[CR] ครั้งหนึ่ง เมื่อฉันไปเยือนคันไซ ในวันใบไม้เปลี่ยนสี

เที่ยวคันไซครั้งแรก ก็เลยอยากจะแชร์ประสบการณ์ให้เพื่อนๆได้อ่านกันค่ะ
ออกตัวก่อนเลยว่าเรากับเพื่อนไปเที่ยวกันสองคน ถ่ายรูปไม่เก่งกันทั้งคู่เลยค่ะ😰



โดยส่วนตัวมีความชอบในฤดูใบไม้เปลี่ยนสีค่ะ ก็เลยเลือกไปเที่ยวช่วงนี้ เราไปกันกลางเดือนพ.ย.2018 ไปเที่ยวกัน9วันเต็ม (แต่เพิ่งจะมีเวลาว่างมาอัพ555) จะมีบางวันที่เจอใบไม้แดง บางวันก็แดงน้อยมาก เราว่าไปซัก25พย น่าจะพีคกว่านะคะ

ออกเดินทางบ่ายๆ ไปถึงสนามบินคันไซเกือบสามทุ่ม ใช้เวลาผ่านตม.แป๊บเดียว ไม่ถามอะไรเลยจ้า..มองหน้าก็บุญแล้ว555 แต่รอกระเป๋านานมากกก กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนความก็ปาไป5ทุ่มแล้ว..
คืนนี้เราตั้งใจนอนกันที่สนามบินค่ะ ก็ไปนอนตรงที่เค้ารีวิวกันนั่นแหละนะ เค้าเป็นโซนที่มีไว้สำหรับคนที่ลงไฟลท์ดึกมากๆ รถไฟหมด หรือคนที่ต้องทรานซิทเครื่องนานหน่อย แต่สำหรับเรา..ไม่ได้เข้าเงื่อนไขพวกนั้นหรอก เราก็แค่อยากประหยัดค่าโรงแรม1คืนแค่นั้นเอง..อิอิเพี้ยนดีออก
ที่ซุกหัวนอนคืนนี้ของเราก็ดีอยู่น้าา จริงๆมันมีแบบเป็นฟูกนอนใหญ่ๆด้วยนะ แต่เรามาจองไม่ทัน ก็เลยได้เป็นเก้าอี้ยาวๆแบบนี้ฮับ

มันโอเคเลยนะ มีผ้าห่มให้ยืมด้วย แค่ตอนคืนอ่ะ..ช่วยพับผ้าห่มคืนให้เค้าหน่อย (เค้าต้องการแค่นั้นจริงๆ) ตอนลงชื่อยืมผ้าห่ม ก็เขียนชื่อกับไฟลท์ที่มา แค่นั้นเอง ผ้าห่มผืนใหญ่ นิ่มๆ อุ่นๆเลยจ้าาา
-มีล็อคเกอร์หลายๆขนาดให้ฝากของ
-มีห้องน้ำ ส้วมอัตโนมัติสไตล์พี่ยุ่นเค้า(ถูกใจฝุดๆ) 3ห้อง
-มีอ่างล้างหน้า
-มีห้องอาบน้ำประมาณ5ห้อง(แบบหยอดเหรียญ)

หยอดเหรียญ 100เยน 5 เหรียญ อาบได้ 15 นาที กดstopให้น้ำหยุดก็ได้นะเออ (ตอนแรกคิดว่า โห..จะพอมั้ย พออาบจริง 3 นาทียังไม่ถึงเลยจ้า นี่ก็คิดกับเพื่อนอยู่ว่าน่าจะมาอาบต่อกันเนอะ จะได้เสียเงินแค่500เยน555) สบู่อาบน้ำกับแชมพูก็มีไว้บริการนะจ้ะ
หน้าห้องน้ำก็มีห้องแต่งตัว มีไดร์เป่าผมด้วย ชีวิตสะดวกสบายอะไรอย่างงี้เพี้ยนเย้
-หน้าโซนพักผ่อนนี้ มีfamily martกับburger kingไว้ให้เราอุ่นใจด้วย เราก็เลยจัดชุดใหญ่กันเลย แหะๆ
-เดินข้ามทางเชื่อมกลับไปก็จะเป็นที่ขายตั๋วรถไฟและพาสต่างๆ รวมถึงที่ขึ้นรถไฟเข้าเมืองด้วย เราก็เลยไปเดินสำรวจเพื่อย่อยอาหารกันซักหน่อย หลังจากสำรวจทางหนีทีไล่เสร็จแล้ว ขณะนี้ก็เวลาจะตี2แล้ว!!! รีบเข้านอนด่วน
พรุ่งนี้เราแพลนจะตื่นกันตี4 เพื่อแต่งตัวแล้วออกให้ทันรถไฟเที่ยวแรก 5.40น

