็แบบนี้แหละ ร่างกายมันไม่เหมือนเดิม จนบางทีเราก็งงๆนะ รู้สึกว่าระบบภายในชั้นมันไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอ คือก็ไม่เคยท้อง ก็ไม่รู้ว่าท้องเค้าเป็นแบบนี้นี่ปกติหรือเปล่า ก็คอยแต่เก็บคำถามและอาการต่างๆไปบอกคุณหมอตามเวลานัด แล้วเนื่องจากเรากับใาชีก็ร่วมกันตัดสินใจเลือกคุณหมอแล้ว เราก็ต้องไว้ใจคุณหมอ ไม่งั้นจะมาฝากกับคุณหมอท่านนี้ทำไม เราก็เลยทำตามหมอแนะนำหมด ให้กินยา ใช้ยาอะไร ได้ค่า เด็กดีจ้า ทำตามหมด แบบเคร่งครัดเลย....แต่แล้วววก็เกิดเหตุที่เราช๊อคหนักมาก
ตอนนั้นท้องได้ประมาณ 6-7 เดือนมั้ง วันนั้นจำได้เลยบอกคุณหมอว่าขอ Fit to fly จะไปเที่ยวญี่ปุ่น ฝาชีซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว คือคิดว่ายังไงก็ไม่น่ามีอะไร เพราะเราว่าเราก็แข็งแรงอยู่ อันนี้ประเมินด้วยสายตาตัวเอง เพราะสังเกตจากคนอื่นที่มาฝากท้องบางคนยังเดินไม่ไหวต้องนั่งรถเข็น หรือเดินช้ามากก แต่เราว่าเราเดินคล่องปร๋อ คือรู้สึกว่าชั้นฟิตจ้า ไปได้แน่นอน
แต่....วันนั้นเองคุณหมอบอกว่าเราไปไหนไม่ได้จ้า ให้ standby ไว้อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาล มีโอกาสเป็นรกเกาะต่ำ และมีโอกาสถึงขั้นรกงอกติด ให้ระวังจะมีเลือดออก ถ้าออกแล้วให้รีบไปร.พ. ออกครั้งแรกยังไม่เป็นไร ครั้งถัดๆไปจะแรงกว่าครั้งแรก และหมอรับได้ถึงเลือดออกครั้งที่ 3 แล้วต้องรีบผ่าเอาน้องออกมาเลย
ยังไม่พอจ้าาาา....ที่หนักคือบอกว่าคุณแม่อาจโดนตัดมดลูก และถ้าทะลุไปถึงกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ใหญ่ก็ต้องตัดบางส่วน รู้สึกช่วงนั้นที่คุณหมอบอกจะประมาณปลายสิงหามั้ง ถ้าเราจำไม่ผิดนะ คุณหมอบอกว่าก็พยายามประคองให้ได้ถึงปลายกันยา ถ้าให้ดีก็ให้ถึงปลายตุลา
ยังมีมากกว่านั้นจ้า คุณหมอบอกว่าหนักสุดคุณแม่ก็ถึงชีวิตจ้า เราก็ช๊อคบวกงง คือเราไม่เคยมีเลือดออกเลยนะระหว่างท้องจนถึงวันที่หมอพูดก็ไม่เคยมีเลือดออก เราไม่เคยท้องนะจ๊า ไม่เคยแท้ง นี่คือท้องแรกแบบคลีนๆเลย แต่ชั้นท้องกับเค้าทีชั้นจะถึงชีวิตเลยหรอ
ผลก็คือไม่ได้ Fit to fly บวกได้ความช๊อค คือ ณ จุดนั้นแฟนเราคือแบบมึน งง อึ้ง เกินบรรยาย คือนิ่ง เงียบ ส่วนเราก็คิดว่าเอาเถอะธรรมะจัดสรร คือให้ลูกรอด ส่วนเราไม่อยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ในใจก็ยังแบบเฮ้ย เราว่าเราไม่เห็นมีอาการนะ แต่หมอบอกแบบนี้ใครจะกล้าทำอะไร แผนเที่ยวญี่ปุ่นก็เป็นอันพับไป คุณหมอก็ออกใบรับรองแพทย์ให้ ให้ไปเคลียร์กับทางสายการบิน เพราะเราดันซื้อตั๋วไปแล้ว
แต่เราไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจ้า...
