พอดีเห็นกระทู้ที่พ่อแม่ให้ลูกเรียน โฮมสกูล อย่างเดียวทั้งที่เด็กไม่ได้มีปัญหาพิเศษอะไร จึงมีความเห็นต่างๆ ให้พ่อแม่เผือขาดเผือเกินไว้ด้วย
ผม...
เรียนรู้การค้าขายของชำ ตั้งแต่จำความได้ จากแม่ เช้ามืด 6.00 น ผมต้องขนของออกไปจัดร้านในตลาด และนั่งขายของแทนแม่ไปก่อน เพราะแม่ออกไปซื้อหาของ ในตลาดในตัวเมืองตั้งแต่ตี 4 - 5 น ประมาณ 8 โมงเช้ากลับมาพร้อมกับของสดและไม่สด 2-3 แข่งใหญ่ 18.00 น. ผมก็ต้องขนของกลับเข้าไปเก็บในบ้าน กำไรขายของซำของแม่สมัยนั้น 10-30 % ทั้งของแห้ง ของสด ของคาว ของมีกลิ่น เช่นกะปิ จิ้งจัง และเครื่องในปลามักดอง ฯลฯ
วันหยุด ขายน้ำแข็งแท่งเดินขายในรอบบริเวณ 2 กม. ทั่วหมู่บ้านต่อมาเปลี่ยนเป็น ขายฉลาก จับของรางวัล ผมมีรายได้เสริมอีก คือออกไปดักขึ้นเรือที่กำลังแล่นอยู่ ตรงปากอ่าว ไกลจากบ้านเป็นกิโล เพื่อจองไก่บ้าน เป็นแข่งๆ ที่ชาวบ้านตามเกาะนำมาขาย ได้ครั้งละ 2-5 บาท
เรียนรู้ทางการช่าง ตัดผม(ยังไม่ทันได้เรียนโดนห้ามเสียก่อน) ซ่อมวิทยุทรานชิเตอร์ ปะยางซ่อมจักยาน ลับมีดลับปัตตาเรี่ยนตัดผม เดินสายไฟผสมปูนต่อเติมบ้านเอง แม้แต่ขุดบ่อส้วม และขายอะไหร่ รถจักรยาน และยางรถจักรยานยนตร์ที่ซ่อมเปลี่ยนให้เสร็จ ก็ กำไร 30-50 % ทีเดียว ตั้งแต่ประถม เข่น ปะยางจักรยาน 3 บาท พ่อก็ให้ 1 บาท ปะยางจักรยานยนตร์ 5 บาท พ่อก็ให้ 2 บาท ลับมีด้ามละ 3 บาท พ่อก็ให้ 1 บาท
ผมมีรายได้ตั้งแต่เด็กประถม เศษเหรียณ ผมทิ้งระเกะระกะทั่วบ้านเลยที่เดียว
ตอนผม จบ ป.7 พ่อก็ให้หยุดเรียน เพื่อให้เป็นช่างแบบพ่อ แต่ผมกลับเรียนเก่งขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ดูแล้วผมอาจจะเพี้ยนจนบ้าๆ แบบพี่ชายคนโตได้เพราะอยากเรียนที่ดันเรียนเก่งมากๆ แล้วโดนให้หยุดเรียนในระดับจบมัธยมต้น ความคิดพี่คนโตจึงเพี้ยนเสมือนบ้าไปเสีย
พ่อแม่จึงตัดสินใจ เอาทรัพย์ที่แอบซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน แบบคาดถึงได้ยาก สมัยนั้นพ่อแม่ไม่กล้าเอาเงินไปฝากธนาคาร เป็นแบ็งค์ 100 บาทที่ปับยัดอยู่ในกระบ๋องยาสูบที่คล้ายกับกระบ๋องนมข้นหวานมีฝาปิด ที่แม่แบ่งขายจึงเหลือกระบ๋องจำนวนมาก กระบ๋องหนึ่งก็ 6-7-8 พันบาท หลายๆ สิบกระบ๋อง แต่ไม่เกิน 100 กระบ๋อง รวมทั้งทองอีกประมาณ 40 บาท มากองให้ผมดู แบบให้ทราบว่าไม่ต้องเรียนเราก็รวยอยู่แล้ว ระดับล้านบาท หรือเป็นเศรษฐีเงินล้านแล้วในตำบล เมื่อ พ.ศ 2517 ที่เงินเดือนข้าราชการแรกเข้าจบปริญญาตรี เงินเดือนประมาณ พันบาทเอง
