5G จะทำให้มีงานทำแต่ไม่มีที่ทำงาน / เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ

จากผลการศึกษาวิจัยของ Johnson Controls ในหัวข้อ Smart Workplace 2040: The Rise of the Workspace Consumer พบว่าภายในปี 2040 บ้านหรือที่พักอาศัยจะกลายเป็นสถานที่ในการเรียนและการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม เช่น Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) จะทำให้มวลมนุษยชาติทำงานและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและเวลาใดก็ตาม เนื่องจากการทำลายกำแพงของเวลาและช่องว่างระหว่างกัน ด้วยการเชื่อมต่อถึงกันได้ทั่วโลกจะทำให้ระยะทางและเวลาไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป

คนรุ่นใหม่ในยุค Gen Z และ Gen Alpha ถือได้ว่าเกิดมาพร้อมกับที่อินเทอร์เน็ตที่แพร่หลายและเข้าถึงผู้คนทั่วโลก จนทำให้พวกเขาได้ใช้ความเชื่อมโยงของข้อมูลและของผู้คนทั่วโลกในชีวิตประจำวันที่ไม่เคยมีในคนยุค Gen X และ Babyboomers เลย ซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่า ผู้คนทั้งหลายในอนาคตอันใกล้ในไม่กี่ปีนี้จะได้ใช้บริการที่แปลกใหม่จากบริษัทใหม่ๆ ที่มีจำนวนคนทำงานน้อยมาก และขนาดของบริษัทจะมีพื้นที่ที่เล็กมากจนแทบจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีบริษัททางกายภาพในยุค 5G ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์, องค์กรดิจิทอล, และแอพพลิเคชั่นซึ่งเกิดจากความร่วมมือกันเองของผู้ใช้ที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้บ้านหรือสถานที่พักผ่อนและบันเทิงต่างๆ กลายเป็นสถานที่ในการเรียนและการทำงานมากขึ้น เพราะเทคโนโลยี Mobile Internet, AI, Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) จะทำให้มวลมนุษยชาติสามารถเรียนรู้, ทำงานและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดและเวลาใดก็ตาม จึงทำให้เกิดการจ้างงานแบบทำงานที่ใดก็ได้ ด้วยเวลาที่ยืดหยุ่น และกำลังจะทำให้การจ้างงานเปลี่ยนแปลงไปที่นายจ้างหรือบริษัทจะต้องคำนึงถึงความสุขของลูกจ้างมากขึ้น

การที่ผู้ว่าจ้างหรือบริษัทที่จะต้องให้ความสำคัญแก่ลูกจ้างมากขึ้นก็เนื่องจากว่า ทักษะงานแห่งอนาคตกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งบางทักษะนั้นหายากอย่างยิ่ง จึงทำให้การจ้างงานมีความจำเป็นต้องจ้างเฉพาะเวลาหรือในรูปแบบของฟรีแลนซ์ (freelance) มากขึ้น และให้ความเป็นอิสระของลูกจ้างมากขึ้น อีกทั้งการรับงานเป็นโครงการ (project) ด้วยความเป็นอิสระจะทำให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านมีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ

Gen Alpha และ Gen Z กำลังเติบโตมากับระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) ซึ่งถือว่าเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ (New economy) ที่กำลังสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ในระดับฐานรากเป็นจำนวนมากในรูปแบบงานอิสระ และจะสร้างธุรกิจมูลค่าใหม่อันมหาศาลให้กับเศรษฐกิจของประเทศ สามารถลดความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ ซึ่งระบบเศรษฐกิจใหม่ดังกล่าว เกิดจากที่ผู้คนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลอันมหาศาลแบบ Realtime และเชื่อมต่อกับธุรกิจต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกด้วยสมาร์ทโฟน จนทำให้ลูกจ้างมีทางเลือกมากขึ้น เพราะพวกเขาสามารถเลือกงานอิสระรวมไปถึงการตั้งบริษัทเล็กๆ ที่ลงทุนต่ำ แต่มีประสิทธิภาพด้วยตัวพวกเขาเอง

การเริ่มต้นของ 5G ทำให้เกิดการพลิกผันในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารอย่างมาก ซึ่งมากกว่าที่เป็นอยู่ เนื่องจากธนาคารแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับบริษัทที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเงินการธนาคาร เช่น Google, Facebook, Amazon และ LINE ที่กำลังคิดหาวิธีการในการชำระเงินและอื่นๆ บนสมาร์ทโฟนที่มีระบบเซ็นเซอร์ IoT โดยผ่านกระบวนการทำธุรกรรมบนแพลตฟอร์มของพวกเขาเองโดยตรง พร้อมกับการสร้างบริษัทบริการทางการเงินรูปแบบใหม่และผลิตตำแหน่งงานที่แปลกใหม่อย่างมากมาย

