พรุ่งนี้ของวันสุดท้าย

ปี 2018 กลางปีระหว่างฟุตบอลโลกแข่งขันรอบแรกเสร็จ ผมได้กลับไปเยี่ยมเพื่อนที่ทำงานเก่า พนักงานก็หลายร้อยจนเกือบๆจะเป็นพันคน แต่มีแค่ 2 -3 คนที่ผมสนิท และอย่างมากก็ 10 คนที่ผมจะนั่งคุยด้วยนานๆได้ เนื่องด้วยหน้าที่การงาน และ โอกาสพบปะนั้นแตกต่างกันไป

ผมได้แวะไปเยี่ยมนั่งคุยกับรุ่นพี่คนนึงก่อน ซึ่ง คนนี้ก็เป็นคนหนึ่งที่ผมนั่งคุยนานๆได้ แกใกล้เกษียณแล้วครับ ไม่ค่อยมีอะไรให้แก่ทำ แต่บริษัทก็ไม่ตัดสัมพันธ์เพราะ รุ่นพี่คนนี้แกก็ทำงานให้บริษัทมากว่า 20 ปี และ ผมก็ชวนคุยเรื่องเลิกทำงานแล้วพี่จะทำอะไร และรุ่นพี่ท่านนี้ก็โชว์ สวนของแกว่ามีอะไรปลูกบ้าง อยู่แถวไหน และ ลูกๆแกเรียนอะไร จบมาทำงานคงหมดห่วง ส่วนตัวแกก็ไปนั่งเฝ้าสวน ตามประสาคน อินดี้ แบบพี่เค้า

คุยกันไปหลายเรื่องตามประสานานๆเจอกันที และหน้าที่การงาน ของทั้งพี่และผม คือ บริหารเวลาตัวเอง คือไม่ใช่งานประเภทต้องให้มีคนมาบอกว่า ตอนนี้ต้องทำอะไร เขาโยนมาเป็นก้อนๆ เราทำให้เสร็จตามเวลาก็พอ เลยนั่งคุยได้เป็นชั่วโมง จนกระทั่ง

พี่แกเอ่ยขึ้นมาเกี่ยวกับ สุขภาพ ว่าไม่ค่อยดีนะ แล้วต่อด้วยประโยคที่ว่า " ไอ้น้องอีกคนนึง นั่งตรงโน้น ก็ตายไปแล้ว " ผมได้ยินคำนี้ ตอนแรกไม่รู้ว่าใคร แต่ไม่นานจากนั้นผมก็ถามว่า ใคร และคำตอบก็ทำให้ผม สะดุ้งอย่างมาก เพราะคนที่เสียไปได้หลายวันแล้ว ก็คือ เพื่อนร่วมงานเก่า หนึ่งใน 2-3 คนที่ผมสนิทด้วย ตอนที่ยังทำงานที่นั่น

อ่านถึงตรงนี้ ก็คงจะมีคนคิดว่า อ้าว บอกสนิทกัน แล้วเขาตายไปไม่รู้เรื่องเลยหรือ ผมก็ยอมร้บครับว่า ไม่ทราบ !

เนื่องด้วยก่อนหน้านั้นเพียงเดือนเดียว ผมยังคุยโทรศัพท์กับเพื่อนคนที่ตายไปนี้ และ น้ำเสียงเขาดีมาก และเขาไม่ได้เอ่ยถึงอาการป่วยอย่างใดเลย ส่วนนึงคือ ผมออกจากบริษัทนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว บางคนก็คิดว่า คงมีคนบอกผม และบางคนคงคิดว่า ผมทราบแล้ว และมันกระทันหันเหลือเกิน

เพื่อนผมคนนี้อายุน้อยกว่าผม 3 ปีด้วยนะครับ เป็นเพื่อนร่วมงาน ทำงานกันมาตั้งแต่อยู่คนละบริษัท แต่ต้องประสานงานกัน และพบเจอกันที่บริเวรที่ทำงานลูกค้าบ้างก็มี จนมาทำงานด้วยก้น และแถมโดนจับให้อยู่โครงการเดียวกัน ผ่านอะไรๆด้วยกัน และ นิสัยใจคอ เข้ากันได้ดี

แต่ผมก็จากบริษัทไป เมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า ขณะที่เขายังอยู่ที่เดิม ทางเดินไม่มาบรรจบกัน ได้แต่โทรคุยบ้าง และถ้ามีโอกาส ผมก็แวะไปกินข้าวกัน แค่นั้น และผมมั่นใจว่า ตลอดเวลาที่ยังเจอกัน ไม่มีใครคิดเรื่อง ตาย หรือ งานศพ ของคนใกล้ๆตัวนี่เลย จริงก็มีเพื่อนอีก สองสามคนไปกินข้าวกันทุกครั้งที่ผมแวะกลับไป พวกเราคุยกัน ถึงแต่อนาคต เรื่องเศร้าเหล่านี้ มันดูเหมือนไม่ได้อยู่ในประเด็นที่ต้องพูดถึงเลย

พิธีสวดอภิธรรม และ วันเผาศพ ผมไม่ได้ไปเลย ไม่ได้ฟังพระสวด ไม่ได้บอกลา มันหดหู่เหลือเกิน แต่หลังจากทราบข่าววันนั้นไม่นาน ผมก็ดำเนินชีวิตต่อไป กับคนรอบตัวผมที่ยังอยู่ กับ ปัญหาที่ยังมีและต้องต่อสู้ดิ้นรนต่อไป ด้วยความรู้สึกตั้งอยู่บนความไม่แน่นอน ลึกๆในใจตัวเอง

