พึ่งเคยตั้งกระทู้ครั้งแรกผิดพลาดประการใดขออภัยด้วยครับ
ตามหัวข้อเลยครับ ผมรู้สึกผิดกับแม่ของผมเองท่านเสียไปเมื่อวันที่10กันยายนปีที่แล้ว ในตอนนี้ผมหยุดเสียใจและคิดถึงท่านไม่ได้เลยครับในตอนที่ท่านอยู่ผมไม่ค่อยใส่ใจท่านไม่ค่อยได้ดูแลท่าน
ผมเป็นคนบ้านนอกเข้าไปเรียนในเมืองกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ แม่ของผมท่านอยู่บ้านดูแลยายที่ป่วยเดินไม่ได้ ในตอนที่ผมอยู่ในเมืองเวลาแม่โทรหาบ้างครั้งผมเห็นแต่ไม่รับเพราะคิดว่าท่านคงโทรมาถามอะไรเดิมๆ เสาร์อาทิตย์มาบ้านผมเป็นคนนอนตื่นสาย ต้องได้ยินเสียงแม่ปลุกในตอนเช้ามันหนวกหูมากในตอนนั่น555 ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด พอมาวันที่12สิงหาวันแม่ ผมกลับมาบ้านปกติ ไหว้แม่ไหว้ยาย ก็กลับไปเรียน พอมาได้2วันแม่โทรมาบอกว่าเเม่เป็นอะไรไม่รู้ตัวเหลืองตาเหลือง ผมก็รีบเซิดเน็ตหาที่มาของโรคผมไปเจอโรคไวรัสตับอักเสบBที่ตรงกับอาการ ผมก็บอกว่าเดียวผมกลับไปค่อยไปหาหมอของอำเภอ หมอให้แม่นอนโรงบาลผมเองตกใจแต่ไม่ได้เอะใจอะไร หมอบอกว่ารอ3วันหมอใหญ่ค่อยจะมาตรวจอีกครั้งึคือหมอมาแต่ละคนพูดไม่ตรงกันสักคน พ่อผมรอไม่ไหวจึงขอย้ายตัวแม่เข้าโรงพยาบาลจังหวัด พอหมอตรวจบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง คือต้องว่าแม่เป็นคนไม่กินแอลกอฮอร์นะครับแต่แม่ทั้งกินยาต้มแก้ปวดยาแก้นั้นนี้ ผมก็ค้นหาโรคตับแข็งว่าร้ายแรงไหม เขาบอกว่าคนเป็นโรคนี้อยู่ได้ไม่เกิน5เดือน ผมตกใจร้องไห้ คุยกับพ่อแต่ไม่บอกแม่ แต่คิดว่าแม่คงไม่เป็นอะไรขนาดนั่นคงหาย แม่พักรักษาตัวที่โรงบาลตลอด ผมก็เรียนใกล้ๆแวะมาดูแลแม่ตลอดแม่บอกว่าถ้าแม่หายให้ผมบวชนะผมตอบตกลงแต่ขอเรียนให้จบก่อน พอวันที่8ผมก็พูดกับแม่ว่า''รีบหายนะเดียวจะพาไปกินชาบู" แม่ก็หัวเราะแล้วบอกผมว่า "เดียวแม่จะรีบหายให้เร็วที่สุด" วันที่9แม่ได้กลับมาบ้าน ผมก็กลับไปบ้าน แล้ว ผมเคยได้ยินหมอบอกแม่ว่าไม่อยากให้กินยามันจะไปทำร้ายตับมากกว่าเดิม แต่ยาที่หมอให้แม่กินประมาณ8เม็ดผมก็ตกใจทำไมกินเยอะ แต่ก็ไม่ได้อะไร พอกินเสร็จแม่ก็เชิญพระมาที่บ้าน แม่บอกผมว่าแม่จบวชชีสัก3วันนะผมก็ตอบตกลง แล้วที่นี้พอพระให้เขียนชื่อครอบครัวบนซอง แม่กับเขียนชื่อพ่อกับชื่อผมไม่ได้ทั่งๆที่แม่เขียนประจำ (ผมเคยอ่านเจอว่าอาการระยะหลังๆโรคนี้คือมันจะลุกลามไปกินสมองทำให้จำอะไรไม่ได้) ผมก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นอะไร