และแล้วเช้าวันแรกของการเที่ยวญี่ปุ่นก็เริ่มต้นขึ้น
Day 1: Kansai airport --> Namba --> Himeji castle --> Kobe --> Tenjinbashi --> Namba
เราตื่นกันตั้งแต่ตี 4 (นอน2ชั่วโมงจ้าา😱) ไปอาบน้ำ ยังไม่มีใครตื่นเลย ห้องน้ำทุกที่จึงเป็นของเรา55+ แล้วก็แต่งตัว แต่งหน้า(เตรียมเที่ยวเลยค่ะ) แต่งไปแต่งมา แต่งยังไงไม่รู้ รู้ตัวอีกทีจะ 6 โมงครึ่งแล้วจ้าา!!!😱😱😱 ก็เลยออกเดินทาง
อ้นดับแรก เราไปซื้อพาสก่อนค่ะ
พาสที่เราจะซื้อคือ
1.Hanshin tourist one day pass 700เยน
2.Hankyu tourist one day pass 800เยน
3.Kyoto Osaka sightseeing one day pass 800เยน
แต่พอไปถึงที่ซื้อพาส(kansai tourist information center) หน้าตาแบบนี้ค่ะ



ปรากฏว่า..ยังไม่เปิดจ้าาา เปิด 7โมง ผ่าม..พาม!!! นั่งรอไปจ้าาา (นี่ชั้นรีบเพื่อออ!!)
ระหว่างนั่งรอร้านเปิด ก็เดินสำรวจหาของกิน แต่..ไม่มีเลยเจ้าค่ะ😩 ก็เลยนั่งเล่นมือถือ พอดีไปเจอโปรโค้ดลดราคา pass ต่างๆของญี่ปุ่นของklook มีพาสที่เราจะซื้อด้วย หลังจากเราใส่โค้ดแล้วได้ลดราคาเหลือพาสละ 3บาทเท่านั้น!!! คุณพระ!! คือดีย์ ขอบคุณที่ร้านยังไม่เปิด555 ก็เลยอยู่รอแลกพาสแทน พอซื้อพาสเสร็จเราก็เดินขึ้นไปที่เดิมเพื่อขึ้นรถไฟเข้านัมบะด้วยรถไฟ Limited express กันค่าาา ราคา 920เยน ใช้เวลาเดินทาง 45นาที
ระหว่างทางนั่งรถไฟออกมา เราไม่ได้ถ่ายรูปกันเลยค่ะ เกรงใจคนบนรถ(แลดูเป็นคนดี..ไม่ใช่หรอก จริงๆคือเราหลับ 555)

และแล้วก็ถึงสถานีนัมบะ สถานีที่แสนกว้างใหญ่ไพศาล ต่อรถไฟได้หลายสาย ประตูทางออกมีอยู่58ประตู!!! บ้าไปแล้ว(ล้อเล่นนะ จริงๆเหมือนจะมีประมาณ32ประตูนะ) เราก็ออกจากประตูไหนไม่รู้ จำไม่ได้แล้ว ก็เปิดกูเกิ้ลแมพ(เพื่อนพึ่งพายามยากของเรา) และให้คุณเค้านำทางเราไปหาที่พักกันเลยค่ะ เดินไม่ไกลก็ถึงแล้ว ที่พักของเรา "Khaosan world namba"