แต่พ่อกับแม่ และครอบครัวอยู่อย่างผ้าขี้เริ้ยวห่อทอง ไม่แสดงให้คนภายนอกรู้ เรื่องมาแดงให้คนภายนอกรู้ ก็ตอนที่พ่อแม่ สร้างตึกสองห้อง
2 ชั้น เป็นตึกแรกในตำบล ด้วยเงินเพียงไม่กีหมื่นบาทเองในสมัยนั้น และเริ่มเอาเงินฝากธนาคาร พ่อจึงเปลี่ยนเอาทองไปขาย เปลี่ยนเป็นเงินฝากธนาคาร เพราะดอกเบี้ยธนาคาร 12 %
เงิน 1 ล้าน ดอกเบี้ยปีละ 120,000 บาท หรือได้เดือนละ 1 หมื่นบาท โดยไม่ต้องทำอะไร ขนะที่เงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีแรกเข้า เพียง พันกว่าบาทต่อเดือน.
แต่ผมกลับมองทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีค่าเอาเสียเลย กลับเห็นการเรียน การมีปัญญาความรู้ ความสามารถในทางที่ดี มีค่ามากกว่าเทียบกันไม่ได้เลย ผมจึงยอมสละชีวิต แม้ลำบากยากเข็นเจียนตายได้
ก็เจียนตายและเกือบบ้าไปจริงๆ แต่ก็ผ่านมันมาได้ และไม่จน ทรัพย์ระดับหลายล้านต้นๆ ไม่เกิน 10 ล้าน หนี้เป็น 0 มีรายได้แบบไม่ต้องทำงานหลังเกษียณประมาณ 13,000 -15,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมหาเพิ่มได้อีกกะเรอะก๊อกแก็กในที่ดินหรืออื่นๆ เช่น ลงทุนในหุ้นนี้ก็ประสบการณ์ 7 ปีไปแล้วเพอเอาตัวรอดได้ประมาณหนึ่ง ปลูกผักสวนครัวกินเองเหลือขาย เพาะเห็ด(เพราะมีความรู้อยู่แล้ว) หรือพัฒนาเขียนแอปเล็กๆ อำนวนความสะดวกบนเอนดรอยมือถือ ให้โหลดตัวละ 50-100 บาท ฯลฯ มีอะไรให้ทำเยอะเยยะหลังเกษียณ แม้จะไม่ฟู่ฟ่าระดับเป็นเศรษฐี ก็สามารถมีได้ ทั้งที่ชีวิตเริ่มเงินจาก 0 หรือติดลบมาเสียอีกก็ตามด้วยการต่อสู้ ที่พ่อไม่ช่วยและขัดขวางเสียอีก ก็ด้วยปัญญา ความรู้ ความสามารถนั้นเอง แม้จะอุ้มแม่ที่นอนติดเตียง ก็ยังพออุ้มไปได้ แบบไม่ต้องจนลงไปกว่าเดิม
และดูๆ แล้วจากพี่ๆ ที่ไม่ได้เรียน มีทรัพย์สินเพียง 1-2-3 ล้านบาทก็สุดๆ จะเอื่อมถึงแล้ว และอายุก็เกิน 60 ปีไปแล้ว
ดังนั้นชีวิตมุมมองแต่ละคน ย่อมแตกต่างกัน จะให้เป็นแบบเดียวอย่างที่พ่อแม่วาดไว้ ย่อมไม่ได้ทั้งหมด ต้องเผื่อชาดเผื่อเกินจุดนี้ไว้ด้วย.
(น่าจะเอาไปตั้งกระทู้ใหม่ เพื่อได้เห็นมุมมองต่างๆ ได้ของคนรุ่นใหม่ได้บ้าง)
บางครั้งพ่อแม่ขีดทางการอาชีพให้ลูก ก็ไม่ได้ดังใจเสมอไป จึงไม่ควรให้ทิ้ง เรื่องปัญญาความรู้ ความสามารถในทางที่ดีไว้ด้วย
ผม...
