กระทู้นี้เป็นกระทู้บ่นไร้สาระล้วนๆเลยครับ คิดว่ามีคนอ่านก็ดีเหมือนกัน หรือไม่มีก็ไม่ใช่สาระสำคัญอะไรฮะ ผมแค่เกิดว่างขึ้นมาหลังจากสอบ เลยแค่อยากจะพูดถึงเรื่องของตัวเองล้วนๆเลยฮะ
ผมกำลังขึ้นเรียนระดับมหาลัยครับ พอเป็นงั้นแล้วก็เลยมีโอกาสได้ลองนึกทบทวนตัวเองแล้วก็วางแผนชีวิตหลังจากนี้ครับ สมัยมัธยมต้นผมตั้งเป้าไว้ว่าแค่เรียนจบออกมาทำงานอะไรก็ได้ มีเงินเดือนหนึ่งหมื่นหรือสองหมื่นแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ซึ่งน่าจะมีแค่ค่าเช่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต แค่นี้ก็น่าจะอยู่ได้ยันแก่โดยไม่เดือดร้อนใคร แต่พอผมขึ้นม.ปลาย ไม่รู้อะไรดลใจผมให้ตั้งใจเรียนขึ้นมา จากแต่ก่อนที่ไม่มีทางเชื่อแน่ๆว่าจะก้าวพ้นการเป็นเด็กร้านเกมที่ยืนค้ำคอพวกเด็กประถมปลาย วันๆก็นอนงมอยู่แต่กับแก๊งค์การ์ตูน และไม่เคยเข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร มาตอนนี้ก็ได้มหาลัยแล้ว น่าเเปลกมากเลยครับที่บทจะได้ก็ไม่กดดันเหมือนที่ฝันไว้
ผมกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นฮะ ที่จังหวัดผมในเมืองที่อยู่ไม่มีสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นเลย ก็ไปเรียนศิลป์ฝรั่งเศส แต่ปรากฎไม่ใช่ตัวเองมากๆเลยครับ 5555 แต่ก็เรียนด้วยตัวเองมาตลอด ทั้งจากหนังสือ เพื่อนที่สนใจเรื่องนี้ แล้วก็อินเตอร์เน็ต การสอบวัดระดับได้ N4 เนี่ยเหลือเชื่อมากๆสำหรับผม เพราะต้องเรียนทั้งอังกฤษ เกาหลี ฝรั่งเศส ไปพร้อมๆกันเลย ไม่คิดว่าจะมาทางนี้ได้ (แต่ก็แอบตะหงิดๆนะครับที่เห็นเด็กรุ่นเดียวกันหรือที่เด็กกว่ามากๆมาสอบ N3 อะไรงี้) แต่ผมว่าผมค่อนข้างทำได้ดีเรื่องภาษานะครับ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ก็เลยมาเรียนศิลป์ภาษาตอนม.ปลาย จากที่เคยอยู่ห้องคณิตตอนม.ต้น แต่ก็คิดได้แค่นั้นแหละครับว่าเหมาะกับสายภาษา คือถ้าผมมีหัวคิดอีกซักนิดน่าจะลองขอร้องให้คุณแม่ช่วยหาโรงเรียนที่เปิดสอนศิลป์ญี่ปุ่นให้กับผม
เอาเป็นว่าตอนนี้ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว จากผมศึกษาข้อมูลจากทั้งรุ่นพี่ คุณครู คนรู้จัก พ่อแม่ และอินเตอร์เน็ต ก็ได้ความว่าส่วนใหญ่แล้วเรียนจบเราก็มักจะมีเงินเดือนกันประมาณสองหมื่นถึงสามหมื่นบาทใช่มั้ยครับ ส่วนตัวผมก็พอใจนั่นแหละเพราะผมไม่ได้ฝักใฝ่ในความก้าวหน้าทางอาชีพแล้วก็ไม่ได้อยากรวยอะไรนัก แต่ว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่ของผมรู้ว่าผมติดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯก็เปลี่ยนความคิดผมฮะ