ขอยืมรูปจากในเน็ตนะคะ เราถือของเยอะ ไม่ได้ถ่ายรูปกันเลย
ที่นี่เราประทับใจมากๆ ขอเชียร์ให้มาพักกันค่ะ แต่ก็จะแพงๆหน่อยนะ


-พนักงานน่ารักมาก อัธยาศัยดี เฟรนลี่สุดๆ พูดภาษาอังกฤษเก่ง
-อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ ใกล้ๆที่พักมีมินิมาร์ท(เพื่อนพึ่งพายามดึก หรือแม้แต่ยามยากจน) ใกล้แหล่งช้อปปิ้งอย่างชินไซบาชิ ใกล้แหล่งตัวแตกอย่างนัมบะ ใกล้รถไฟไปสนามบินคันไซ ใกล้ที่ขึ้นnight bus(ไปโตเกียว)
-มีที่ฝากกระเป๋าก่อนเช็คอินและหลังเช็คเอ้าท์ที่ใหญ่โตมาก ใส่กระเป๋าใบโตๆของพวกเราได้สบาย เราไปถึงที่พักประมาณ 8โมงนิดๆ ยังไม่ถึงเวลาเช็คอิน แต่ห้องว่าง พนักงานก็ให้เราเช็คอินได้เลย ดีงามมาก(รู้งี้ไม่แต่งตัวที่สนามบินหรอก)
-มีเครื่องซักผ้าด้วย แต่เราไม่ได้ใช้
-มีมีตติ้งรูม ห้องครัว ห้องกินข้าว อุปกรณ์ครบครันมาก มีลิฟต์ด้วยนะ
-มีห้องน้ำชั้นละ3ห้อง แต่ละชั้นจะสลับชายหญิง แต่ความซวยคือเราได้อยู่ชั้น5 เป็นชั้นห้องน้ำชาย เวลาจะเข้าห้องน้ำก็เลยต้องเดินลงไปชั้นนึงค่ะ ส่วนห้องอาบน้ำมีทุกชั้น ชั้นละ2ห้อง ลักษณะเหมือนห้องน้ำหยอดเหรียญที่สนามบินเลยค่ะ ต่างแค่ไม่ต้องหยอดเหรียญเท่านั้นเอง น้ำแรงดีมาก มีน้ำอุ่น(ปรับน้ำร้อนผสมน้ำเย็นเอง) ตอนแรกก็คิดว่าห้องอาบน้ำจะไม่พอ ปรากฏว่า ถมเถเลยค่ะ ไม่เคยต้องรออาบน้ำ ไม่เคยเจอใครไปอาบน้ำเลย นี่เค้าไม่ค่อยอาบน้ำกันรึเราอาบดึกหว่า(อาบเกือบเที่ยงคืนทุกวันเลย..ส่วนตอนเช้า...ไม่ได้อาบฮับ🤫)
-ในห้องนอนมีอ่างล้างหน้าพร้อมกระจก ไดร์เป่าผม ชั้นวางของติดกับหน้าต่าง ยาวจนสุดมุมห้อง ซึ่งถือว่าดีมาก เพราะวางของได้เยอะเลย พื้นที่ในห้องก็ถือว่าใหญ่นะ มีแอเรียให้เราละเลงของได้สบายๆ
-ห้องที่เราจองเป็นห้อง 3คน(ตอนแรกจะมาเที่ยว 3คน แต่เพื่อนคนนึงมีธุระกระทันหัน เลยเหลือเรากับเพื่อนอีกคนมาเที่ยวกันสองคน) ตกคืนละเกือบๆ1000/คืน/คน เป็นเตียงสองชั้น 1เตียง กับเตียงเดี่ยว 1เตียง ฟูกเราว่ามันนิ่มไปหน่อย แต่ผ้าห่มอุ่นดี มีปลั๊กไฟเต็มห้องไปหมด แต่เราแนะนำให้พกปลั๊กสามตามาด้วย กับปลั๊กแปลงหัวอีกอัน แค่นี้ชีวิตก็จะสบายขึ้นเยอะ อ้อ..ในห้องมีราวแขวนเสื้อผ้ากับไม้แขวนเสื้อให้ด้วยนะคะ
-มีผ้าเช็ดตัวให้เช่า ผืนละ50เยน (ใช้ผืนเดียวทั้งทริปแบบเราก็ได้นะ)