เรียนรู้การค้าขายของชำ ตั้งแต่จำความได้ จากแม่ เช้ามืด 6.00 น ผมต้องขนของออกไปจัดร้านในตลาด และนั่งขายของแทนแม่ไปก่อน เพราะแม่ออกไปซื้อหาของ ในตลาดในตัวเมืองตั้งแต่ตี 4 - 5 น ประมาณ 8 โมงเช้ากลับมาพร้อมกับของสดและไม่สด 2-3 แข่งใหญ่ 18.00 น. ผมก็ต้องขนของกลับเข้าไปเก็บในบ้าน กำไรขายของซำของแม่สมัยนั้น 10-30 % ทั้งของแห้ง ของสด ของคาว ของมีกลิ่น เช่นกะปิ จิ้งจัง และเครื่องในปลามักดอง ฯลฯ
วันหยุด ขายน้ำแข็งแท่งเดินขายในรอบบริเวณ 2 กม. ทั่วหมู่บ้านต่อมาเปลี่ยนเป็น ขายฉลาก จับของรางวัล ผมมีรายได้เสริมอีก คือออกไปดักขึ้นเรือที่กำลังแล่นอยู่ ตรงปากอ่าว ไกลจากบ้านเป็นกิโล เพื่อจองไก่บ้าน เป็นแข่งๆ ที่ชาวบ้านตามเกาะนำมาขาย ได้ครั้งละ 2-5 บาท
เรียนรู้ทางการช่าง ตัดผม(ยังไม่ทันได้เรียนโดนห้ามเสียก่อน) ซ่อมวิทยุทรานชิเตอร์ ปะยางซ่อมจักยาน ลับมีดลับปัตตาเรี่ยนตัดผม เดินสายไฟผสมปูนต่อเติมบ้านเอง แม้แต่ขุดบ่อส้วม และขายอะไหร่ รถจักรยาน และยางรถจักรยานยนตร์ที่ซ่อมเปลี่ยนให้เสร็จ ก็ กำไร 30-50 % ทีเดียว ตั้งแต่ประถม เข่น ปะยางจักรยาน 3 บาท พ่อก็ให้ 1 บาท ปะยางจักรยานยนตร์ 5 บาท พ่อก็ให้ 2 บาท ลับมีด้ามละ 3 บาท พ่อก็ให้ 1 บาท
ผมมีรายได้ตั้งแต่เด็กประถม เศษเหรียณ ผมทิ้งระเกะระกะทั่วบ้านเลยที่เดียว
ตอนผม จบ ป.7 พ่อก็ให้หยุดเรียน เพื่อให้เป็นช่างแบบพ่อ แต่ผมกลับเรียนเก่งขึ้นเรื่อยๆ พ่อแม่ดูแล้วผมอาจจะเพี้ยนจนบ้าๆ แบบพี่ชายคนโตได้เพราะอยากเรียนที่ดันเรียนเก่งมากๆ แล้วโดนให้หยุดเรียนในระดับจบมัธยมต้น ความคิดพี่คนโตจึงเพี้ยนเสมือนบ้าไปเสีย
พ่อแม่จึงตัดสินใจ เอาทรัพย์ที่แอบซ่อนไว้ตามมุมต่างๆ ของบ้าน แบบคาดถึงได้ยาก สมัยนั้นพ่อแม่ไม่กล้าเอาเงินไปฝากธนาคาร เป็นแบ็งค์ 100 บาทที่ปับยัดอยู่ในกระบ๋องยาสูบที่คล้ายกับกระบ๋องนมข้นหวานมีฝาปิด ที่แม่แบ่งขายจึงเหลือกระบ๋องจำนวนมาก กระบ๋องหนึ่งก็ 6-7-8 พันบาท หลายๆ สิบกระบ๋อง แต่ไม่เกิน 100 กระบ๋อง รวมทั้งทองอีกประมาณ 40 บาท มากองให้ผมดู แบบให้ทราบว่าไม่ต้องเรียนเราก็รวยอยู่แล้ว ระดับล้านบาท หรือเป็นเศรษฐีเงินล้านแล้วในตำบล เมื่อ พ.ศ 2517 ที่เงินเดือนข้าราชการแรกเข้าจบปริญญาตรี เงินเดือนประมาณ พันบาทเอง