มีการคาดการณ์จาก GlobalData ว่า ภายในปี 2020 ลูกจ้างมากกว่าครึ่งในประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำงานโดยไม่ต้องอยู่ที่ทำงาน ซึ่งจะยิ่งทำให้การวางโครงข่าย 5G ในประเทศสหรัฐอเมริกามีความสำคัญกับลูกจ้างในอนาคตเป็นอย่างมาก ซึ่งประเทศสหรัฐฯ ได้มีการประมูลคลื่นความถี่ 5G ไปเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้การทำงานไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่และเวลาเกิดขึ้นอย่างชัดเจนภายในปี 2020

ปรากฎการณ์ที่เราจะได้เห็นในปี 2019 ก็คือ การเริ่มวางโครงข่าย 5G ในหลายประเทศทั่วโลกจะทำให้การทำงานมีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป โดยการทำงานผ่านระบบคลาวด์ (cloud) และบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต 5G ซึ่งจะทำให้ทีมในบริษัทสามารถทำงานร่วมกันได้โดยไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่และเวลาอีกต่อไป โดยบริษัทที่มีวัฒนธรรมรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่สามารถยอมรับการทำงานรูปแบบใหม่ได้ ก็จะมีความเสื่อมสภาพลงและจะไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนรุ่นใหม่ จนจะทำให้องค์กรรูปแบบดั้งเดิมหลายองค์กรไม่สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงด้านทักษะในงานใหม่ๆ ได้ รวมไปถึงการที่องค์กรไม่สามารถปรับไปสู่ความยืดหยุ่นและไม่สามารถลดต้นทุน เพื่อที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อีกต่อไป

จากการศึกษาของ Deloitte พบว่าในคนรุ่นใหม่ การสร้างสมดุลย์ระหว่างงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวนั้นมีความสำคัญที่สุดในการเลือกตำแหน่งงานของพวกเขา และในยุคของคนรุ่นใหม่ต่อจากนี้ไป เราจะพบว่าพวกเขามีความจงรักภักดีต่อองค์กรน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นองค์กรที่จะเก็บพวกเขาไว้ได้จะต้องคำนึงถึงสมดุลย์ของการทำงานและการใช้ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาเป็นสำคัญ

ลูกจ้างที่เป็นคนรุ่นใหม่จะปฏิเสธการเข้าทำงานกับองค์กรรูปแบบตั้งเดิม ที่ไม่สามารถยอมรับการทำงาน ที่อิสระจากสถานที่และเวลาได้ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่พวกเขาได้เติบโตมาจากการร่วมมือทำงานกันผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาตั้งแต่เกิด จึงทำให้องค์กรทุกองค์กรจะต้องปรับตัวและจะต้องยอมรับการผสมผสานกับลูกจ้างที่มีหลายเจนเนอเรชั่นอย่างกลมกลืน

ความคุ้นเคยในอดีตที่ผ่านมาที่เราได้พบกับการให้บริการในด้านการสื่อสารโทรคมนาคมตั้งแต่ 1G ถึง 4G มาแล้วนั้น ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์นั้นกำลังจะพบกับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยรวดเร็วและพลิกผันอย่างที่กำลังเกิดขึ้นมาก่อนในเทคโนโลยี 5G ทั้งนี้เพราะเทคโนโลยี 5G มีความแตกต่างจากเทคโนโลยี 4G เป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับการที่มนุษย์ยังไม่เคยมีเครื่องบินมาก่อน แต่เพียงข้ามคืนมนุษย์ทุกคนสามารถขึ้นเครื่องบินเดินทางไปต่างประเทศได้ทันที

ดังนั้นวิสัยทัศน์และความเป็นผู้นำของผู้บริหารระดับสูงในยุคต่อไปจะเปลี่ยนไปอย่างมาก และจะทำให้นิยามของคำว่า “ความเป็นผู้นำ” หรือ “leadership” โดยคุณลักษณะของความเป็นผู้นำสำหรับโลกอนาคตคือความสามารถในการเชื่อมโยงผู้คน ทำให้พวกเขาได้ร่วมมือกันสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์กับสังคม และสร้างแรงบันดาลใจร่วมกันโดยไม่ยึดติดกับสถานที่และเวลา อย่างไรก็ตาม หากผู้นำและผู้บริหารยังยึดติดอยู่กับการสื่อสารแบบ face-to-face และการร่วมมือกันที่จะต้องขึ้นอยู่กับสถานที่และเวลา ก็จะทำให้องค์กรไม่สามารถยืนอยู่ได้ในโลกแห่งการแข่งขันที่มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปในยุค 5G
ที่มา https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9610000127567

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่