หลังจากเก็บของ แต่งตัว(อีกรอบ) ก็ออกเดินทางสู่จุดหมายแรกกันเลยค่ะ
Next station Himeji castle

ก่อนออกเดินทาง เราก็ต้องทำสิ่งสำคัญกันก่อน นั่นคือ...หัดถ่ายรูปค่ะ!!! (หัดกันสดๆร้อนๆก่อนออกไปเที่ยวแบบนี้ก็ได้หรอ!!) ถ่ายรูปหน้าที่พักอยู่เกือบชั่วโมงถึงจะถ่ายเป็น



ไม่ได้ถ่ายสวยนะ แค่ถ่ายแล้วชัดก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมงแล้วจ้าาา😰(รันทดชีวิตจริงๆ) พร้อมแล้วก็ let's go!!!

วันนี้เราใช้ "hanshin tourist pass"กันค่ะ


ออกจากสถานีรถไฟหันไปทางซ้ายมือก็จะมองเห็นปราสาทฮิเมจิอยู่ลิบๆ เดินตรงไปที่ปราสาทได้เลย ส่วนเรา..นั่งพักกินและถ่ายรูปกันไปตามทาง(แม้ว่าจะมาเลทจากแพลนเดิมถึง 3 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด555) ตามทางขนาบไปด้วยต้นแปะก๊วยสีเหลืองอร่ามเพี้ยนเหรอ ขนาบไปด้วยต้นแปะก๊วย(ที่ในอนาคตจะเหลือง)


เดินไปเรื่อยๆ ไม่ไกลก็ถึงแล้วจ้า นั่นๆไงๆ ปราสาทฮิเมจิ


"ปราสาทฮิเมจิเป็นปราสาทสีขาว อยู่ในจังหวัดเฮียวโงะ เมืองฮิเมจิ (เลยโกเบไปหน่อยนึงค่ะ) ถือเป็นหนึ่งในไม่กี่ปราสาทที่ไม่โดนทำลายในสงคราม ก็เลยเป็นปราสาทที่สมบูรณ์มาตั้งแต่สมัยนั้น เพียงแค่บูรณะนิดหน่อยตามอายุขัยแค่นั้นเองฮับ
ค่าเข้าชมในปราสาท 1040เยน แต่เราไม่ได้เข้าไปค่ะ(ไม่อินกับประวัติศาสตร์ บวกกับเรามาถึงกันสายมาก กลัวไม่ทันเซ็ตอาหารเที่ยง) เราแค่เดินถ่ายรูปเล่นกันรอบๆปราสาท ก็ใช้เวลา2ชั่วโมงแล้วจ้าาา ออกจากที่นี่กันประมาณบ่ายโมงกว่าก็นั่งรถไฟย้อนกลับไปโกเบเพื่อไปหาสิ่งที่รอคอย นั่นคือ.."เนื้อโกเบบบ"


เราก็มาถึงโกเบในเวลา 14.50!! ร้านที่เราตั้งใจมากินตามลิสนี้ค่ะ


เดินๆหาร้านก็ไม่ทันบ่ายสามแล้ว เหลือร้านเดียวที่ทันคือ Ishiyada พอไปถึงหน้าร้าน..ปิดบ่าย3เหมือนกัน!!(โถ่..คุณหลอกดาว) ตอนนั้นมองหน้ากันกับเพื่อน มาถึงนี่แล้ว ยังไงก็ต้องโดนเนื้อโกเบนะ แต่จะให้รอถึงเซ็ตอาหารเย็นก็ไม่ไหวนะ เราจะต้องไฮโปก็แน่ๆ ก็เลยเดินตามหาร้านที่ยังเปิดอยู่ เหลือร้านเดียวค่ะ มีคุณลุงออกมาต้อน(รับ)เราเข้าไป เปิดๆดูราคาหน้าร้านก็แพงอยู่นะ แต่ยังไงก็ต้องได้กิน ก็เลยพุ่งเข้าร้านกัน


