*เป็นกระทู้แรกที่ตั้ง ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยนะคะ
เริ่มต้นจากพี่ที่รู้จักชวนไปทะเล แต่เพราะว่าวันที่จะไปนั้นเป็นปลายปี ที่พักส่วนใหญ่ไม่เต็มแล้วก็จะอัพราคาขึ้นสูง หวยเลยมาออกที่’เขา’แทน แล้วก็เป็นการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของพวกเราทั้งสองคนด้วยค่ะ
เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งเเต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะกะให้ถึงนั่นตอนเที่ยง *อุทยานจะปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปลานสนตอนบ่าย2
แต่ก็ดันมาหลงซะนี่
ไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย..
แต่วิวข้างทางก็ปลอบใจได้ดี
แล้วสุดท้ายก็มาถึง ลุ้นมากว่าจะได้ขึ้นมั้ยเพราะตอนนั้นบ่าย2เป๊ะๆเลยเคยอ่านมาว่ามีคนเคยมาถึงเวลานี้แล้วไม่ได้ขึ้น แต่เราก็ได้ขึ้นดีใจกันมากๆเลย เริ่มออกเดินกันประมาณบ่าย2กว่าๆค่ะ
บทเรียนที่ 1 : ไม่มีอะไรแน่นอน if you never shoot you will never know
แต่ดีใจได้ไม่นาน ก็รู้สึกเหนื่อยแบบอยากวาร์ปกลับบ้าน แล้วก็คิดผิดมากๆด้วยที่แบกเป้ขึ้นมาเองโดยไม่ฝากพี่ๆลูกหาบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินต่อไป
บทเรียนที่ 2 : ไม่ต้องพกที่ต้องใช้ แต่พกแค่ที่จำเป็น
ในใจได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงเนินที่2ซะที (มี5เนินค่ะ) แต่ความจริงแล้วนี่ยังไม่ได้ขึ้นเนินที่1เลยคุณณ 555555 (ขำทั้งน้ำตา) ระหว่างทางเจอคนสวนทางแค่2คนค่ะ พี่เค้าบอกว่ามีแรงเท่าไหร่ใส่ไปให้หมดเพราะยังอีกไกลไม่งั้นจะมืดมากๆ แล้วจะลำบากเอาเพราะไม่มีไฟฉายกันด้วย(กะได้ขึ้นตอนเที่ยง เพราะฉะนั้นใครจะมาต้องกะเวลากันให้ดีๆนะคะ ไม่งั้นต้องเตรียมเผื่อมาด้วย)
บทเรียนที่ 3 : อย่าประมาท
เราเดินมาถึงเนินมรณะตอนพระอาทิตย์เริ่มจะตก ชื่นชมได้ไม่นานก็ต้องออกเดินทางกันต่อไป คอยหันหลังมามองวิวที่สวยงามเป็นระยะๆเป็นกำลัง ก่อนที่แสงทั้งหมดจะหายไปและเหลือไว้แค่ดาวนำทาง
“If you’re going through hell keep going”
- Winston Churchill
อุณหภูมิที่ร้อนๆในตอนแรกกลายมาเป็นหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว พวกเราเริ่มเอาโทรศัพท์มาใช้เป็นไฟฉาย โชคดีที่แบตยังไม่หมดกันทั้งคู่