เราก็เลยพยายามหา second, third opinion ก็search พันทิปนี่แหละว่าหมอไหนดังแล้วอยู่ร.พ.เอกชน ก็ไปเจอหมออีกท่านที่ได้คิวเลยไม่กี่วันถัดมา ก็เลยรีบไปคัดประวัติจาก ร.พ.แรกแบบด่วนๆ แล้วก็ไปพบคุณหมอท่านที่ 2
แต่แล้ว...พอไปเจอช๊อคหนักกว่าเดิมจ้าาา คือหมออ่านผลที่คัดลอกมาจากร.พ.แรก ไม่ตรวจใหม่นะ เราไปถึงก็เล่าเหตุการณ์ให้เค้าฟังว่าหมอท่านแรกว่ายังไง เค้าก็ถามว่าฝากท้องกับใคร เราก็บอกไป แล้วคุณหมอก็ดูตามเอกสารที่คัดมา แล้วบอกว่าคุณหมอที่เราฝากท้องเนี่ยเป็นอาจารย์เค้า เค้าคงไม่ได้ว่างๆอยากมาตัดมดลูกคุณเล่นหรอก แถมบอกว่าผมไม่ตรวจใหม่นะเกิดเลือดออกคามือผมแล้วผมจะทำไง เราก็แบบโอ้....ชั้นเป็นจริงๆใช่ไหม ชั้นเป็นแบบที่คุณหมอท่านแรกพูดหรอ
เท่านั้นแหละกลับบ้านมาเราหมดสภาพ ร้องไห้หนักมากไม่เป็นอันทำอะไรแล้วจ้า นอนซมจมกับกองน้ำตา คิดตลอดว่าเดี๋ยวชั้นจะตายแล้วใช่ไหม ชั้นมีเวลาอีกแค่ 1-2 เดือนแค่นั้นคือถ้าปลายกันยาชั้นไม่ตาย ชั้นก็อาจตายปลายตุลา ชั้นควรอัดวีดีโอตัวเองไว้ไหม เผื่อไว้ให้ลูกดูตอนโต จะได้รู้ว่าแม่หน้าตาเป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นคนยังไง คือคิดไปขนาดนั้นเลยจริงๆ
ขอกลับมาที่ตอนแรกเลยที่เลือกคุณหมอ ตอนนั้นมีเพื่อน 2 สาย สายนึงคือแนะนำคุณหมอที่เราเลือก และอีกสายก็แนะนำหมอเยื้อน พอถึงจังหวะนั้นเราก็ฉุกคิดถึงคุณหมอเยื้อนขึ้นมาทันที อันนี้ขอระบุชื่อเลย เนื่องจากเป็นสุดยอดคุณหมอผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเราจริงๆ เหมือนฉุดออกมาจากกองทุกข์ ณ เราก็รีบเช็คว่าคุณหมอตรวจที่ไหนบ้าง ก็เจอว่าตรวจที่ bnh กับบำรุงราษฏร์ แล้วเราสะดวก bnh มากกว่า เราก็โทรไปที่ bnh คือกว่าจะได้คิวจำได้ว่าอีกเป็นเดือนกว่าๆ คือคุณหมอคิวแน่นมากกกกก เราก็อธิบายเคสเราให้พยาบาลฟังว่ารุนแรงแค่ไหน ขอคิวด่วน พี่พยาบาลก็ช่วยเต็มที่ ก็ได้เร็วขึ้นแค่ week เดียว แต่ก็ยังดี
ระหว่างรอคิวหมอเยื้อนก็ถึงนัดคุณหมอท่านแรก ก็ยังต้องไปหาเหมือนเดิม เพราะเราไม่รู้ว่าคุณหมอเยื้อนจะยอมให้เราไปฝากท้องหรือเปล่า ทีนี้ฝาชีก็ไปเล่าเรื่องของเราให้ทางบ้านเค้าฟัง ญาติๆเค้าก็แนะนำว่าให้ลองถามหมอดูสิค่าคลอดเนี่ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ ก็จัดไปจ้า ถามตามนั้น
คุณหมอบอกว่าเฉพาะส่วนของคุณแม่น่าจะไม่เกิน 3 แสน เพราะต้องใช้หมอทีมใหญ่มาก ต้องมีคุณหมอหลายทีม แล้วก็ต้องเตรียมเลือดไว้ให้เราด้วย ก็จะมีค่าใช้จ่ายพวกนี้ที่พิเศษกว่าเคสอื่นๆ แล้ว 3 แสนนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนของลูกนะจ๊ะ คือของลูกเนี่ยขึ้นอยู่กับว่าออกมาตอนกี่เดือนต้องเข้าตู้อบนานขนาดไหน คือฟังแล้วก็แบบ... เอิ่ม...ค่ะ...ไม่รู้จะพูดว่ายังไง
ต่อมาวันที่รอคอยก็มาถึง...วันที่ได้เจอคุณหมอเยื้อน
คุณหมอตอนแรกบอกเลยให้กลับไปหาหมอเดิม แต่เดี๋ยวคุณหมอจะช่วยตรวจให้ แล้วหมอก็อัลตราซาวด์ให้วันนั้นเลย ระหว่างนั้นเราก็พยายามบอกหมอว่าหมอท่านแรกบอกว่าเราเป็นอะไรบ้าง แต่ๆๆๆๆ....
