โลกียะ ............................................................................... โดย ตระกองขวัญ

กระทู้คำถาม
โลกย์
พระท่านว่า  มีแต่ความทุกข์  สุขปลอม ๆ   ก่อให้เกิดความหลงใหลในสุขนั้น ๆ
เรียกว่า  กิเลสตัณหา   หากขาดสติ ขาดสัมปชัญญะ   ก็เกิดภาวะหลงโลกย์เอาได้ง่าย ๆ

ในบางครั้ง  คนเราก็หลงใหลได้ปลื้มกับความไม่จริงของโลกย์  เรียกว่าโดนโลกย์กลืน
หากรู้สึกตัวทัน  ก็ดีไป  แต่หากถอนตัวไม่ขึ้น  ก็จมดิ่งลงสู่โลกยทุกข์จนประสบชะตากรรมอันน่าอนาถ



โลกย์หลอกคนอย่างไร ?

ก็หลอกให้เกิดมโนคติผิด ๆ ว่า  ข้าคือคนดี  คนเก่ง  คนมีความสามารถ  ชนะแน่
เมื่อโดนโลกย์หลอกเอานาน ๆ   ก็เริ่มเชื่อว่าโลกย์นั้นคือของตัวเอง ใครจะเอาไปไม่ได้ ไม่ยอม

เมื่อหลงว่าชนะแน่   ก็เกิดความมั่นใจ     เมื่อเชื่อว่าเป็นของตัวเอง  ก็เกิดความยึดมั่นถือมั่น
กล้าที่จะแบกโลกย์ของตัวเองออกมาปะทะกับโลกย์แห่งความจริง

ถึงได้รู้ว่า  โลกย์ของตัวเองกับโลกย์แห่งความจริงนั้น   ช่างแตกต่างกันนัก



โลกย์ของตัวเองบอกว่าชนะแน่ ๆ    แต่โลกย์แห่งความจริงกลับเป็นอีกอย่าง
ตอนบีบให้โลกย์ทั้งมวลต้องคิดเหมือนตัวเอง   อะไร ๆ ก็สงบนิ่ง  เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของโลกย์
ครั้นเปิดให้โลกย์เป็นไปตามครรลอง  ก็พบว่า  เจ้าของโลกย์ตัวจริงเขาจะเอาของเขาคืน และอยากเอาคืนมาตั้งนานแล้ว
ไอ้ที่เชื่อว่า  มีแต่คนรักคนชอบ   ก็กลับเจอแต่แรงต้าน  คำขับไล่ไสส่ง

แทนที่จะรู้สึกตัว  กลับหลงโลกย์  ยึดมั่นถือมั่นในโลกย์หนักเข้าไปกว่าเดิม
กลายเป็นว่า  ต้องหาวิธียึดโลกย์  บีบโลกย์ให้เป็นของตัวเองให้ได้   อย่างไรก็ทำ ยังไงก็ทำ แบบไหนก็เอา

เล่ห์ กล มนต์ คาถา   ไม่จำเป็น
เล่นแบบโกงซึ่ง ๆ หน้านี่แหละ  ใครจะทำไม

นี่แหละครับ  ฤทธิ์ของโลกย์   ใครโดนกลืนแล้วยากนักที่จะหลุดพ้น

ก็จะกลายเป็นว่า  เมื่อโดนโลกย์ปลอมกลืนก็ยิ่งต้องวิ่งตามหาโลกย์จริง  สร้างโลกย์จริงปลอม ๆ อีกอันขึ้นมาให้ตัวเอง
ยิ่งวิ่งหาความปลอม  ความจริงก็ยิ่งวิ่งหนี    แบกโลกย์วิ่งหาโลกย์เป็นโกลาหล

เรียกง่าย ๆ ว่า   ทุกข์แล้ว  ก็แบกทุกข์เพื่อตามหาสุข
แทนที่จะวางทุกข์  ทุกอย่างก็จบ   แต่เมื่อไม่ยอมวาง ก็ต้องแบกทุกข์ตามหาสุขปลอม ๆ ไปเรื่อยไม่สิ้นสุด

สว่างแล้ว  แต่ยังจมอยู่ในความมืด

จึงต้องเลื่อน




เอวังมีด้วยประการฉะนี้
เริ่มนับ



คลิกเพื่อดูคลิปวิดีโอ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่