โลกย์
พระท่านว่า มีแต่ความทุกข์ สุขปลอม ๆ ก่อให้เกิดความหลงใหลในสุขนั้น ๆ
เรียกว่า กิเลสตัณหา หากขาดสติ ขาดสัมปชัญญะ ก็เกิดภาวะหลงโลกย์เอาได้ง่าย ๆ
ในบางครั้ง คนเราก็หลงใหลได้ปลื้มกับความไม่จริงของโลกย์ เรียกว่าโดนโลกย์กลืน
หากรู้สึกตัวทัน ก็ดีไป แต่หากถอนตัวไม่ขึ้น ก็จมดิ่งลงสู่โลกยทุกข์จนประสบชะตากรรมอันน่าอนาถ
โลกย์หลอกคนอย่างไร ?
ก็หลอกให้เกิดมโนคติผิด ๆ ว่า ข้าคือคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถ ชนะแน่
เมื่อโดนโลกย์หลอกเอานาน ๆ ก็เริ่มเชื่อว่าโลกย์นั้นคือของตัวเอง ใครจะเอาไปไม่ได้ ไม่ยอม
เมื่อหลงว่าชนะแน่ ก็เกิดความมั่นใจ เมื่อเชื่อว่าเป็นของตัวเอง ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่น
กล้าที่จะแบกโลกย์ของตัวเองออกมาปะทะกับโลกย์แห่งความจริง
ถึงได้รู้ว่า โลกย์ของตัวเองกับโลกย์แห่งความจริงนั้น ช่างแตกต่างกันนัก
โลกย์ของตัวเองบอกว่าชนะแน่ ๆ แต่โลกย์แห่งความจริงกลับเป็นอีกอย่าง
ตอนบีบให้โลกย์ทั้งมวลต้องคิดเหมือนตัวเอง อะไร ๆ ก็สงบนิ่ง เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของโลกย์
ครั้นเปิดให้โลกย์เป็นไปตามครรลอง ก็พบว่า เจ้าของโลกย์ตัวจริงเขาจะเอาของเขาคืน และอยากเอาคืนมาตั้งนานแล้ว
ไอ้ที่เชื่อว่า มีแต่คนรักคนชอบ ก็กลับเจอแต่แรงต้าน คำขับไล่ไสส่ง
แทนที่จะรู้สึกตัว กลับหลงโลกย์ ยึดมั่นถือมั่นในโลกย์หนักเข้าไปกว่าเดิม
กลายเป็นว่า ต้องหาวิธียึดโลกย์ บีบโลกย์ให้เป็นของตัวเองให้ได้ อย่างไรก็ทำ ยังไงก็ทำ แบบไหนก็เอา
เล่ห์ กล มนต์ คาถา ไม่จำเป็น
เล่นแบบโกงซึ่ง ๆ หน้านี่แหละ ใครจะทำไม
นี่แหละครับ ฤทธิ์ของโลกย์ ใครโดนกลืนแล้วยากนักที่จะหลุดพ้น
ก็จะกลายเป็นว่า เมื่อโดนโลกย์ปลอมกลืนก็ยิ่งต้องวิ่งตามหาโลกย์จริง สร้างโลกย์จริงปลอม ๆ อีกอันขึ้นมาให้ตัวเอง
ยิ่งวิ่งหาความปลอม ความจริงก็ยิ่งวิ่งหนี แบกโลกย์วิ่งหาโลกย์เป็นโกลาหล
เรียกง่าย ๆ ว่า ทุกข์แล้ว ก็แบกทุกข์เพื่อตามหาสุข
แทนที่จะวางทุกข์ ทุกอย่างก็จบ แต่เมื่อไม่ยอมวาง ก็ต้องแบกทุกข์ตามหาสุขปลอม ๆ ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด
สว่างแล้ว แต่ยังจมอยู่ในความมืด
จึงต้องเลื่อน
เอวังมีด้วยประการฉะนี้
โลกียะ ............................................................................... โดย ตระกองขวัญ
พระท่านว่า มีแต่ความทุกข์ สุขปลอม ๆ ก่อให้เกิดความหลงใหลในสุขนั้น ๆ
เรียกว่า กิเลสตัณหา หากขาดสติ ขาดสัมปชัญญะ ก็เกิดภาวะหลงโลกย์เอาได้ง่าย ๆ
ในบางครั้ง คนเราก็หลงใหลได้ปลื้มกับความไม่จริงของโลกย์ เรียกว่าโดนโลกย์กลืน
หากรู้สึกตัวทัน ก็ดีไป แต่หากถอนตัวไม่ขึ้น ก็จมดิ่งลงสู่โลกยทุกข์จนประสบชะตากรรมอันน่าอนาถ
โลกย์หลอกคนอย่างไร ?
