เครดิต โดย คุณ Ben Wannasiri เพจ fb
1) ยิง16เข้ากรอบ10 ครองบอล65% จ่ายบอล632 มากกว่าอีกฝั่งเกือบ2เท่า ที่สำคัญ จ่ายบอลแม่น 84%
2) Team Goal (การต่อบอลเข้าทำโดยใช้ทีมเวิร์ค) กลับมาอีกครั้ง จากสมัยมูที่ต้องลุ้นจากลูกตั้งเตะ
3) Early Cross (ครอสแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องวิ่งถึงเส้นหลังก่อน ลูกอ้อมกองหลังเข้าหาตัวทำ ณ จุดนัดพบ) กลับมาสู่อ้อมอกผีแล้ว
4) นาที 49 สวนกลับจากกรอบเขตโทษตัวเองไปถึงเขตโทษคู่แข่ง ใช้เวลาเพียง 6 วินาที แทบไม่ได้เห็นในยุคมู อาจเป็นเพราะไม่มีตัวข้างหน้า
5) “รุมกินโต๊ะ” เสียแล้วรุมแย่ง ตามที่โซลชาย้ำ
6) เอาชนะในบอลจังหวะ2 เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่ายุคมู อาจเป็นเพราะเจตนาที่จะบี้เอาบอลมา ตามที่โซลชาให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อคุณเป็นนักเตะยูไนเต็ด คุณต้องเป็นฝ่ายมีบอล” แต่ก็มีจุดพลาด บอลจังหวะ2 ครั้งที่เสียดันเป็นครั้งที่มาจากลูกตั้งเตะจนทำให้เสียประตู
7) เมื่อเป็นฝ่ายนวด นับจากพวกตัวข้างหน้าไล่ลงมาจนถึงมาติช ก็วิ่งสลับกันจนลืมคำว่าตำแหน่งและแผนไปได้เลย ซึ่งทำให้นึกถึงแมนยูสมัยก่อน เราจะเห็นได้บ่อยๆที่รอยคีน อยู่ดีๆก็เติมไปยิงในกรอบ
8) แผงหลัง เช็คล้ำหน้าค่อนข้างดี ยืนกันสูงด้วย เรียกล้ำหน้าแบบทำให้คู่แข่งดูโง่แบบดื้อๆได้ถึง 2 หน
9) ป็อกบาไม่ควรเป็นคนแบก แต่ถ้าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ลื่นไหล เขาก็จะฉายแบบในวันนี้ วันนี้ป็อกวิ่ง10.73 กิโล ซึ่งถือว่ากำลังดี (มิดฟิลด์ในพรีเมียร์ ค่าเฉลี่ยคือ 10.8 ส่วนถ้าดูทุกตำแหน่ง จะวิ่งกันประมาณ 9.8–11.8 km) ซึ่งย้อนไปปีแรก ป็อกวิ่งเยอะมาก ทำงานเป็น box2box แบกทีม ความแน่นอนก็ลดลง (ปีสุดท้ายของมู ป็อกวิ่งน้อยลง คงไม่ต้องถามว่าทำไม)
10) ชอว์ ข้อเสียคืออืดลง กลับตัวช้า การครอสดีๆ หนีกองหลังแทบจะเป็นศูนย์ จะมีก็แต่อัดเรียดเข้ากลางที่เคยเห็นบ้างในบางนัด เกมส์รับมีความเสียวอยู่เรื่อยๆเวลาคู่แข่งท้าดวล ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย ก็ต้องลุ้นว่าที่บอร์ดไม่ยอมขายทิ้ง ให้โอกาสเรื่อยๆนี่ สุดท้ายแล้วจะปั้นให้ดีขึ้นได้ไหม