แต่พ่อกับแม่ และครอบครัวอยู่อย่างผ้าขี้เริ้ยวห่อทอง ไม่แสดงให้คนภายนอกรู้ เรื่องมาแดงให้คนภายนอกรู้ ก็ตอนที่พ่อแม่ สร้างตึกสองห้อง
2 ชั้น เป็นตึกแรกในตำบล ด้วยเงินเพียงไม่กีหมื่นบาทเองในสมัยนั้น และเริ่มเอาเงินฝากธนาคาร พ่อจึงเปลี่ยนเอาทองไปขาย เปลี่ยนเป็นเงินฝากธนาคาร เพราะดอกเบี้ยธนาคาร 12 %
เงิน 1 ล้าน ดอกเบี้ยปีละ 120,000 บาท หรือได้เดือนละ 1 หมื่นบาท โดยไม่ต้องทำอะไร ขนะที่เงินเดือนข้าราชการระดับปริญญาตรีแรกเข้า เพียง พันกว่าบาทต่อเดือน.
แต่ผมกลับมองทรัพย์สินเหล่านั้นไม่มีค่าเอาเสียเลย กลับเห็นการเรียน การมีปัญญาความรู้ ความสามารถในทางที่ดี มีค่ามากกว่าเทียบกันไม่ได้เลย ผมจึงยอมสละชีวิต แม้ลำบากยากเข็นเจียนตายได้
ก็เจียนตายและเกือบบ้าไปจริงๆ แต่ก็ผ่านมันมาได้ และไม่จน ทรัพย์ระดับหลายล้านต้นๆ ไม่เกิน 10 ล้าน หนี้เป็น 0 มีรายได้แบบไม่ต้องทำงานหลังเกษียณประมาณ 13,000 -15,000 บาทต่อเดือน ยังไม่รวมหาเพิ่มได้อีกกะเรอะก๊อกแก็กในที่ดินหรืออื่นๆ เช่น ลงทุนในหุ้นนี้ก็ประสบการณ์ 7 ปีไปแล้วเพอเอาตัวรอดได้ประมาณหนึ่ง ปลูกผักสวนครัวกินเองเหลือขาย เพาะเห็ด(เพราะมีความรู้อยู่แล้ว) หรือพัฒนาเขียนแอปเล็กๆ อำนวนความสะดวกบนเอนดรอยมือถือ ให้โหลดตัวละ 50-100 บาท ฯลฯ มีอะไรให้ทำเยอะเยยะหลังเกษียณ แม้จะไม่ฟู่ฟ่าระดับเป็นเศรษฐี ก็สามารถมีได้ ทั้งที่ชีวิตเริ่มเงินจาก 0 หรือติดลบมาเสียอีกก็ตามด้วยการต่อสู้ ที่พ่อไม่ช่วยและขัดขวางเสียอีก ก็ด้วยปัญญา ความรู้ ความสามารถนั้นเอง แม้จะอุ้มแม่ที่นอนติดเตียง ก็ยังพออุ้มไปได้ แบบไม่ต้องจนลงไปกว่าเดิม
และดูๆ แล้วจากพี่ๆ ที่ไม่ได้เรียน มีทรัพย์สินเพียง 1-2-3 ล้านบาทก็สุดๆ จะเอื่อมถึงแล้ว และอายุก็เกิน 60 ปีไปแล้ว
ดังนั้นชีวิตมุมมองแต่ละคน ย่อมแตกต่างกัน จะให้เป็นแบบเดียวอย่างที่พ่อแม่วาดไว้ ย่อมไม่ได้ทั้งหมด ต้องเผื่อชาดเผื่อเกินจุดนี้ไว้ด้วย.
(น่าจะเอาไปตั้งกระทู้ใหม่ เพื่อได้เห็นมุมมองต่างๆ ได้ของคนรุ่นใหม่ได้บ้าง)