ร้านนี้จะรับลูกค้าทีละโต๊ะ อาจจะเป็นเพราะมีคุณลุงคนนี้คนเดียว นางทำทุกหน้าที่ ทั้งเรียกแขกเข้าร้าน เสิร์ฟน้ำ แนะนำอาหาร เล่ารายละเอียดของเนื้อ ทำอาหาร(ระหว่างทำนางก็จะบรรยายทุกขั้นตอนอย่างละเอียด ใส่ใจลูกค้ามาก รวมถึงบริการถ่ายรูปพร้อมบอกมุมสวยๆให้ด้วยจ้าา เก๋ไปอี๊ก
พวกเราหิวกันมาก แต่ลุงก็ทำช้าเหลือเกิน กว่าจะเตรียมน้ำ เตรียมอาหาร เตรียมของว่าง คุณพระ!!! ใจจะขาด รออยู่เกินครึ่งชั่วโมง ในที่สุดเมนูแรกก็มาถึง นั่นคือ...สลัดจ้าา สลัดจานเล็กๆ เอิ่ม จริงๆเราเป็นคนไม่กินผักนะ แต่ด้วยความหิวและเกรงใจลุง ก็กินจนหมด แล้วก็นั่งรออีก20นาที จานที่สองก็มา นั่นคือ... เห็ดผัดอะไรซักอย่าง แต่จานนี้อร่อยจริง อยากจะขอเติมอีกเยอะๆ ด้วยความหิวโหย กวาดเรียบด้วยความเร็วแสง รูปจึงไม่มีเช่นกัน และในที่สุด...เนื้อก็ลงกระทะจ้าาา คุณพระ!! มันน่ากินม๊ากก


เสียงฉ่าๆของเนื้อในกระทะมันเป็นสิ่งกระตุ้นน้ำลายดีจริงๆ ลุงเค้าแนะนำให้กินเพียวๆคำนึง แล้วก็กินแบบเอาวาซิบิมาป้าย(วาซาบิที่นี่ไม่ฉุนเลย ลุงบอกว่ามันเป็นวาซิบิที่ไว้กินกับเนื้อ รสจะไม่แรงเหมือนแบบกินกับซูชิ) อร่อยจริงๆ ไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มเลย( ขนาดเราเป็นคนไม่กินวาซาบินะ) เนื้อมันนุ่ม รสสัมผัสละมุนลิ้น แต่ไม่ยุ่ยแบบละลายในปากเหมือนชาชูนะ เนื้อโกเบจะออกแนวละมุนลิ้น มีไขมันแทรกอยู่ทำให้เนื้อไม่กระด้าง ไม่รู้จะบรรยายยังไงดี พุดได้แค่ว่ามันดี๊ดี แล้วลุงก็ฆาตกรรมเราด้วยหอมใหญ่จ้าาา เราไม่กินหอมใหญ่เลย แต่ลุงแนะนำว่า หอมใหญ่ผัด เอามาจิ้มน้ำจิ้มแล้วกินกับข้าว นั่นคือบรรลุนิพพาน เราก็เลยจำใจกิน หื้มม..มันก็อร่อยจริงๆนั่นแหละ ระหว่างเรากำลังต่อสู้กับหอมใหญ่ ลุงก็ถามว่า ลองซูชิเนื้อโกเบมั้ย เอ้า!!รออะไร จัดมาซิคะ


ขออภัยที่รูปน่าเกลียด โฟกัสที่การกิน
ชื่อสินค้า:   รีวิวเที่ยว โอซาก้า เกียวโต โกเบ โตเกียว ด้วยตัวเอง
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่