เดินต่อแบบมองไม่เห็นอะไรนอกจากระยะไฟฉายมาได้ซักพักก็ถึงลานสนที่เวลาประมาณ1ทุ่มนิดๆ พี่ร่วมทางช่วยทำอาหารเสร็จแล้วก็ขอไปนอนก่อน ทั้งๆที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย เพราะความเหนื่อยล้าและความหนาว
ท้องฟ้าไม่โล่งมากนักมีเมฆคอยบังกลุ่มดาวเป็นระยะๆ ข้าตั้งกล้องที่อุตส่าห์แบกขึ้นมาก็ไม่ได้ใช้เลย กินไปดูดาวไปซักพักก็เตรียมตัวนอน
Hard work pays off
ณ ตอนนั้นก็ได้เข้าใจเป็นอย่างดีว่าทำไมเขาถึงพูดกันว่า ‘ชีวิตก็เหมือนการเดินขึ้นเขา’ หยุดพักเป็นระยะๆ คอยหันกลับไปมองข้างหลังไม่ใช่จะเดินย้อนกลับไปแต่คอนเตือนว่ามาไกลแล้ว เก็บจ้อผิดพลากเพื่อที่จะปรับปรุง แล้วถ้าจะให้ถึงจุดมุ่งหมาย สิ่งที่ต้องทำมีอย่างเดียวคือเดินต่อไปข้างหน้า ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง
พี่อูมผู้ขับรถอย่างต่อเนื่อง แล้วต้องรีบเดินขึ้นเขาด้วย salute
วิวตรงเนินมรณะที่ตอนขึ้นเมื่อวานไม่ได้เห็น
ตอนลงที่มีเพื่อนร่วมทาง
เจ้าหน้าที่อุทยานที่เล่าเรื่องให้ฟังตอนนั่งพักระหว่างทาง
ป้ายบอกเนินต่างๆที่ได้ถ่ายตอนขาลงทั้งสิ้น เพราะตอนขึ้นรีบมากๆ (ขาดไป3ป้าย)
ตอนลงถึงมีเวลาเเวะถ่ายรูป
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบนะคะ ถ้าร่างกายยังไหวก็อยากให้ไปลองขึ้นเขาซักครั้งหนึ่ง มันจะไม่เหมือนการไปเที่ยวที่ไหนเลย
Let’s see where will the road take me on my next trip.
ช่องทางการติดต่อ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ FB: Before I die ก่อนตายไปไปไหนดี
IG : spades3_
ซักครั้งหนึ่งในชีวิต ขอเป็นผู้พิชิตภูสอยดาว
*เป็นกระทู้แรกที่ตั้ง ผิดพลาดยังไงขออภัยด้วยนะคะ
เริ่มต้นจากพี่ที่รู้จักชวนไปทะเล แต่เพราะว่าวันที่จะไปนั้นเป็นปลายปี ที่พักส่วนใหญ่ไม่เต็มแล้วก็จะอัพราคาขึ้นสูง หวยเลยมาออกที่’เขา’แทน แล้วก็เป็นการเดินขึ้นเขาครั้งแรกของพวกเราทั้งสองคนด้วยค่ะ
เริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพตั้งเเต่ฟ้ายังไม่สว่าง เพราะกะให้ถึงนั่นตอนเที่ยง *อุทยานจะปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปลานสนตอนบ่าย2
แต่ก็ดันมาหลงซะนี่
ไม่ใช่ครั้งเดียวด้วย..