ผมมีประสบการณ์เพื่อนสนิท จากไปตั้งแต่ตอนเรียน อายุ 20 พอทำงาน ก็มีเพื่อนสนิทอีกคน ก็เสียไปในวัย 30 กลางๆ แต่ละงานศพที่เราได้ไป เราไปด้วยความอาลัย เคาะโลงบอกลา มองหน้าเมียเขา เห็นร้องไห้ ลูกก็ยังเล็กๆ มันทำไมต้องเป็นแบบนี้นะคนเรา เพื่อนผมคนที่เสียไปตอนอายุ 30 กลางๆ เขามีภาระหลายอย่าง ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาคงคิดไว้ ตั้งใจอยากทำ แต่วันนั้นเขาก็เสียชีวิตในบริษัท ด้วยเส้นเลือดในสมองแตก และ เมื่อถามหลายๆคนแล้ว บอกเหมือนกันว่า ทุกคน มีโอกาส เท่าๆกันสำหรับการจากไปแบบนี้ เพราะมันเป็นกระเปาะนิดเดียวที่ไม่มีการเตือนใดๆ ถึงเวลาจะไป ก็ไปเลย

ผมเขียนมายาวแล้ว ถึงจุดนึงที่ผมคิด ผมคิดว่า งานศพแต่ละงานที่ผมไป ไม่ว่าจะญาติตัวเอง ญาติเพื่อน จนถึงพ่อ แม่ ผมเอง รวมถึง เพื่อนในวัยเดียวกัน มีคนไปร่วมงานศพ บางงานก็คนล้นหลาม จัดวัดสวยหรู ห้องน้ำติดแอร์ คนใส่ซองมากมาย ยิ้มแย้มทักทายเพราะ ปกติไม่ได้เจอกัน จะเจอกันก็งานศพนี่ละ แต่ บางงาน ก็แทบไม่มีคนไปเลย นอกจากลูกเมียสามสี่คน วัดก็เล็ก คนก็น้อย ดูเหมือนๆจะน่าเวทนา สำหรับบางคน

เคยมีคนแสดงความเห็นกับผมว่า งานศพ จัดใหญ๋โต มีแขกมามากมาย มีคนรักเยอะ คนที่มามีหน้ามีตา ผมฟังแล้วก็อดคิดไม่ได้จริงๆว่า เขากำลังคุยว่า งานศพญาติเขายิ่งใหญ่ ครับ ผมขอใช้คำว่า ยิ่งใหญ่ สมเกียรติ แต่ความรู้สึกผมจริงๆแล้ว งานคนมาเป็นหลายร้อย กับงานที่มีลูกเมียไม่กี่คน มันมีอะไรต่างกัน คนไปงานศพ ด้วยอารมณ์ต่างกัน ก็อย่างที่บอกบางกลุ่มไปเจอเพื่อน ไม่ได้เศร้าโศกอะไร บางคนก็ไปเพราะมารยาทสังคม และนั่นคือคนกลุ่มใหญ่ในงานใหญ๋ๆ ซึ่งบางครั้งงานศพดู เอิกเกริกจนเหมือนงานปาร์ตี้ด้วยซ้ำนะ

แต่งานเล็กๆ มีคนไม่กี่คน เออ มันเหมือนเรามางานศพจริงๆ มีคนนั่งร้องไห้อยู่ เห็นชัดกว่างานใหญ่ แต่งานใหญ่คนก็ร้องนะครับ ไม่ได้ว่าเขาไม่ดี เพียงแต่เราเห็นแต่ภาพอีกาพนึงมากกว่า เขาเรียก ภาพรวม

ส่วนคนตายไปแล้ว ไม่รับรู้อะไรด้วย จะมีคนมางานศพเขาคนนั้น กี่คน มากันหลายร้อย หรือ มากัน สิบกว่าคน หรือไม่มีใครมาเลย เขาไม่รู้เรื่องแล้ว เขาหมดกรรมที่ต้องชดใช้ในชาตินี้แล้ว บางคนคงต้องใช้คำว่า หมดเวรหมดกรรม ไม่ต้องลำบากอีกต่อไปกับชาตินี้ที่มันลำเค็ญ จริงๆ และคนที่ตายไป ไม่ว่าจะดี จะเลว จะเป็นที่จดจำ เป็นที่รัก มากน้อยแค่ไหน แต่ ความรู้สึกมันก็จะค่อยๆจางไป ตามวันเวลาของคนที่ยังอยู่ว่า อยู่กันอีกนานแค่ไหน

ผมเคยเป็นเด็กที่ดูหนังญี่ปุ่นมากไป เคยคิดตามประสาเด็กๆว่า มนุษย์ดาวมรกต จะมามอบพลังพิเศษ ให้ผมเหนือมนุษย์และไม่ต้องตาย อยู่ไปนานๆ

แต่พอโตแล้ว ผมเห็นคนเก่ง คนดัง คนมีคุณค่า ต่างล้วนลาโลกไปตามวันเวลา ไม่มีข้อยกเว้น จากที่เห็นวัยรุ่งเรือง ก็แก่ แล้วก็จากไป ก็สรุปว่าคงไม่มีใครหลุดจากวงจรนี้ เพราะนี่คือชะตาของคนเรา จะเหลือชื่อเสียง ความทรงจำไว้ หรือ จะมีลูกหลานสืบทอดตระกูลไป ลูกหลานจะเจริญรุ่งเรือง หรือ ตกต่ำ บางคนยังห่วง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว .....

เมื่อวันสุดท้ายผ่านไป พรุ่งนี้จะเกิดอะไรก็ไม่เกี่ยวแล้ว
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่