เราเองเป็นคนที่ทิ้งเขาไป แต่ทำไมกลับกลายเป็นเราที่เจ็บกว่า

รักเรามันของจริง (มันคือสิ่งที่เราได้ยินตลอดเวลาที่คบกัน)
คนที่เลือกเดินออกมา บางทีก็เสียใจไม่แพ้กัน หรือบางทีเขาอาจเสียใจกว่าก็ได้

......เราคบกันมาเกือบ 4 ปี เราทั้งคู่แทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ทั้งการดำเนินชีวิต สังคม รสนิยมการแต่งตัว อาหาร เวลานอน การดูหนังถึงจะชอบดูหนังเหมือนกันแต่คนละแนว (บางทีหนังที่เราดูก็เหมือนเขาจะฝืนๆ) มีอย่างเดียวที่เหมือนกันคือ เราฟังเพลงแนวเดียวกัน (เพลงที่เปิดแล้วคนอื่นมักถามว่าเปิดอะไร)
      เราสองคนเป็นคู่ที่หลายคนอิจฉา เพราะเราสองคนแทบจะแสดงออกถึงความรัก ซื่งกันละกันมาตลอด ทางบ้านเราสองคนต่างก็เห็นว่าเราสองคนเหมาะสมกัน เขาเป็นคนทัศนคติดี มีความเป็นผู้ใหญ่ จิตใจดี อบอุ่นที่อยู่ใกล้ คอยสอย คอยให้กำลังใจเราตอลด ถึงเขาจะเป็นคนหยิ่งก็ตาม แต่เขาตามใจเราทุกอย่างไม่ว่าอยากไปไหน หรืออยากได้อะไร ซึ่งเราไม่เคยได้รับ
      แต่รักครั้งนี้มันพัง?

      การเจอเขามันคือความสุขของผู้หญิงคนหนึ่งที่เคยผิดพลาดเรื่องความรักมาหนักๆ แบบเรา เราพยายามเตือนตัวเองเสมอว่าอย่ารักเขาหมดใจ เพราะเขาเคยมีครอบครัวมาก่อน ครอบครัวเขาเป็นครอบครัวที่น่ารัก มีลูก 2 คน เขาเป็นคนรักลูก รักครอบครัวมาก ซึ่งเราได้รับรู้จากการตั้งกระทู้ของเขา (ที่ส่งให้เราอ่าน) ทำให้เรากลัวว่าถ้าวันนึงคนที่เขารัก คนที่เป็นครอบครัว คนที่เป็นแม่ของลูกกลับมาเราจะตกอยู่ในสภาพไหน
      นั้นคือสิ่งที่เราเผื่อใจเอาไว้จากประสบการณ์ชีวิตที่เคยผ่านมา