คือต้องบอกก่อนว่าฐานะทางบ้านผมก็จัดว่ากลางๆค่อนไปต่ำ มีปัญหาหนี้สินบ่อยครั้งแต่ก็ใช้ชีวิตปกติดีครับ แต่การติดมหาลัยนี่เรื่องใหญ่เลย เพราะต้องใช้เงินเยอะทีเดียว ไม่ใช่แค่ค่าเทอมแต่ยังรวมถึงค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน ค่าเดินทาง และยิบย่อยที่ต้องเสร็จในช่วงนี้ แม่บอกว่าจะซื้อไอแพดให้ไปใช้ด้วยครับ ซึ่งผมก็คิดว่ามันแพง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแม้จะรู้ว่าที่บ้านไม่ได้มีเงินมากนัก แต่ผมเองก็คิดว่ามันมีประโยชน์จริงๆ แล้วก็เลยสัญญาไปว่า ถ้าเรียนจบแล้ว ผมจะพยายามหาทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ดั้นด้นหางานที่ได้เงินเดือนมากเท่าที่จะชดใช้ค่าเลี้ยงดู ค่าความลำบากทั้งในตอนนี้แล้วก็ก่อนหน้าทั้งหมดของผมตั้งแต่เกิด ซึ่งผมคิดว่า ไอ้หมื่นห้าที่เคยคำนวนไว้เมื่อสามปีที่แล้วมันไม่มีทางหมดแน่ๆ ก็เลยตั้งเป้าว่าจะต้องมีให้มากกว่านั้น 3 เท่า (คิดว่างานที่เงินเดือนเยอะเกินไปคงจะเกินความสามารถผม หรือไม่ก็แบกภาระงานไม่ไหวจนต้องเสียสุขภาพจิต) แล้วหลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไปจนตาย
นั่นคือเป้าหมายทางการเงินที่คิดไว้ครับ ส่วนชีวิตส่วนตัวนั้นผมก็แอบคิดไว้เหมือนกัน ตอนที่กำลังเรียนแล้วก็ปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่นั้น ผมใช้วิธีการ 'สร้างหลักฐาน' ว่าตัวเองกำลังเรียนอยู่ เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในการอ่านหนังสือครับ อย่างเช่น เขียนบันทึกประจำวันลงในทวิตเตอร์ ว่าวันนี้ทำอะไรมา เรียนอะไรบ้าง บทเรียนที่ตั้งใจจะจำในวันนี้ ซึ่งการไม่บันทึกลงไป ก็จะดูราวกับว่าเราไม่เคยทำมันจริงๆ มันช่วยเรื่องการจำได้มากจริงๆครับ อาจจะทำยากหน่อยในช่วงแรกๆเพราะต้องอาศัยความอดทนสูง แต่มันจะทำให้เรามีระเบียบแล้วก็รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ทุกวันฮะ เพราะงั้นหลังจากนี้เลยคิดว่าจะเก็บเงินเพื่อซื้อกล้องซักตัวมาอัดคลิปวิดิโอของตัวเองเพื่อลงยูทูป คอนเทนท์ที่คิดไว้ก็ประมาณว่า ตั้งกล้องไว้บนโต๊ะทำงานมุมเดียว แล้วก็เล่าเรื่องในชีวิตประจำวันของผมครับ มันน่าเบื่อแน่ๆใช่มั้ยครับ 5555 แต่จะให้ผมไปทำ vlog เดินถ่ายเห็นหน้าบนที่สาธารณะผมก็ไม่กล้าครับ ขนาดจะหยิบมือถือมาถ่ายรูปตุ๊กตาโชว์บนร้านโมชิผมยังไม่กล้าเลย แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องเนื้อหาหรือคนดูอยู่แล้ว ผมแค่อยากจะ 'สร้างหลักฐาน' แบบเป็นวิดิโอให้คนอื่นดูแค่นั้นครับ