ผลการซาวด์ของหมอเยื้อนบอกว่าเราไม่เป็นอะไรเลยจ้า ปกติทุกอย่าง คุณหมอชี้ให้ดูรก บอกว่านี่อยู่ตรงนี้น๊าตามจอที่ซาวด์ แล้วก็บอกว่ารกปกติไม่ได้เกาะต่ำ และไม่ได้งอกไปที่มดลูกหรือทะลุไปไหนจ้า
โอ้ว...โลกเปลี่ยนมากกกก เหมือนฟ้าเปิด ชั้นได้ชีวิตชั้นกลับคืน คือช๊อค งง...ที่คุณหมอหมอท่านแรกบอกคืออะไร ทำไมเราต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งนานเพราะเจอคุณหมอวินิจฉัยแบบนั้น
หลังจากนั้นคุณหมอเยื้อนก็เปิดประวัติการรักษาเราดู แล้วก็นิ่งๆ คุณหมอก็เห็นว่าได้ยานี่นั่นโน่นเยอะมากกก ก็ถามเราว่าใช้ยาตามนี่หรอ เราก็บอกหนูใช้ยาตามหมอท่านแรกสั่งหมดเลยค่ะ กินหมดแล้วเรียบร้อย หมอก็ไม่พูดอะไร แล้วเราก็ขอหมอว่าช่วยรับหนูเถอะนะคะ หนูขอย้ายมาฝากท้องกับคุณหมอนะคะ...
และแล้วในที่สุด คุณหมอก็เลยรับเคสเรา ดีใจมากกกก คือชีวิตเปลี่ยน จากนอนร้องไห้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับเป็นคนละคน กลายเป็นได้ท้องอย่างมีความสุขกับเค้าสักที
ขอบคุณชีวิตใหม่ที่ไม่ทุกข์หนักเพราะมีคุณหมอเยื้อนจริงๆค่ะ
เรื่องถัดไปจะเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ตัวช่วยระหว่างตั้งท้องค่าา
แชร์ประสบการณ์: ชีวิตเกือบแย่เมื่อเลือกฝากท้องกับคุณหมอผิด & บอกเล่าเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ตัวช่วยระหว่างตั้งท้องค่ะ
แต่จะมีบางเรื่องที่เป็นประสบการณ์ที่ไม่โอเค อันนี้ขอไม่ระบุว่าที่ไหน ชื่ออะไรนะคะ แต่เราพูดความจริง มีหลักฐานหมด และไม่ได้ใส่ไข่หรือตกแต่งเรื่องเพื่อความบันเทิงค่าา
แล้วก็ถ้ามีผิดพลาดอะไรขออภัยด้วยค่า
ปล. ยืม log in ของคุณฝาชีมานะคะ
ขอเปิดด้วยเรื่องหนักสุดระหว่างท้องเลยค่า -> เรื่องของคุณหมอที่เราฝากท้อง
เริ่มต้นเมื่อตรวจด้วยตัวเองแล้วเจอว่าท้อง ก็ต้องเริ่มกหาคุณหมอฝากครรภ์ เนื่องจากทุกคนที่เป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก คุณฝาชีก็เลยเลือกคุณหมอในโรงพยาบาลชื่อดังแห่งหนึ่ง ตามที่เพื่อนแนะนำว่าคุณหมอท่านนี้คุยละเอียดมาก ให้เวลา สงสัยอะไรถามได้ คุณหมอไม่รีบ ตอบหมด อธิบายจนเข้าใจ พอเพื่อนว่าดี เราก็ตามจ้า แต่แล้วในที่สุดเรื่องนี้เกิดมหากาพย์เลย