......ปีแรกที่คบกัน เขามาหาเราทุกวันแสดงออกถึงความจริงใจ ความรัก เรามีความสุขมาก เราเปลี่ยนและปรับตัวเองเพื่อเขา เราเป็นสายปาร์ตี้เพื่อนเยอะ แต่เขาเป็นคนที่มีความสุขกับโลกออนไลน์ เพื่อนน้อย เราใช้เวลาในฃ่วงวันศุกร์เย็น เสาร์ และอาทิตย์ เก็บเกี่ยวความสุขและศึกษากัน เช้าวันจันทร์เขาจะส่งเราทำงาน เราใช้ชีวิตประจำวันมีทักแชทคุยกันบ้าง แต่ช่วงกลางคืนจะไม่ได้คุยกัน เพราะเป็นวลาที่เขาทำงานและเป็นเวลานอนของเรา
      ฃ่วงเวลาที่ไปบ้านเขา เราตื่นมาก็จะทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า อาบน้ำแล้วมานั่งดูเขาเล่นเกมส์ เวลาที่เขาเข้าสู่โลกออนไลน์เขามักจะใส่ใจเราน้อยลงเสมอ บางทีเรากินข้าวเช้า 4 ทุ่ม นั่งๆ นอนๆ จนหมดวัน แล้วเช้าวันจันทร์ก็ตื่นทำงาน วนแบบนั้นมาเกือบปี
......ปีที่ 2 เราเริ่มอีดอัดจะการไม่เป็นตัวเอง เราต้องใส่ขายาวและอยู่แต่บนห้องเขา เพราะเราเป็นผู้หญิงมีรอยสัก แม่เขาออกจะไม่ค่อยชอบเรื่องนี้ เราเลยตกลงกันว่ามาบ้านเราแทนไหม? อย่างน้อยเวลาเราหิวข้าวก็หากินเองได้ เราห่วงคนที่บ้านด้วย จะได้มีเวลาดูแลบ้าง?
      เราคุยกับที่บ้านเรื่องเขา ทุกข้อดีที่เราหยิบยกมา ทำให้ที่บ้านเรายอมรับเขาและเอ็นดูเขา แบบที่เราตั้งใจ เขาจะมานอนบ้านเราทุกวันพุธ และอาทิตย์ เวลาที่อยู่ด้วยกันเราตัวติดกันตลอด กินข้าว นอนดูหนัง อาบน้ำและหลับไปพร้อมกัน
      เราสองคนชอบพากันเที่ยว ตจว. เพราะความชอบของเรา แล้วเขาก็บอกเราเสมอว่าเราเป็นคนแรกที่พาเขาใช้ชีวิตแบบนี้ ถึงบางทีเขาจะไม่ได้ให้ความรวมมือสักเท่าไหร่ เราสองคนมักจะหาโปรแกรมไปเติมความหวานกันเสมอ
      เขามักจะแอบถ่ายรูปเราตลอด มีโพสหวานๆบ้าง ให้ชื่นใจ (เพราะเขาเคยบอกว่ามันคือสิ่งที่เขาเคยทำตอนยังมีแม่ของลูกอยู่ เขาไม่ชอบลงรูปตัวเอง)
      แต่ด้วยความที่ยังมีสายปาร์ตี้หลงเหลืออยู่ เราขอเขาออกไปหาเพื่อนๆ บ้าง ทุกคืนวันศุกร์ การออกไปเที่ยวไปแฮงเอาท์แต่ละครั้ง เราจะให้เขาไปรับเสมอ เพื่อความสบายใจของเขา จนเราอยากให้เขาไปกับเราด้วยเพราะเราอยากให้เขาอยู่ให้ช่วงเวลาของเรา แต่เขาปฏิเสธทุกครั้ง เราเลยไม่อยากดูน่ารำคาญ จึงไม่กล้าถามเขาอีกว่าอยากไปกับเราไหม
......ปีที่ 3 ด้วยความที่เขาวางตัวเป็นที่ปรึกษาที่ดีให้น้องๆ เพื่อนๆ มันทำให้ผู้หญิงหลายคนแอบชอบเขา เราเริ่มกลัว หึง หวง อาการปกติของผู้หญิง เราเริ่มแอบอ่านแชทเขาบ้าง ในหลายๆ ช่องทางที่นักออนไลน์ใช้ติดต่อกัน เรารู้อะไรหลายๆ อย่างที่เราควรรู้ แต่เราคิดว่ามันก็แค่นั้น เพราะเขายังอยู่กับเรา เรายังเชื่อใจกัน
      เราได้รับข้อความจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งน่าจะคบกันมาก่อนเจอเรา หลังจากเลิกกับแม่ของลูก ผู้หญิงคนนี้น่าจะคบกันประมาณ 1-2 เดือน แล้วแฟนเราก็ทิ้งมา ด้วยความที่เราเป็นสายลุย เรานัดเจอผู้หญิงคนนี้ เราได้คำเตือนกลับมาว่าแฟนเรา เขาไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด เขาทำเรื่องแย่ๆ กับผู้หญิงหลายๆ คนก่อนมาเจอเรา คำพวกนั้นวนอยู่ในสมอง คิดทบทวนกับแชทที่แอบอ่านมาก็ น่าจะจริง
      เราเลือกที่จะเก็บไว้ในใจคนเดียว ไม่โวยวาย ไม่งี่เง่า เราไม่อยากเป็นแบบผู้หญิงคนอื่นที่เขาเคยยกตัวอย่างให้ฟังเหมือนเตือนเราว่าไม่ชอบ ในปีที่ 3 เราสองคนเริ่มคุยกันเรื่องสร้างตัว เก็บเงินแต่งงาน ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราร้องขอและเป็นสิ่งที่เขาก็เห็นด้วย ความรักเราก็ไปด้วยดีแบบเรียบง่าย
      จนที่บ้านเราเริ่มถามถึงแม่ของเขาว่าอยากให้มาคุยกัน รู้จักกันบ้าง เพราะคบมามาก็นานแล้ว มากินมานอน คนอื่นเห็นก็จะดูไม่ดี หลายครั้งต่อหลายครั้งที่เขารับปากแต่มันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม่เขาไม่เคยมา เขามีข้ออ้างเสมอเวลาที่ผู้ใหญ่บ้านเราถาม
      เขาเริ่มออกไปหาเพื่อนสมัยเรียนบ่อยขึ้น นัดกิน นัดเที่ยว โดยที่ไม่เคยชวนเราสักครั้ง พอเราขอไปเขาอ้างว่ากลัวเราไม่สนุกเพราะเราไม่รู้จัก บ่อยๆ เข้าเราก็ชิน จนเราเริ่มสงสัยแล้วแอบอ่านแซทอีกรอบ ถึงได้รู้ว่ามีเพื่อนสมัยเรียนชอบเขา เขาเริ่มไม่ใส่ใจเรา รับโทรศัทพ์บ้างไม่รับบ้าง
      แล้วคืนวันนึงเขาขอไปกินกับเพื่อนๆ ปกติที่ห้องเพื่อนผู้หญิงที่เขาสนิท ซึ่งดูไม่ชอบเราเท่าไหร่ เราโทรไปหาหลายสายเพราะห่วงจะกลับไม่ไหว จนตี 5 คนที่รับไม่ใช่แฟนเรา แต่เป็นเพื่อนเขาผู้หญิงบอกว่า แฟนเราหลับ แค่นี้แล้วตัดสาย ........ เราเชื่อเซ้นต์ของผู้หญิง
      เช้าอีกวันแฟนเราโทรกลับมาพร้อมคำขอโทษแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเกินขึ้น เราถามด้วยความใจเย็นว่ากลับกี่โมง? ไม่รู้คือคำตอบ แต่กลับมานอนบ้านตั้งแต่เมื่อคืน ซื่งมันไม่ใช่ความจริง
      เงียบไว้คือทางออกที่ดี....ที่จะไม่ให้ทุกอย่างพัง