ผมเคยมีแฟนอยู่คนนึงครับ เธอเป็นคนที่ไม่ตรงสเปคผมซักอย่าง สเปคของผมก็ประมาณว่าเป็นผู้หญิงที่ผมตรงยาว ผมไม่ชอบคนสวย แต่ชอบคนออกไปทางน่ารัก ขี้อ้อน อ่อนหวาน แล้วก็ไม่บ้าศิลปินเกาหลี ซึ่ง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ผมก็ว่าผมหน้าตาดีนะครับ 5555 (ตัดใจพิมพ์ยากมากครับ 5555) แล้วคือตอนสมัยนั้นผมเคยคิดว่าการมีผู้หญิงคนนี้เป็นแฟนเนี่ยมันดูไม่เหมาะสมกับผมเอาซะเลย พอเอาเข้าจริง คราวจะเจอคนที่ชอบมันก็ไม่เหมือนกับที่หวังไว้เลยครับ เธอเป็นคนที่ทั้ง ขี้เหร่ ผมสั้นแถมยังไว้ทรงทวินเทลล์ เหงือกยื่นนิดหน่อย นิสัยชั่วช้า ซาดิสม์ ชอบใช้ความรุนแรง แถมวันๆยังเอาแต่พูดถึงแต่ ลู่หานๆ จนนึกว่าพูดเป็นอยู่คำเดียวแล้วครับ (ทีแรกผมไม่มีอคติกับศิลปินเกาหลีนะครับ แต่ว่า ตั้งแต่ที่ได้ยินคำนี้ครั้งที่ 900 ผมก็อคติขึ้นมาเลยฮะ)
ส่วนเหตุผลที่ชอบ ก็เพราะว่ากลิ่นเธอหอมแล้วก็เป็นเอกลักษณ์มากเลยครับ อย่างต่อมาคือเธอยิ้มได้ละลายหัวใจมาก เธอเป็นคนที่จริงใจกับผมที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมา ถึงจะมีรสนิยมแปลกๆอย่างเรียกผมว่า 'เจ้าหมา' ชอบมาขอมือ แล้วก็ให้ผมพูดค่ะตลอดเวลา แต่ว่าถ้าผมทำตัวดี เจ้าตัวก็จะลูบหัวเป็นการให้รางวัล ซึ่งมันทำให้ผมมีความสุขที่สุดไปเลยฮะ สุดท้ายคือ เธอรักผมแม้ผมจะเป็นแค่เด็กติดเกมโง่ๆคนนึงก็ตาม จากตอนแรกที่คิดว่าเธอขี้เหร่ก็กลายเป็นว่าเริ่มหลงใหลเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอแทบจะกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดไปแล้ว... ผมก็คบกับเธอมาจนกระทั่งผมต้องย้ายโรงเรียนไปเข้าม.ปลายในเมือง ก็ตัดใจจากเธอแล้วก็เลิกกันเฉยๆเลยครับ... แค่นั้นเลยฮะ เหมือนไม่มีสายใยอะไร คนบอกเลิกก็ผมนี่แหละ เหตุผลก็เพราะคิดว่าไม่น่าจะไปกันรอดครับ ถ้ายังคบอยู่แล้วเกิดมาเลิกกลางคันผมคงจะเสียใจแน่ๆ เป็นเหตุผลที่ตัวผมในตอนนั้นคิดครับ ซึ่งผมก็คิดอยู่ว่าทำไมผมมันโง่ขนาดนี้ เพราะเอาเข้าจริง การไม่มีเธออยู่ในชีวิตประจำวันเลยมันแย่กว่านั้นมากครับ
ถึงจะเลิกกันไปแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกกับเธอเหมือนเดิมฮะ ได้เห็นชีวิตของเธอในโลกออนไลน์บ้างบางครั้งบางคราว แล้วในช่วงนั้นมันมี เเบล็คพิงค์ เริ่มออกซิงเกิ้ลแรกพอดีครับ คือแค่ได้ยินเพลงโดยไม่ได้เห็นหน้าค่าตาศิลปิน ตอนนั้นกว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นติ่งไปซะแล้วครับ จากที่เคยอคติมาตลอด 5555 แล้วเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ครับ น่าแปลกใจที่ผมไม่ได้ชอบผู้หญิงคนอื่นคนไหนเลยแม้จะโผล่มาเป็นตัวเลือกให้ผมอยู่บ่อยครั้งมากกว่าตาม แม้ว่าคนพวกนั้นจะหน้าตาดี เรียนเก่ง หรือว่าเป็นคนที่นิสัยดียังไง
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้มีคนให้คำตอบผมแล้วว่าผมเป็นมาโซคิสม์..... เธอก็ยังไม่มีแฟน (รึเปล่านะ?) ผมก็ยังไม่มีแฟน ค่อนข้างมั่นใจไปก่อนแล้วว่าเธอต้องจำผมได้อยู่แน่ๆ เพราะผมดูออกว่าเมื่อก่อนเธอมั่นคงซื่อสัตย์กับผมขนาดไหนแม้จะป่าเถื่อนไปหน่อยก็ตาม ผมเลยได้อัดคลิปเล่าความในใจทั้งหมดของผมลงไป โดยใช้กล้องจากห้องโสตฯที่ตัวเองทำงานอยู่ และตั้งใจว่าจะเปิดมันอีกทีหลังจากที่ผมแต่งงานกับเธอแล้ว นั่นหมายความว่า ระหว่างนี้ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ถ้าเธอมีแฟนใหม่ ผมก็จบ ผมมีแฟนใหม่ ผมก็จบ ผมไม่ได้แต่งงานกับเธอ ผมก็จบ ผมไม่ได้คบกับเธอ ผมก็จบ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับว่าจะสร้างเงื่อนไข สร้างอุปสรรคให้ชีวิตตัวเองทำไม
จริงๆเนื้อหาที่ผมบันทึกลงไปวิดิโอแคปซูลนั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องรักๆใคร่ๆหรอกนะครับ ผมก็เล่าทุกอย่างที่ผมเป็น ที่ผมอยากจะเป็น ที่ผมอยากจะทำ อย่างเช่น หลังจากทำงานแล้วมีเงินเก็บมากๆ ก็จะเอามาทำร้านหนังสือ ที่ไม่ได้แสวงผลกำไร เป็นคาเฟ่เงียบๆ สบายๆบรรยากาศเหมือนร้านกาแฟ รับแดดบ้างแต่ต้องไม่ร้อนแล้วก็ใครก็เข้ามาอ่านหนังสือ นั่งบนโซฟาเล่นกับเเมวในร้านได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผมพึงพอใจกับการทำร้านบริการคนแบบนี้มากเลยครับ จากแต่ละเรื่องที่เล่ามา มันดูค่อนข้างเพ้อฝันว่ามั้ยครับ? เพราะผมเองก็โตนิดหน่อยแล้ว ก็พอเข้าใจอยู่ว่าพิมพ์อะไรอยู่... รึเปล่านะ? 555
แต่ถึงจะสำเร็จยากยังไง ผมก็อยากจะทำอยู่ดี คิดว่าถ้าวันนั้นได้มาเปิดดูอีกครั้งแล้วเห็นตัวเองตอนเด็กกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเป็นจริงขึ้นมาได้บ้าง แล้วมันเกิดเป็นจริงขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เงิน อาชีพ พ่อแม่ การทำวิดิโอลงยูทูป ร้านหนังสือ หรือเรื่องความรักไร้สาระนี้ แต่ผมคงกล่าวได้ว่า ผมประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วครับ
แด่ตัวผมเองในอนาคต...