11) โซลชาแถลงหลังเกมส์ พูด3เรื่องสำคัญ 1. ”too many touches” (จับบอลมากจังหวะเกิน) 2. ความฟิตช่วงท้ายเกมส์ 3. ปรัชญา width (ทางกว้าง) เขาต้องการให้แบ็คขึ้นสูงเพื่อคุมการโจมตีจากกราบ ซึ่งยุค LVG , มู . จะให้มาเที่ยว แรชฟอร์ดถ่างไปกว้างแล้วเลี้ยงดวล 1:1 ตัดเข้ามาแทนที่จะใช้แบ็คโจมตีทางกว้างแล้วเปิดเข้ามา
12) “ชาร์จให้สุด + โฉบเสาแรก” 2 สิ่งนี้ยังขาด ขึ้นบอลเจาะด้านข้างดีแล้ว แต่ตัวในกรอบต้องวิ่งให้สุด วิ่งพุ่งไปชาร์จโกล

นั่นแหละ เวลาเพื่อนเปิด “square” คือเปิดยัดขนานเส้นหลังเข้ามา มันจะได้มีคนชาร์จ ดูสโคลส์ รุด ฯลฯพวกนี้สิ ลูกแล้วลูกเล่าที่มันพุ่งไปถีบลูกบอลในกรอบ6หลา แล้วได้ประตู แต่ส่วนใหญ่ไม่ทำกัน เพราะมันใช้แรงเยอะ..ส่วนแรชฟอร์ด ควรตระหนักว่าความแตกต่างระหว่างกองหน้าที่ดี vs ดีมาก คือกองหน้าทั่วไปจะยืนรอบอล คือแบบนี้มันง่ายกว่า เหนื่อยน้อยกว่า แต่กองหลังเก็บกินสบาย ..แต่กองหน้าในตำนาน รุด หรือโด้ช่วงแปลงร่างแล้ว จะโฉบไปเสาแรกเสมอ เพราะเป็นหนทางที่จะสัมผัสบอลก่อนตัวประกบ แต่ที่กองหน้าส่วนใหญ่ไม่ทำเพราะมันบังคับลูกเหลี่ยมบางให้เข้ากรอบยากกว่า
13) ไม่ว่าผลการแข่งภายใต้ยุคโซลชาจะเป็นอย่างไร แต่นี่คือวิธีการเล่นที่เข้ากับนักเตะที่สุด ก็ไม่รู้ว่ามูจะพยายามเปลี่ยนนักเตะทั้งทีมให้เข้ากับสไตล์ตัวเองทำไม แทนที่จะทำตรงข้าม ... ปล เอาสถิติทีม กะ สถิติป็อกบา มาฝาก
สถิติแมนยูในเกมส์กับฮัดเดอร์ฟิลด์ทาวน์
1) ยิง16เข้ากรอบ10 ครองบอล65% จ่ายบอล632 มากกว่าอีกฝั่งเกือบ2เท่า ที่สำคัญ จ่ายบอลแม่น 84%
2) Team Goal (การต่อบอลเข้าทำโดยใช้ทีมเวิร์ค) กลับมาอีกครั้ง จากสมัยมูที่ต้องลุ้นจากลูกตั้งเตะ
3) Early Cross (ครอสแต่เนิ่นๆ โดยไม่ต้องวิ่งถึงเส้นหลังก่อน ลูกอ้อมกองหลังเข้าหาตัวทำ ณ จุดนัดพบ) กลับมาสู่อ้อมอกผีแล้ว
4) นาที 49 สวนกลับจากกรอบเขตโทษตัวเองไปถึงเขตโทษคู่แข่ง ใช้เวลาเพียง 6 วินาที แทบไม่ได้เห็นในยุคมู อาจเป็นเพราะไม่มีตัวข้างหน้า
5) “รุมกินโต๊ะ” เสียแล้วรุมแย่ง ตามที่โซลชาย้ำ