ขอเล่าอย่างย่อๆจ้า คือเราก็ฝากท้องไปเรื่อยๆ ไม่ได้คิดไร แต่เอาจริงทุกครั้งที่ไปต้องมีกังวลว่าชั้นจะเป็นไรอีกไหมเนี่ย รู้สึกไปแต่ละทีหมอจะบอกเป็นนี่นั่นโน่น ได้ยาตลอด มีรีเฟอร์ไปหาหมอท่านอื่นๆด้วย ตามอาการที่เราบอก คือเวลาบอกเป็นอะไร ไม่มีเลยที่คุณหมอจะบอกให้เราเข้าใจว่าท้องก็แบบนี้แหละ ร่างกายมันไม่เหมือนเดิม จนบางทีเราก็งงๆนะ รู้สึกว่าระบบภายในชั้นมันไม่โอเคขนาดนั้นเลยหรอ คือก็ไม่เคยท้อง ก็ไม่รู้ว่าท้องเค้าเป็นแบบนี้นี่ปกติหรือเปล่า ก็คอยแต่เก็บคำถามและอาการต่างๆไปบอกคุณหมอตามเวลานัด แล้วเนื่องจากเรากับใาชีก็ร่วมกันตัดสินใจเลือกคุณหมอแล้ว เราก็ต้องไว้ใจคุณหมอ ไม่งั้นจะมาฝากกับคุณหมอท่านนี้ทำไม เราก็เลยทำตามหมอแนะนำหมด ให้กินยา ใช้ยาอะไร ได้ค่า เด็กดีจ้า ทำตามหมด แบบเคร่งครัดเลย....แต่แล้วววก็เกิดเหตุที่เราช๊อคหนักมาก
ตอนนั้นท้องได้ประมาณ 6-7 เดือนมั้ง วันนั้นจำได้เลยบอกคุณหมอว่าขอ Fit to fly จะไปเที่ยวญี่ปุ่น ฝาชีซื้อตั๋วเครื่องบินเรียบร้อยแล้ว คือคิดว่ายังไงก็ไม่น่ามีอะไร เพราะเราว่าเราก็แข็งแรงอยู่ อันนี้ประเมินด้วยสายตาตัวเอง เพราะสังเกตจากคนอื่นที่มาฝากท้องบางคนยังเดินไม่ไหวต้องนั่งรถเข็น หรือเดินช้ามากก แต่เราว่าเราเดินคล่องปร๋อ คือรู้สึกว่าชั้นฟิตจ้า ไปได้แน่นอน
แต่....วันนั้นเองคุณหมอบอกว่าเราไปไหนไม่ได้จ้า ให้ standby ไว้อยู่ใกล้ๆโรงพยาบาล มีโอกาสเป็นรกเกาะต่ำ และมีโอกาสถึงขั้นรกงอกติด ให้ระวังจะมีเลือดออก ถ้าออกแล้วให้รีบไปร.พ. ออกครั้งแรกยังไม่เป็นไร ครั้งถัดๆไปจะแรงกว่าครั้งแรก และหมอรับได้ถึงเลือดออกครั้งที่ 3 แล้วต้องรีบผ่าเอาน้องออกมาเลย
ยังไม่พอจ้าาาา....ที่หนักคือบอกว่าคุณแม่อาจโดนตัดมดลูก และถ้าทะลุไปถึงกระเพาะปัสสาวะ หรือลำไส้ใหญ่ก็ต้องตัดบางส่วน รู้สึกช่วงนั้นที่คุณหมอบอกจะประมาณปลายสิงหามั้ง ถ้าเราจำไม่ผิดนะ คุณหมอบอกว่าก็พยายามประคองให้ได้ถึงปลายกันยา ถ้าให้ดีก็ให้ถึงปลายตุลา
ยังมีมากกว่านั้นจ้า คุณหมอบอกว่าหนักสุดคุณแม่ก็ถึงชีวิตจ้า เราก็ช๊อคบวกงง คือเราไม่เคยมีเลือดออกเลยนะระหว่างท้องจนถึงวันที่หมอพูดก็ไม่เคยมีเลือดออก เราไม่เคยท้องนะจ๊า ไม่เคยแท้ง นี่คือท้องแรกแบบคลีนๆเลย แต่ชั้นท้องกับเค้าทีชั้นจะถึงชีวิตเลยหรอ
ผลก็คือไม่ได้ Fit to fly บวกได้ความช๊อค คือ ณ จุดนั้นแฟนเราคือแบบมึน งง อึ้ง เกินบรรยาย คือนิ่ง เงียบ ส่วนเราก็คิดว่าเอาเถอะธรรมะจัดสรร คือให้ลูกรอด ส่วนเราไม่อยู่แล้วก็ไม่เป็นไร แต่ในใจก็ยังแบบเฮ้ย เราว่าเราไม่เห็นมีอาการนะ แต่หมอบอกแบบนี้ใครจะกล้าทำอะไร แผนเที่ยวญี่ปุ่นก็เป็นอันพับไป คุณหมอก็ออกใบรับรองแพทย์ให้ ให้ไปเคลียร์กับทางสายการบิน เพราะเราดันซื้อตั๋วไปแล้ว
แต่เราไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตาจ้า...