แด่ตัวผมในอนาคตข้างหน้า...
ผมกำลังขึ้นเรียนระดับมหาลัยครับ พอเป็นงั้นแล้วก็เลยมีโอกาสได้ลองนึกทบทวนตัวเองแล้วก็วางแผนชีวิตหลังจากนี้ครับ สมัยมัธยมต้นผมตั้งเป้าไว้ว่าแค่เรียนจบออกมาทำงานอะไรก็ได้ มีเงินเดือนหนึ่งหมื่นหรือสองหมื่นแค่ใช้ชีวิตไปวันๆ ซึ่งน่าจะมีแค่ค่าเช่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าอินเตอร์เน็ต แค่นี้ก็น่าจะอยู่ได้ยันแก่โดยไม่เดือดร้อนใคร แต่พอผมขึ้นม.ปลาย ไม่รู้อะไรดลใจผมให้ตั้งใจเรียนขึ้นมา จากแต่ก่อนที่ไม่มีทางเชื่อแน่ๆว่าจะก้าวพ้นการเป็นเด็กร้านเกมที่ยืนค้ำคอพวกเด็กประถมปลาย วันๆก็นอนงมอยู่แต่กับแก๊งค์การ์ตูน และไม่เคยเข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร มาตอนนี้ก็ได้มหาลัยแล้ว น่าเเปลกมากเลยครับที่บทจะได้ก็ไม่กดดันเหมือนที่ฝันไว้
ผมกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นฮะ ที่จังหวัดผมในเมืองที่อยู่ไม่มีสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นเลย ก็ไปเรียนศิลป์ฝรั่งเศส แต่ปรากฎไม่ใช่ตัวเองมากๆเลยครับ 5555 แต่ก็เรียนด้วยตัวเองมาตลอด ทั้งจากหนังสือ เพื่อนที่สนใจเรื่องนี้ แล้วก็อินเตอร์เน็ต การสอบวัดระดับได้ N4 เนี่ยเหลือเชื่อมากๆสำหรับผม เพราะต้องเรียนทั้งอังกฤษ เกาหลี ฝรั่งเศส ไปพร้อมๆกันเลย ไม่คิดว่าจะมาทางนี้ได้ (แต่ก็แอบตะหงิดๆนะครับที่เห็นเด็กรุ่นเดียวกันหรือที่เด็กกว่ามากๆมาสอบ N3 อะไรงี้) แต่ผมว่าผมค่อนข้างทำได้ดีเรื่องภาษานะครับ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ก็เลยมาเรียนศิลป์ภาษาตอนม.ปลาย จากที่เคยอยู่ห้องคณิตตอนม.ต้น แต่ก็คิดได้แค่นั้นแหละครับว่าเหมาะกับสายภาษา คือถ้าผมมีหัวคิดอีกซักนิดน่าจะลองขอร้องให้คุณแม่ช่วยหาโรงเรียนที่เปิดสอนศิลป์ญี่ปุ่นให้กับผม
เอาเป็นว่าตอนนี้ผมคิดว่าผมมาถูกทางแล้ว จากผมศึกษาข้อมูลจากทั้งรุ่นพี่ คุณครู คนรู้จัก พ่อแม่ และอินเตอร์เน็ต ก็ได้ความว่าส่วนใหญ่แล้วเรียนจบเราก็มักจะมีเงินเดือนกันประมาณสองหมื่นถึงสามหมื่นบาทใช่มั้ยครับ ส่วนตัวผมก็พอใจนั่นแหละเพราะผมไม่ได้ฝักใฝ่ในความก้าวหน้าทางอาชีพแล้วก็ไม่ได้อยากรวยอะไรนัก แต่ว่า ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่ของผมรู้ว่าผมติดมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯก็เปลี่ยนความคิดผมฮะ