ก็หลอกให้เกิดมโนคติผิด ๆ ว่า ข้าคือคนดี คนเก่ง คนมีความสามารถ ชนะแน่
เมื่อโดนโลกย์หลอกเอานาน ๆ ก็เริ่มเชื่อว่าโลกย์นั้นคือของตัวเอง ใครจะเอาไปไม่ได้ ไม่ยอม
เมื่อหลงว่าชนะแน่ ก็เกิดความมั่นใจ เมื่อเชื่อว่าเป็นของตัวเอง ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่น
กล้าที่จะแบกโลกย์ของตัวเองออกมาปะทะกับโลกย์แห่งความจริง
ถึงได้รู้ว่า โลกย์ของตัวเองกับโลกย์แห่งความจริงนั้น ช่างแตกต่างกันนัก
โลกย์ของตัวเองบอกว่าชนะแน่ ๆ แต่โลกย์แห่งความจริงกลับเป็นอีกอย่าง
ตอนบีบให้โลกย์ทั้งมวลต้องคิดเหมือนตัวเอง อะไร ๆ ก็สงบนิ่ง เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของโลกย์
ครั้นเปิดให้โลกย์เป็นไปตามครรลอง ก็พบว่า เจ้าของโลกย์ตัวจริงเขาจะเอาของเขาคืน และอยากเอาคืนมาตั้งนานแล้ว
ไอ้ที่เชื่อว่า มีแต่คนรักคนชอบ ก็กลับเจอแต่แรงต้าน คำขับไล่ไสส่ง
แทนที่จะรู้สึกตัว กลับหลงโลกย์ ยึดมั่นถือมั่นในโลกย์หนักเข้าไปกว่าเดิม
กลายเป็นว่า ต้องหาวิธียึดโลกย์ บีบโลกย์ให้เป็นของตัวเองให้ได้ อย่างไรก็ทำ ยังไงก็ทำ แบบไหนก็เอา
เล่ห์ กล มนต์ คาถา ไม่จำเป็น
เล่นแบบโกงซึ่ง ๆ หน้านี่แหละ ใครจะทำไม
นี่แหละครับ ฤทธิ์ของโลกย์ ใครโดนกลืนแล้วยากนักที่จะหลุดพ้น
ก็จะกลายเป็นว่า เมื่อโดนโลกย์ปลอมกลืนก็ยิ่งต้องวิ่งตามหาโลกย์จริง สร้างโลกย์จริงปลอม ๆ อีกอันขึ้นมาให้ตัวเอง
ยิ่งวิ่งหาความปลอม ความจริงก็ยิ่งวิ่งหนี แบกโลกย์วิ่งหาโลกย์เป็นโกลาหล
เรียกง่าย ๆ ว่า ทุกข์แล้ว ก็แบกทุกข์เพื่อตามหาสุข
แทนที่จะวางทุกข์ ทุกอย่างก็จบ แต่เมื่อไม่ยอมวาง ก็ต้องแบกทุกข์ตามหาสุขปลอม ๆ ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด
สว่างแล้ว แต่ยังจมอยู่ในความมืด
จึงต้องเลื่อน
เอวังมีด้วยประการฉะนี้