เราก็เลยพยายามหา second, third opinion ก็search พันทิปนี่แหละว่าหมอไหนดังแล้วอยู่ร.พ.เอกชน ก็ไปเจอหมออีกท่านที่ได้คิวเลยไม่กี่วันถัดมา ก็เลยรีบไปคัดประวัติจาก ร.พ.แรกแบบด่วนๆ แล้วก็ไปพบคุณหมอท่านที่ 2
แต่แล้ว...พอไปเจอช๊อคหนักกว่าเดิมจ้าาา คือหมออ่านผลที่คัดลอกมาจากร.พ.แรก ไม่ตรวจใหม่นะ เราไปถึงก็เล่าเหตุการณ์ให้เค้าฟังว่าหมอท่านแรกว่ายังไง เค้าก็ถามว่าฝากท้องกับใคร เราก็บอกไป แล้วคุณหมอก็ดูตามเอกสารที่คัดมา แล้วบอกว่าคุณหมอที่เราฝากท้องเนี่ยเป็นอาจารย์เค้า เค้าคงไม่ได้ว่างๆอยากมาตัดมดลูกคุณเล่นหรอก แถมบอกว่าผมไม่ตรวจใหม่นะเกิดเลือดออกคามือผมแล้วผมจะทำไง เราก็แบบโอ้....ชั้นเป็นจริงๆใช่ไหม ชั้นเป็นแบบที่คุณหมอท่านแรกพูดหรอ
เท่านั้นแหละกลับบ้านมาเราหมดสภาพ ร้องไห้หนักมากไม่เป็นอันทำอะไรแล้วจ้า นอนซมจมกับกองน้ำตา คิดตลอดว่าเดี๋ยวชั้นจะตายแล้วใช่ไหม ชั้นมีเวลาอีกแค่ 1-2 เดือนแค่นั้นคือถ้าปลายกันยาชั้นไม่ตาย ชั้นก็อาจตายปลายตุลา ชั้นควรอัดวีดีโอตัวเองไว้ไหม เผื่อไว้ให้ลูกดูตอนโต จะได้รู้ว่าแม่หน้าตาเป็นยังไง นิสัยใจคอเป็นคนยังไง คือคิดไปขนาดนั้นเลยจริงๆ
ขอกลับมาที่ตอนแรกเลยที่เลือกคุณหมอ ตอนนั้นมีเพื่อน 2 สาย สายนึงคือแนะนำคุณหมอที่เราเลือก และอีกสายก็แนะนำหมอเยื้อน พอถึงจังหวะนั้นเราก็ฉุกคิดถึงคุณหมอเยื้อนขึ้นมาทันที อันนี้ขอระบุชื่อเลย เนื่องจากเป็นสุดยอดคุณหมอผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเราจริงๆ เหมือนฉุดออกมาจากกองทุกข์ ณ เราก็รีบเช็คว่าคุณหมอตรวจที่ไหนบ้าง ก็เจอว่าตรวจที่ bnh กับบำรุงราษฏร์ แล้วเราสะดวก bnh มากกว่า เราก็โทรไปที่ bnh คือกว่าจะได้คิวจำได้ว่าอีกเป็นเดือนกว่าๆ คือคุณหมอคิวแน่นมากกกกก เราก็อธิบายเคสเราให้พยาบาลฟังว่ารุนแรงแค่ไหน ขอคิวด่วน พี่พยาบาลก็ช่วยเต็มที่ ก็ได้เร็วขึ้นแค่ week เดียว แต่ก็ยังดี
ระหว่างรอคิวหมอเยื้อนก็ถึงนัดคุณหมอท่านแรก ก็ยังต้องไปหาเหมือนเดิม เพราะเราไม่รู้ว่าคุณหมอเยื้อนจะยอมให้เราไปฝากท้องหรือเปล่า ทีนี้ฝาชีก็ไปเล่าเรื่องของเราให้ทางบ้านเค้าฟัง ญาติๆเค้าก็แนะนำว่าให้ลองถามหมอดูสิค่าคลอดเนี่ยจะอยู่ที่เท่าไหร่ ก็จัดไปจ้า ถามตามนั้น