6) เอาชนะในบอลจังหวะ2 เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่ายุคมู อาจเป็นเพราะเจตนาที่จะบี้เอาบอลมา ตามที่โซลชาให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อคุณเป็นนักเตะยูไนเต็ด คุณต้องเป็นฝ่ายมีบอล” แต่ก็มีจุดพลาด บอลจังหวะ2 ครั้งที่เสียดันเป็นครั้งที่มาจากลูกตั้งเตะจนทำให้เสียประตู
7) เมื่อเป็นฝ่ายนวด นับจากพวกตัวข้างหน้าไล่ลงมาจนถึงมาติช ก็วิ่งสลับกันจนลืมคำว่าตำแหน่งและแผนไปได้เลย ซึ่งทำให้นึกถึงแมนยูสมัยก่อน เราจะเห็นได้บ่อยๆที่รอยคีน อยู่ดีๆก็เติมไปยิงในกรอบ
8) แผงหลัง เช็คล้ำหน้าค่อนข้างดี ยืนกันสูงด้วย เรียกล้ำหน้าแบบทำให้คู่แข่งดูโง่แบบดื้อๆได้ถึง 2 หน
9) ป็อกบาไม่ควรเป็นคนแบก แต่ถ้าเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมที่ลื่นไหล เขาก็จะฉายแบบในวันนี้ วันนี้ป็อกวิ่ง10.73 กิโล ซึ่งถือว่ากำลังดี (มิดฟิลด์ในพรีเมียร์ ค่าเฉลี่ยคือ 10.8 ส่วนถ้าดูทุกตำแหน่ง จะวิ่งกันประมาณ 9.8–11.8 km) ซึ่งย้อนไปปีแรก ป็อกวิ่งเยอะมาก ทำงานเป็น box2box แบกทีม ความแน่นอนก็ลดลง (ปีสุดท้ายของมู ป็อกวิ่งน้อยลง คงไม่ต้องถามว่าทำไม)
10) ชอว์ ข้อเสียคืออืดลง กลับตัวช้า การครอสดีๆ หนีกองหลังแทบจะเป็นศูนย์ จะมีก็แต่อัดเรียดเข้ากลางที่เคยเห็นบ้างในบางนัด เกมส์รับมีความเสียวอยู่เรื่อยๆเวลาคู่แข่งท้าดวล ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสีย ก็ต้องลุ้นว่าที่บอร์ดไม่ยอมขายทิ้ง ให้โอกาสเรื่อยๆนี่ สุดท้ายแล้วจะปั้นให้ดีขึ้นได้ไหม
11) โซลชาแถลงหลังเกมส์ พูด3เรื่องสำคัญ 1. ”too many touches” (จับบอลมากจังหวะเกิน) 2. ความฟิตช่วงท้ายเกมส์ 3. ปรัชญา width (ทางกว้าง) เขาต้องการให้แบ็คขึ้นสูงเพื่อคุมการโจมตีจากกราบ ซึ่งยุค LVG , มู . จะให้มาเที่ยว แรชฟอร์ดถ่างไปกว้างแล้วเลี้ยงดวล 1:1 ตัดเข้ามาแทนที่จะใช้แบ็คโจมตีทางกว้างแล้วเปิดเข้ามา
12) “ชาร์จให้สุด + โฉบเสาแรก” 2 สิ่งนี้ยังขาด ขึ้นบอลเจาะด้านข้างดีแล้ว แต่ตัวในกรอบต้องวิ่งให้สุด วิ่งพุ่งไปชาร์จโกล
13) ไม่ว่าผลการแข่งภายใต้ยุคโซลชาจะเป็นอย่างไร แต่นี่คือวิธีการเล่นที่เข้ากับนักเตะที่สุด ก็ไม่รู้ว่ามูจะพยายามเปลี่ยนนักเตะทั้งทีมให้เข้ากับสไตล์ตัวเองทำไม แทนที่จะทำตรงข้าม ... ปล เอาสถิติทีม กะ สถิติป็อกบา มาฝาก