พอทำอะไรเสร็จผมก็ทำปกติคือ กลับไปเรียน แล้ววันนั้นผมก็ไปกินเหล้ากับเพื่อนหนักโทรศัพผมแบตหมด ตื่นมาเที่ยงๆพี่โทรมาบอกว่าแม่อยู่โรงบาลรู้ไหมผมก็ตกใจ แต่คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แล้วพี่ก็บอกผมว่า หมอบอกว่าแม่อยู่ได้ไม่เกิน7วัน ตอนนั่นร่างกายผมหมดแรง เสียงหัวใจผมเต้นแรงมาก จะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก แต่ผมก็ยังไม่เชื่อเลยโทรถามพ่อ พ่อบอกว่าแม่ยังปกติดี ผมเลยงง เลยโทรถามยายที่ไปส่งแม่โรงบาลยายบอกว่า แม่ไม่ไหวแล้วละลูกทำใจสะ ผมเลยถามว่าทำไมพ่อบอกแม่ปกติ ยายเลยบอกผมว่ายายยังไม่บอกพ่อกลัวพ่อทำใจไม่ได้ จากนั้นผมก็รีบไปโรงพยาบาล พอผมไปถึงผมไปเจอ ผู้หญิงคนนึงคือแม่ผมเองนอนหายใจทางปาก แล้วมีคำ1คำผุดขึ้นมาในหัวผม "สายไปแล้ว" คำๆนี้อยู่ในหัวผมตลอด แต่ก่อนดูคลิปหรือบทความของใครก็จะบอกว่าอย่าให้สายไป ผมก็เฉยๆนะ แต่พอมาวันนี้ผมรู้และเข้าใจคำว่าสายไป เพราะผมพูดอะไรแม่ก็ไม่สามารถตอบกลับผมได้อีกแล้ว ผมเลยไปกระสิบข้างหูแม่แล้วบอกว่า "แม่ผมขอโทษ ไหนแม่บอกจะไปกินชาบูด้วยกันวันนี้ไงวันที่เราจะไปกินตื่นมาไปกินด้วยกันก่อนได้ไหม ผมรักแม่นะ นี้คือคำบอกรักที่ออกมาจากใจของผมจริงๆแต่อย่างที่บอกครับ มันสายไปท่านไม่ตอบกลับเราว่า แม่ก็รักลูก ไม่ได้อีกแล้ว ผมได้แต่ร้องไห้ พอผมพูดเสร็จน้ำตาแม่ก็ไหล หมอบอกว่าแม่ได้ยินแต่สมองตายไม่สามารถตอบได้แล้วนี้ละครับคำว่าสายเกินไป ทุกครั้งที่มาบ้านผมยังคิดถึงเสียงปลุกที่หนวกหูทุกครั้ง ส้มตำเค็มๆทุกเช้า กับข้าวที่แสนอร่อย กลิ่นกาแฟของแม่ ข้อความแชทบอกรักลูก เป็นห่วงลูก ซึ่งผมตอบแค่ว่าครับ และผู้หญิงคนนี้คนที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้งมีแต่บอกผมสู้ๆแต่ตัวแม่เองกลับไม่สู้
คุณลองนึกดูว่า คุณเองบอกรักแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กอดแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กินข้าวกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ยิ้มกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สุดท้ายนี้อยากบอกคนที่ไม่เคยมองเห็นค่าของความรักที่คุณไม่เคยขอแต่ท่านพร้อมจะมอบให้คุณว่า พูดออกมาเถอะครับ คำว่ารักแม่ เป็นห่วงแม่ อะไรก็แล้วแต่ แค่ท่านได้ยินรับรู้ท่านก็มีความสุขแล้ว