......เข้าปีที่ 4 แม่เขาเริ่มเรียกร้องการกลับมาของแม่ของลูกเขา ซึ่งเขาเล่าให้เราฟัง เขาบอกแต่ว่าไม่มีทางกลับไป และเราก็เชื่อใจ เขาแทบไม่ยอมถ่ายรูปคู่กลับเรา เขาแทบไม่มีรูปเรา เขาแทบไม่ลงรูปเราใน FB มีแต่เราที่ยังภูมิใจที่จะอวดเขาให้ใครต่อใครรู้
      เขามีเพื่อนผู้หญิงที่สนิททางออนไลน์ ที่เขาจะปรึกษาทุกเรื่อง รวมเรื่องของเรา เราแอบอ่านไปร้องไห้ไป เพราะมันมีทุกข้อเสียของเราที่เขาไม่เคยบอกให้เราแก้ไข แต่เอาไปเล่าให้คนอื่นฟัง เรายิ่งอ่านทุกประโยค ยิ่งทำให้เราเริ่มรู้สึกว่าผู้ชายคนนี้ที่บอกรักเราคือใคร ทำไมคนนี้เราไม่ร็จักเลย
      เราเริ่มกลับมาติดเพื่อน เขาก็เริ่มติดเพื่อน ความสัมพันธ์เหมือนจะแย่ลง คุยกันน้อยลง เราเริ่มคุยกับคนอื่นเพราะมันเริ่มมีช่วงว่าง เราเริ่มเหงาบวกกับเรื่องที่เราเอามาปะติดปะต่อกัน ทุกอย่างเหมือนจะเริ่มแย่ลง แต่เรายังรักกันแค่ความสัมพันธ์เราเปลี่ยนไปแบบแปลกๆ
      แต่เราไม่เคยผูกพันธ์กับคนที่เราคุยด้วย เราแค่เอาไว้คุยแก้เหงาเพราะจะบอกตลอดว่าเรามีแฟนนะ รักแฟนมาก....เรากลัวเสียเขาไป เราทำผิด เรารู้