คือต้องบอกก่อนว่าฐานะทางบ้านผมก็จัดว่ากลางๆค่อนไปต่ำ มีปัญหาหนี้สินบ่อยครั้งแต่ก็ใช้ชีวิตปกติดีครับ แต่การติดมหาลัยนี่เรื่องใหญ่เลย เพราะต้องใช้เงินเยอะทีเดียว ไม่ใช่แค่ค่าเทอมแต่ยังรวมถึงค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าที่พัก ค่าอาหารการกิน ค่าเดินทาง และยิบย่อยที่ต้องเสร็จในช่วงนี้ แม่บอกว่าจะซื้อไอแพดให้ไปใช้ด้วยครับ ซึ่งผมก็คิดว่ามันแพง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแม้จะรู้ว่าที่บ้านไม่ได้มีเงินมากนัก แต่ผมเองก็คิดว่ามันมีประโยชน์จริงๆ แล้วก็เลยสัญญาไปว่า ถ้าเรียนจบแล้ว ผมจะพยายามหาทางไปทำงานที่ต่างประเทศ ดั้นด้นหางานที่ได้เงินเดือนมากเท่าที่จะชดใช้ค่าเลี้ยงดู ค่าความลำบากทั้งในตอนนี้แล้วก็ก่อนหน้าทั้งหมดของผมตั้งแต่เกิด ซึ่งผมคิดว่า ไอ้หมื่นห้าที่เคยคำนวนไว้เมื่อสามปีที่แล้วมันไม่มีทางหมดแน่ๆ ก็เลยตั้งเป้าว่าจะต้องมีให้มากกว่านั้น 3 เท่า (คิดว่างานที่เงินเดือนเยอะเกินไปคงจะเกินความสามารถผม หรือไม่ก็แบกภาระงานไม่ไหวจนต้องเสียสุขภาพจิต) แล้วหลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไปจนตาย
นั่นคือเป้าหมายทางการเงินที่คิดไว้ครับ ส่วนชีวิตส่วนตัวนั้นผมก็แอบคิดไว้เหมือนกัน ตอนที่กำลังเรียนแล้วก็ปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่นั้น ผมใช้วิธีการ 'สร้างหลักฐาน' ว่าตัวเองกำลังเรียนอยู่ เพื่อเป็นตัวกระตุ้นในการอ่านหนังสือครับ อย่างเช่น เขียนบันทึกประจำวันลงในทวิตเตอร์ ว่าวันนี้ทำอะไรมา เรียนอะไรบ้าง บทเรียนที่ตั้งใจจะจำในวันนี้ ซึ่งการไม่บันทึกลงไป ก็จะดูราวกับว่าเราไม่เคยทำมันจริงๆ มันช่วยเรื่องการจำได้มากจริงๆครับ อาจจะทำยากหน่อยในช่วงแรกๆเพราะต้องอาศัยความอดทนสูง แต่มันจะทำให้เรามีระเบียบแล้วก็รู้ตัวว่าทำอะไรอยู่ทุกวันฮะ เพราะงั้นหลังจากนี้เลยคิดว่าจะเก็บเงินเพื่อซื้อกล้องซักตัวมาอัดคลิปวิดิโอของตัวเองเพื่อลงยูทูป คอนเทนท์ที่คิดไว้ก็ประมาณว่า ตั้งกล้องไว้บนโต๊ะทำงานมุมเดียว แล้วก็เล่าเรื่องในชีวิตประจำวันของผมครับ มันน่าเบื่อแน่ๆใช่มั้ยครับ 5555 แต่จะให้ผมไปทำ vlog เดินถ่ายเห็นหน้าบนที่สาธารณะผมก็ไม่กล้าครับ ขนาดจะหยิบมือถือมาถ่ายรูปตุ๊กตาโชว์บนร้านโมชิผมยังไม่กล้าเลย แต่ผมไม่ได้สนใจเรื่องเนื้อหาหรือคนดูอยู่แล้ว ผมแค่อยากจะ 'สร้างหลักฐาน' แบบเป็นวิดิโอให้คนอื่นดูแค่นั้นครับ