#ผิดพลาดตรงไหนของขอโทษด้วยครับพึ่งตั้งกระทู้ครั้งแรก
เคยรู้สึกผิดในวันที่สายไปบ้างไหมครับ
ตามหัวข้อเลยครับ ผมรู้สึกผิดกับแม่ของผมเองท่านเสียไปเมื่อวันที่10กันยายนปีที่แล้ว ในตอนนี้ผมหยุดเสียใจและคิดถึงท่านไม่ได้เลยครับในตอนที่ท่านอยู่ผมไม่ค่อยใส่ใจท่านไม่ค่อยได้ดูแลท่าน
ผมเป็นคนบ้านนอกเข้าไปเรียนในเมืองกลับบ้านทุกเสาร์อาทิตย์ แม่ของผมท่านอยู่บ้านดูแลยายที่ป่วยเดินไม่ได้ ในตอนที่ผมอยู่ในเมืองเวลาแม่โทรหาบ้างครั้งผมเห็นแต่ไม่รับเพราะคิดว่าท่านคงโทรมาถามอะไรเดิมๆ เสาร์อาทิตย์มาบ้านผมเป็นคนนอนตื่นสาย ต้องได้ยินเสียงแม่ปลุกในตอนเช้ามันหนวกหูมากในตอนนั่น555 ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้มาตลอด พอมาวันที่12สิงหาวันแม่ ผมกลับมาบ้านปกติ ไหว้แม่ไหว้ยาย ก็กลับไปเรียน พอมาได้2วันแม่โทรมาบอกว่าเเม่เป็นอะไรไม่รู้ตัวเหลืองตาเหลือง ผมก็รีบเซิดเน็ตหาที่มาของโรคผมไปเจอโรคไวรัสตับอักเสบBที่ตรงกับอาการ ผมก็บอกว่าเดียวผมกลับไปค่อยไปหาหมอของอำเภอ หมอให้แม่นอนโรงบาลผมเองตกใจแต่ไม่ได้เอะใจอะไร หมอบอกว่ารอ3วันหมอใหญ่ค่อยจะมาตรวจอีกครั้งึคือหมอมาแต่ละคนพูดไม่ตรงกันสักคน พ่อผมรอไม่ไหวจึงขอย้ายตัวแม่เข้าโรงพยาบาลจังหวัด พอหมอตรวจบอกว่าเป็นโรคตับแข็ง คือต้องว่าแม่เป็นคนไม่กินแอลกอฮอร์นะครับแต่แม่ทั้งกินยาต้มแก้ปวดยาแก้นั้นนี้ ผมก็ค้นหาโรคตับแข็งว่าร้ายแรงไหม เขาบอกว่าคนเป็นโรคนี้อยู่ได้ไม่เกิน5เดือน ผมตกใจร้องไห้ คุยกับพ่อแต่ไม่บอกแม่ แต่คิดว่าแม่คงไม่เป็นอะไรขนาดนั่นคงหาย แม่พักรักษาตัวที่โรงบาลตลอด ผมก็เรียนใกล้ๆแวะมาดูแลแม่ตลอดแม่บอกว่าถ้าแม่หายให้ผมบวชนะผมตอบตกลงแต่ขอเรียนให้จบก่อน พอวันที่8ผมก็พูดกับแม่ว่า''รีบหายนะเดียวจะพาไปกินชาบู" แม่ก็หัวเราะแล้วบอกผมว่า "เดียวแม่จะรีบหายให้เร็วที่สุด" วันที่9แม่ได้กลับมาบ้าน ผมก็กลับไปบ้าน แล้ว ผมเคยได้ยินหมอบอกแม่ว่าไม่อยากให้กินยามันจะไปทำร้ายตับมากกว่าเดิม แต่ยาที่หมอให้แม่กินประมาณ8เม็ดผมก็ตกใจทำไมกินเยอะ แต่ก็ไม่ได้อะไร พอกินเสร็จแม่ก็เชิญพระมาที่บ้าน แม่บอกผมว่าแม่จบวชชีสัก3วันนะผมก็ตอบตกลง แล้วที่นี้พอพระให้เขียนชื่อครอบครัวบนซอง แม่กับเขียนชื่อพ่อกับชื่อผมไม่ได้ทั่งๆที่แม่เขียนประจำ (ผมเคยอ่านเจอว่าอาการระยะหลังๆโรคนี้คือมันจะลุกลามไปกินสมองทำให้จำอะไรไม่ได้) ผมก็ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นอะไร