แต่วิวข้างทางก็ปลอบใจได้ดี
แล้วสุดท้ายก็มาถึง ลุ้นมากว่าจะได้ขึ้นมั้ยเพราะตอนนั้นบ่าย2เป๊ะๆเลยเคยอ่านมาว่ามีคนเคยมาถึงเวลานี้แล้วไม่ได้ขึ้น แต่เราก็ได้ขึ้นดีใจกันมากๆเลย เริ่มออกเดินกันประมาณบ่าย2กว่าๆค่ะ
บทเรียนที่ 1 : ไม่มีอะไรแน่นอน if you never shoot you will never know
แต่ดีใจได้ไม่นาน ก็รู้สึกเหนื่อยแบบอยากวาร์ปกลับบ้าน แล้วก็คิดผิดมากๆด้วยที่แบกเป้ขึ้นมาเองโดยไม่ฝากพี่ๆลูกหาบ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินต่อไป
บทเรียนที่ 2 : ไม่ต้องพกที่ต้องใช้ แต่พกแค่ที่จำเป็น
ในใจได้แต่คิดว่าเมื่อไหร่จะถึงเนินที่2ซะที (มี5เนินค่ะ) แต่ความจริงแล้วนี่ยังไม่ได้ขึ้นเนินที่1เลยคุณณ 555555 (ขำทั้งน้ำตา) ระหว่างทางเจอคนสวนทางแค่2คนค่ะ พี่เค้าบอกว่ามีแรงเท่าไหร่ใส่ไปให้หมดเพราะยังอีกไกลไม่งั้นจะมืดมากๆ แล้วจะลำบากเอาเพราะไม่มีไฟฉายกันด้วย(กะได้ขึ้นตอนเที่ยง เพราะฉะนั้นใครจะมาต้องกะเวลากันให้ดีๆนะคะ ไม่งั้นต้องเตรียมเผื่อมาด้วย)
บทเรียนที่ 3 : อย่าประมาท
เราเดินมาถึงเนินมรณะตอนพระอาทิตย์เริ่มจะตก ชื่นชมได้ไม่นานก็ต้องออกเดินทางกันต่อไป คอยหันหลังมามองวิวที่สวยงามเป็นระยะๆเป็นกำลัง ก่อนที่แสงทั้งหมดจะหายไปและเหลือไว้แค่ดาวนำทาง
“If you’re going through hell keep going”
- Winston Churchill
อุณหภูมิที่ร้อนๆในตอนแรกกลายมาเป็นหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว พวกเราเริ่มเอาโทรศัพท์มาใช้เป็นไฟฉาย โชคดีที่แบตยังไม่หมดกันทั้งคู่
เดินต่อแบบมองไม่เห็นอะไรนอกจากระยะไฟฉายมาได้ซักพักก็ถึงลานสนที่เวลาประมาณ1ทุ่มนิดๆ พี่ร่วมทางช่วยทำอาหารเสร็จแล้วก็ขอไปนอนก่อน ทั้งๆที่ยังไม่ได้กินอะไรเลย เพราะความเหนื่อยล้าและความหนาว
ท้องฟ้าไม่โล่งมากนักมีเมฆคอยบังกลุ่มดาวเป็นระยะๆ ข้าตั้งกล้องที่อุตส่าห์แบกขึ้นมาก็ไม่ได้ใช้เลย กินไปดูดาวไปซักพักก็เตรียมตัวนอน
Hard work pays off
ณ ตอนนั้นก็ได้เข้าใจเป็นอย่างดีว่าทำไมเขาถึงพูดกันว่า ‘ชีวิตก็เหมือนการเดินขึ้นเขา’ หยุดพักเป็นระยะๆ คอยหันกลับไปมองข้างหลังไม่ใช่จะเดินย้อนกลับไปแต่คอนเตือนว่ามาไกลแล้ว เก็บจ้อผิดพลากเพื่อที่จะปรับปรุง แล้วถ้าจะให้ถึงจุดมุ่งหมาย สิ่งที่ต้องทำมีอย่างเดียวคือเดินต่อไปข้างหน้า ท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างนั้นขึ้นอยู่ที่ตัวเราเอง
พี่อูมผู้ขับรถอย่างต่อเนื่อง แล้วต้องรีบเดินขึ้นเขาด้วย salute
วิวตรงเนินมรณะที่ตอนขึ้นเมื่อวานไม่ได้เห็น
ตอนลงที่มีเพื่อนร่วมทาง
เจ้าหน้าที่อุทยานที่เล่าเรื่องให้ฟังตอนนั่งพักระหว่างทาง
ป้ายบอกเนินต่างๆที่ได้ถ่ายตอนขาลงทั้งสิ้น เพราะตอนขึ้นรีบมากๆ (ขาดไป3ป้าย)
ตอนลงถึงมีเวลาเเวะถ่ายรูป
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาจนจบนะคะ ถ้าร่างกายยังไหวก็อยากให้ไปลองขึ้นเขาซักครั้งหนึ่ง มันจะไม่เหมือนการไปเที่ยวที่ไหนเลย
Let’s see where will the road take me on my next trip.
ช่องทางการติดต่อ[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้