ผมเคยมีแฟนอยู่คนนึงครับ เธอเป็นคนที่ไม่ตรงสเปคผมซักอย่าง สเปคของผมก็ประมาณว่าเป็นผู้หญิงที่ผมตรงยาว ผมไม่ชอบคนสวย แต่ชอบคนออกไปทางน่ารัก ขี้อ้อน อ่อนหวาน แล้วก็ไม่บ้าศิลปินเกาหลี ซึ่ง [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ พอเอาเข้าจริง คราวจะเจอคนที่ชอบมันก็ไม่เหมือนกับที่หวังไว้เลยครับ เธอเป็นคนที่ทั้ง ขี้เหร่ ผมสั้นแถมยังไว้ทรงทวินเทลล์ เหงือกยื่นนิดหน่อย นิสัยชั่วช้า ซาดิสม์ ชอบใช้ความรุนแรง แถมวันๆยังเอาแต่พูดถึงแต่ ลู่หานๆ จนนึกว่าพูดเป็นอยู่คำเดียวแล้วครับ (ทีแรกผมไม่มีอคติกับศิลปินเกาหลีนะครับ แต่ว่า ตั้งแต่ที่ได้ยินคำนี้ครั้งที่ 900 ผมก็อคติขึ้นมาเลยฮะ)
ส่วนเหตุผลที่ชอบ ก็เพราะว่ากลิ่นเธอหอมแล้วก็เป็นเอกลักษณ์มากเลยครับ อย่างต่อมาคือเธอยิ้มได้ละลายหัวใจมาก เธอเป็นคนที่จริงใจกับผมที่สุดเท่าที่เคยรู้จักมา ถึงจะมีรสนิยมแปลกๆอย่างเรียกผมว่า 'เจ้าหมา' ชอบมาขอมือ แล้วก็ให้ผมพูดค่ะตลอดเวลา แต่ว่าถ้าผมทำตัวดี เจ้าตัวก็จะลูบหัวเป็นการให้รางวัล ซึ่งมันทำให้ผมมีความสุขที่สุดไปเลยฮะ สุดท้ายคือ เธอรักผมแม้ผมจะเป็นแค่เด็กติดเกมโง่ๆคนนึงก็ตาม จากตอนแรกที่คิดว่าเธอขี้เหร่ก็กลายเป็นว่าเริ่มหลงใหลเธอมากขึ้นเรื่อยๆ จนเธอแทบจะกลายเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดไปแล้ว... ผมก็คบกับเธอมาจนกระทั่งผมต้องย้ายโรงเรียนไปเข้าม.ปลายในเมือง ก็ตัดใจจากเธอแล้วก็เลิกกันเฉยๆเลยครับ... แค่นั้นเลยฮะ เหมือนไม่มีสายใยอะไร คนบอกเลิกก็ผมนี่แหละ เหตุผลก็เพราะคิดว่าไม่น่าจะไปกันรอดครับ ถ้ายังคบอยู่แล้วเกิดมาเลิกกลางคันผมคงจะเสียใจแน่ๆ เป็นเหตุผลที่ตัวผมในตอนนั้นคิดครับ ซึ่งผมก็คิดอยู่ว่าทำไมผมมันโง่ขนาดนี้ เพราะเอาเข้าจริง การไม่มีเธออยู่ในชีวิตประจำวันเลยมันแย่กว่านั้นมากครับ
ถึงจะเลิกกันไปแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกกับเธอเหมือนเดิมฮะ ได้เห็นชีวิตของเธอในโลกออนไลน์บ้างบางครั้งบางคราว แล้วในช่วงนั้นมันมี เเบล็คพิงค์ เริ่มออกซิงเกิ้ลแรกพอดีครับ คือแค่ได้ยินเพลงโดยไม่ได้เห็นหน้าค่าตาศิลปิน ตอนนั้นกว่าจะรู้ตัวก็กลายเป็นติ่งไปซะแล้วครับ จากที่เคยอคติมาตลอด 5555 แล้วเวลาก็ล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ครับ น่าแปลกใจที่ผมไม่ได้ชอบผู้หญิงคนอื่นคนไหนเลยแม้จะโผล่มาเป็นตัวเลือกให้ผมอยู่บ่อยครั้งมากกว่าตาม แม้ว่าคนพวกนั้นจะหน้าตาดี เรียนเก่ง หรือว่าเป็นคนที่นิสัยดียังไง [Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ เธอก็ยังไม่มีแฟน (รึเปล่านะ?) ผมก็ยังไม่มีแฟน ค่อนข้างมั่นใจไปก่อนแล้วว่าเธอต้องจำผมได้อยู่แน่ๆ เพราะผมดูออกว่าเมื่อก่อนเธอมั่นคงซื่อสัตย์กับผมขนาดไหนแม้จะป่าเถื่อนไปหน่อยก็ตาม ผมเลยได้อัดคลิปเล่าความในใจทั้งหมดของผมลงไป โดยใช้กล้องจากห้องโสตฯที่ตัวเองทำงานอยู่ และตั้งใจว่าจะเปิดมันอีกทีหลังจากที่ผมแต่งงานกับเธอแล้ว นั่นหมายความว่า ระหว่างนี้ไม่ว่าจะกี่ปีก็ตาม ถ้าเธอมีแฟนใหม่ ผมก็จบ ผมมีแฟนใหม่ ผมก็จบ ผมไม่ได้แต่งงานกับเธอ ผมก็จบ ผมไม่ได้คบกับเธอ ผมก็จบ ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับว่าจะสร้างเงื่อนไข สร้างอุปสรรคให้ชีวิตตัวเองทำไม
จริงๆเนื้อหาที่ผมบันทึกลงไปวิดิโอแคปซูลนั้นก็ไม่ได้มีแค่เรื่องรักๆใคร่ๆหรอกนะครับ ผมก็เล่าทุกอย่างที่ผมเป็น ที่ผมอยากจะเป็น ที่ผมอยากจะทำ อย่างเช่น หลังจากทำงานแล้วมีเงินเก็บมากๆ ก็จะเอามาทำร้านหนังสือ ที่ไม่ได้แสวงผลกำไร เป็นคาเฟ่เงียบๆ สบายๆบรรยากาศเหมือนร้านกาแฟ รับแดดบ้างแต่ต้องไม่ร้อนแล้วก็ใครก็เข้ามาอ่านหนังสือ นั่งบนโซฟาเล่นกับเเมวในร้านได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผมพึงพอใจกับการทำร้านบริการคนแบบนี้มากเลยครับ จากแต่ละเรื่องที่เล่ามา มันดูค่อนข้างเพ้อฝันว่ามั้ยครับ? เพราะผมเองก็โตนิดหน่อยแล้ว ก็พอเข้าใจอยู่ว่าพิมพ์อะไรอยู่... รึเปล่านะ? 555
แต่ถึงจะสำเร็จยากยังไง ผมก็อยากจะทำอยู่ดี คิดว่าถ้าวันนั้นได้มาเปิดดูอีกครั้งแล้วเห็นตัวเองตอนเด็กกำลังพูดถึงเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะมีอะไรเป็นจริงขึ้นมาได้บ้าง แล้วมันเกิดเป็นจริงขึ้นมา ไม่ว่าจะเรื่องเรียน เงิน อาชีพ พ่อแม่ การทำวิดิโอลงยูทูป ร้านหนังสือ หรือเรื่องความรักไร้สาระนี้ แต่ผมคงกล่าวได้ว่า ผมประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วครับ
แด่ตัวผมเองในอนาคต...