พอทำอะไรเสร็จผมก็ทำปกติคือ กลับไปเรียน แล้ววันนั้นผมก็ไปกินเหล้ากับเพื่อนหนักโทรศัพผมแบตหมด ตื่นมาเที่ยงๆพี่โทรมาบอกว่าแม่อยู่โรงบาลรู้ไหมผมก็ตกใจ แต่คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แล้วพี่ก็บอกผมว่า หมอบอกว่าแม่อยู่ได้ไม่เกิน7วัน ตอนนั่นร่างกายผมหมดแรง เสียงหัวใจผมเต้นแรงมาก จะร้องไห้แต่ร้องไม่ออก แต่ผมก็ยังไม่เชื่อเลยโทรถามพ่อ พ่อบอกว่าแม่ยังปกติดี ผมเลยงง เลยโทรถามยายที่ไปส่งแม่โรงบาลยายบอกว่า แม่ไม่ไหวแล้วละลูกทำใจสะ ผมเลยถามว่าทำไมพ่อบอกแม่ปกติ ยายเลยบอกผมว่ายายยังไม่บอกพ่อกลัวพ่อทำใจไม่ได้ จากนั้นผมก็รีบไปโรงพยาบาล พอผมไปถึงผมไปเจอ ผู้หญิงคนนึงคือแม่ผมเองนอนหายใจทางปาก แล้วมีคำ1คำผุดขึ้นมาในหัวผม "สายไปแล้ว" คำๆนี้อยู่ในหัวผมตลอด แต่ก่อนดูคลิปหรือบทความของใครก็จะบอกว่าอย่าให้สายไป ผมก็เฉยๆนะ แต่พอมาวันนี้ผมรู้และเข้าใจคำว่าสายไป เพราะผมพูดอะไรแม่ก็ไม่สามารถตอบกลับผมได้อีกแล้ว ผมเลยไปกระสิบข้างหูแม่แล้วบอกว่า "แม่ผมขอโทษ ไหนแม่บอกจะไปกินชาบูด้วยกันวันนี้ไงวันที่เราจะไปกินตื่นมาไปกินด้วยกันก่อนได้ไหม ผมรักแม่นะ นี้คือคำบอกรักที่ออกมาจากใจของผมจริงๆแต่อย่างที่บอกครับ มันสายไปท่านไม่ตอบกลับเราว่า แม่ก็รักลูก ไม่ได้อีกแล้ว ผมได้แต่ร้องไห้ พอผมพูดเสร็จน้ำตาแม่ก็ไหล หมอบอกว่าแม่ได้ยินแต่สมองตายไม่สามารถตอบได้แล้วนี้ละครับคำว่าสายเกินไป ทุกครั้งที่มาบ้านผมยังคิดถึงเสียงปลุกที่หนวกหูทุกครั้ง ส้มตำเค็มๆทุกเช้า กับข้าวที่แสนอร่อย กลิ่นกาแฟของแม่ ข้อความแชทบอกรักลูก เป็นห่วงลูก ซึ่งผมตอบแค่ว่าครับ และผู้หญิงคนนี้คนที่ไม่เคยบ่นว่าเหนื่อยเลยสักครั้งมีแต่บอกผมสู้ๆแต่ตัวแม่เองกลับไม่สู้
คุณลองนึกดูว่า คุณเองบอกรักแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กอดแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ กินข้าวกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ยิ้มกับแม่ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ สุดท้ายนี้อยากบอกคนที่ไม่เคยมองเห็นค่าของความรักที่คุณไม่เคยขอแต่ท่านพร้อมจะมอบให้คุณว่า พูดออกมาเถอะครับ คำว่ารักแม่ เป็นห่วงแม่ อะไรก็แล้วแต่ แค่ท่านได้ยินรับรู้ท่านก็มีความสุขแล้ว
#ผิดพลาดตรงไหนของขอโทษด้วยครับพึ่งตั้งกระทู้ครั้งแรก