คุณหมอบอกว่าเฉพาะส่วนของคุณแม่น่าจะไม่เกิน 3 แสน เพราะต้องใช้หมอทีมใหญ่มาก ต้องมีคุณหมอหลายทีม แล้วก็ต้องเตรียมเลือดไว้ให้เราด้วย ก็จะมีค่าใช้จ่ายพวกนี้ที่พิเศษกว่าเคสอื่นๆ แล้ว 3 แสนนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนของลูกนะจ๊ะ คือของลูกเนี่ยขึ้นอยู่กับว่าออกมาตอนกี่เดือนต้องเข้าตู้อบนานขนาดไหน คือฟังแล้วก็แบบ... เอิ่ม...ค่ะ...ไม่รู้จะพูดว่ายังไง
ต่อมาวันที่รอคอยก็มาถึง...วันที่ได้เจอคุณหมอเยื้อน
คุณหมอตอนแรกบอกเลยให้กลับไปหาหมอเดิม แต่เดี๋ยวคุณหมอจะช่วยตรวจให้ แล้วหมอก็อัลตราซาวด์ให้วันนั้นเลย ระหว่างนั้นเราก็พยายามบอกหมอว่าหมอท่านแรกบอกว่าเราเป็นอะไรบ้าง แต่ๆๆๆๆ....
ผลการซาวด์ของหมอเยื้อนบอกว่าเราไม่เป็นอะไรเลยจ้า ปกติทุกอย่าง คุณหมอชี้ให้ดูรก บอกว่านี่อยู่ตรงนี้น๊าตามจอที่ซาวด์ แล้วก็บอกว่ารกปกติไม่ได้เกาะต่ำ และไม่ได้งอกไปที่มดลูกหรือทะลุไปไหนจ้า
โอ้ว...โลกเปลี่ยนมากกกก เหมือนฟ้าเปิด ชั้นได้ชีวิตชั้นกลับคืน คือช๊อค งง...ที่คุณหมอหมอท่านแรกบอกคืออะไร ทำไมเราต้องทนทุกข์ทรมานมาตั้งนานเพราะเจอคุณหมอวินิจฉัยแบบนั้น
หลังจากนั้นคุณหมอเยื้อนก็เปิดประวัติการรักษาเราดู แล้วก็นิ่งๆ คุณหมอก็เห็นว่าได้ยานี่นั่นโน่นเยอะมากกก ก็ถามเราว่าใช้ยาตามนี่หรอ เราก็บอกหนูใช้ยาตามหมอท่านแรกสั่งหมดเลยค่ะ กินหมดแล้วเรียบร้อย หมอก็ไม่พูดอะไร แล้วเราก็ขอหมอว่าช่วยรับหนูเถอะนะคะ หนูขอย้ายมาฝากท้องกับคุณหมอนะคะ...
และแล้วในที่สุด คุณหมอก็เลยรับเคสเรา ดีใจมากกกก คือชีวิตเปลี่ยน จากนอนร้องไห้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับเป็นคนละคน กลายเป็นได้ท้องอย่างมีความสุขกับเค้าสักที
ขอบคุณชีวิตใหม่ที่ไม่ทุกข์หนักเพราะมีคุณหมอเยื้อนจริงๆค่ะ
เรื่องถัดไปจะเป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆ ตัวช่วยระหว่างตั้งท้องค่าา