      เขาเริ่มมีปัญหาเรื่องงาน เรื่องที่บ้านสะสมมาก่อนหน้านี้ เขาเริ่มใส่อารมณ์ ดูไม่สดใส ไม่มีความสุข เขาขอเราไปทำงานกับที่บ้านแม่ของลูกด้วยเหตุผลที่ว่าเงินดี และคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอกันกับแม่ของลูก เราได้กลัง ไม่กล้าที่จะห้ามด้วยซ้ำ เพราะเขาเป็นคนวางแผนแล้วคือต้องทำ เราทำได้แค่เป็นกำลังใจ ไม่อยากเป็นคนมีปัญหาในสายตาเขา
      แม่เขาชวนเราไปหาที่ ตจว. ซึ่งพ่อเขาทำงานอยู่ แม่พาเราสองคนไปกินข้าวระหว่างสั่งกับข้าว แม่พูดว่า ไม่ต้องเอามา ไอ...(ฃื่อแม่ของลูก) มันไม่กิน ทุกคนในโต๊ะหันมามองเรา เรายิ้มกลับ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
      แม่ของลูกๆ คงไปมาหาสู่บ่อยๆ นั่นคือสิ่งที่เราคิด เพราะทุกอย่างคงแสดงออกมาเพราะความเคยชิน
      
      เราเริ่มถอยห่างออกมา รักษาระยะ อยู่กับเพื่อน อยู่กับครอบครัว เราเริ่มมีคนเข้ามาเยอะขึ้นเพราะเราเพื่อนเยอะ มาจีบบ้างมาเป็นที่ปรึกษาบ้าง จนเราเจอผู้ชายคนนึงที่เคยเป็นเพื่อนเคยเห็นหน้ากัน แต่ไม่ได้สนิท เราปรึกษาเรื่องแฟนเรา เขาคอยให้คำปรึกษาแนะทางฟื้นความสัมพันธ์ แต่เรากลับอ่อนไหว รู้สึกว่าถ้าเป็นคนนี้เขาจะไม่ทำเราเสียใจ
      เราคุยกันสักพัก แฟนเราจับได้ เราสารภาพทุกอย่างเพราะเราแค่อ่อนไหว แต่เรายังไม่ได้ใจอ่อน ......... จบลงที่แฟนขอให้ห่างกันสักพัก เพื่อดูว่าเรายังรักกันอยู่ไหม เราต้องเลียตัวเองบอกผู้ชายคนนี้ว่าให้ได้แค่ฐานะเพื่อน นั่นคือสิ่งที่มันถูกต้อง เพราะการห่างกันของเรา เราต้องทำให้แฟนรู้ว่าเรารักเขาจริง รักเขามาก
      เราเคลียตัวเองเพื่อรอการกลับมาเป็นคู่รักที่ใครๆ อิจฉาเหมือนเดิม แต่มันไม่ไช่ การเข้าใจผิดของแฟนเรามันทำให้เรื่องทุกอย่างดูแย่ แฟนเราพูดว่าเราเสียหายให้เพื่อน ให้ครอบครัวเราฟัง นั่นที่เรื่องที่เราไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนี้ เขาเป็นสุภาพบุรุษในสายตาเรา แต่สิ่งที่เขาพูดกับเพื่อนกับครอบครัวเรามันแย่มาก สุดท้ายทุกอย่างพัง เรารักเขา แต่เราผิดหวังกับสิ่งที่เขาออกมาจากปากเขาเพื่อบอกให้คนอื่นมองดูเราแย่
......กอดสุดท้าย ในวันที่เราขอเวลาถามใจตัวเองว่าทุกอย่างยังเหมือนเดิมอยู่ไหม วันสุดท้ายของเรามันโคตรมีความสุขอยากให้เป็นแบบนี้ไปนานๆ  เราทำทุกอย่างเหมือนไม่ใช่วันสุดท้าย กินข้าว อาบน้ำ นอนดูหนัง กอดกัน ...ยังจำได้ดี

......เราเลือกเดินออกมาเพราะต่อให้กลับไปรักกัน เราต่างก็มีเรื่องในใจทั้งคู่ เราทั้งคู่น่าจะรู้อยู่แล้วว่ามันไม่เหมือนเดิม
      
......เราให้เธอไปเจอคนที่ศีลเสมอกันแบบที่เธอชอบพูด เราก็เดินตามทางที่เราคิดว่ามันดีถึงมันจะไม่ได้ดี เธอไม่เคยออกไปจากความคิดถึง ความห่วงใยเลย ทุกอย่างของเธอยังอยู่ที่เดิม นี่คือเรื่องจริง

......ขอโทษที่โทรไปวุ่นวายวันนั้น เราไม่มีสติ แค่อยากบอกสิ่งที่อยู่ในใจ สิ่งที่ไม่เคยพูด / เชื่อเรื่องพรหมลิขิตไหม?
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่