มีสติรู้รูป ต่างจากเรารู้อย่างไร?
คำถาม ผู้ปฏิบัติขณะที่มีสติรู้รูป ต่างจากเรารู้อย่างไร? และมีสติรู้นาม ต่างจากเรารู้อย่างไร? และมีสติรู้สภาวะรู้ ต่างจากเรารู้อย่างไร?
รู้รูปก็คือชัดเจนแห่งรูปนั้นๆ ไม่ใช่ว่า รู้อย่างทั่วๆ ไป หรือว่ารู้ตั้ง ๑๐ อย่างเลย แต่เรารู้รูปก็คือเราจ้องดูอยู่อย่างนี้ มันเกิดยังไง คือมีสมาธิเข้าไป อย่างนี้แหละเราเรียกว่ากสิณ แต่ทั่วไปก็มีอาการเจาะจงตรงนั้น
ถ้าเราจ้องมองมือถือเราก็มองเห็นรูปทั่วไป รูปภาพเยอะแยะไปหมด แต่ถ้าเรามองเจาะจงเราก็จะมองเห็นแต่มือถือ จะเห็นมือถือชัดเจน พอเราไปเพ่งมองแล้ว เราก็จะเข้าสู่ปัญญาพิจารณาว่ามันคืออะไร อริยสัจ ๔ เป็นหลัก โยนิโสมนสิการเป็นยุทธศาสตร์ว่า
เรามองดูมือถือ เราไปเพ่งแล้วเห็นมือถือชัดเจนแล้ว แล้วเราก็จะพิจารณาต่อไปว่า มือถือนี้ยี่ห้ออะไร ใช้อะไรได้บ้าง ราคาเท่าไหร่ แต่ถ้าเราเห็นมือถือแค่มือถือก็จบ
"เพ่ง" กับ "เห็น" มันแตกต่างกันตรงไหน?
เห็นกับมองมันเป็นอย่างเดียวกัน
"เพ่ง" คือคิดแบบเป็นสมการ เช่น มอง ๑๒ ครั้ง เจาะจงแล้ว การเพ่งก็คือจอจ่อไม่คิดอย่างอื่น ไม่ใช่ว่าไม่เคลื่อนไหว เพียงแต่ว่าเราไม่ไปคิดอย่างอื่น แต่คิดมือถือนี้ล่ะ มือถือเป็นประธาน เราจะหมุนหน้าหมุนหลังก็ได้ จิตเราจะเจาะจงอยู่ตรงนี้
สมมติว่า เรามองก้อนหิน แล้วเราไปนึกถึงใบหน้าแฟนของเรา ก็จบแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่การเพ่งแล้ว
ถ้าหากว่าเรา ต้องการเพ่งหนังสือ แล้วเราเปิดไปหน้าต่างๆ เกือบทุกหน้า อย่างนี้เขาเรียกว่า เพ่งแบบวิปัสสนาแล้ว เข้าสู่วิปัสสนาแล้ว
แต่ถ้าไม่ใช่วิปัสสนาก็คือ เราเพ่งแต่ไม่อ่านรายละเอียด นี่คือการเพ่ง แต่ถ้าไปดูรายละเอียด อ่านเกือบทุกหน้า อย่างนี้เป็นวิปัสสนา
ยกตัวอย่าง เรามองวัตถุนี้ว่าเป็นก้อนหิน เพ่งก็ดูว่าข้างในเดี๋ยวก็จะเห็นลวดลายของก้อนหินแล้ว เห็นสิ่งต่างๆ ในก้อนนี้
แต่ถ้าไปคิดต่อเป็นวิปัสสนาแล้วคือ ทำไมก้อนหินถึงต้องมีรู มีลวดลาย ลายนี้เป็นอย่างไร ก็จะเป็นขั้นๆ
ฉะนั้น การเพ่งกสิณแล้วจะเกิดอิทธิฤทธิ์อย่างนี้ไม่ใช่ เพ่งแล้วนำไปสู่การวิปัสสนา วิปัสสนาจะไม่ได้มาอย่างอัตโนมัติ ถ้าเราไม่สร้างนิสัยก่อนวิปัสสนาจะมาได้ยังไง จะเป็นได้ยังไง
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกมา
อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์
มีสติรู้รูป ต่างจากเรารู้อย่างไร?
คำถาม ผู้ปฏิบัติขณะที่มีสติรู้รูป ต่างจากเรารู้อย่างไร? และมีสติรู้นาม ต่างจากเรารู้อย่างไร? และมีสติรู้สภาวะรู้ ต่างจากเรารู้อย่างไร?
รู้รูปก็คือชัดเจนแห่งรูปนั้นๆ ไม่ใช่ว่า รู้อย่างทั่วๆ ไป หรือว่ารู้ตั้ง ๑๐ อย่างเลย แต่เรารู้รูปก็คือเราจ้องดูอยู่อย่างนี้ มันเกิดยังไง คือมีสมาธิเข้าไป อย่างนี้แหละเราเรียกว่ากสิณ แต่ทั่วไปก็มีอาการเจาะจงตรงนั้น
ถ้าเราจ้องมองมือถือเราก็มองเห็นรูปทั่วไป รูปภาพเยอะแยะไปหมด แต่ถ้าเรามองเจาะจงเราก็จะมองเห็นแต่มือถือ จะเห็นมือถือชัดเจน พอเราไปเพ่งมองแล้ว เราก็จะเข้าสู่ปัญญาพิจารณาว่ามันคืออะไร อริยสัจ ๔ เป็นหลัก โยนิโสมนสิการเป็นยุทธศาสตร์ว่า
เรามองดูมือถือ เราไปเพ่งแล้วเห็นมือถือชัดเจนแล้ว แล้วเราก็จะพิจารณาต่อไปว่า มือถือนี้ยี่ห้ออะไร ใช้อะไรได้บ้าง ราคาเท่าไหร่ แต่ถ้าเราเห็นมือถือแค่มือถือก็จบ
"เพ่ง" กับ "เห็น" มันแตกต่างกันตรงไหน?
เห็นกับมองมันเป็นอย่างเดียวกัน
"เพ่ง" คือคิดแบบเป็นสมการ เช่น มอง ๑๒ ครั้ง เจาะจงแล้ว การเพ่งก็คือจอจ่อไม่คิดอย่างอื่น ไม่ใช่ว่าไม่เคลื่อนไหว เพียงแต่ว่าเราไม่ไปคิดอย่างอื่น แต่คิดมือถือนี้ล่ะ มือถือเป็นประธาน เราจะหมุนหน้าหมุนหลังก็ได้ จิตเราจะเจาะจงอยู่ตรงนี้
สมมติว่า เรามองก้อนหิน แล้วเราไปนึกถึงใบหน้าแฟนของเรา ก็จบแล้ว อย่างนี้ไม่ใช่การเพ่งแล้ว
ถ้าหากว่าเรา ต้องการเพ่งหนังสือ แล้วเราเปิดไปหน้าต่างๆ เกือบทุกหน้า อย่างนี้เขาเรียกว่า เพ่งแบบวิปัสสนาแล้ว เข้าสู่วิปัสสนาแล้ว
แต่ถ้าไม่ใช่วิปัสสนาก็คือ เราเพ่งแต่ไม่อ่านรายละเอียด นี่คือการเพ่ง แต่ถ้าไปดูรายละเอียด อ่านเกือบทุกหน้า อย่างนี้เป็นวิปัสสนา
ยกตัวอย่าง เรามองวัตถุนี้ว่าเป็นก้อนหิน เพ่งก็ดูว่าข้างในเดี๋ยวก็จะเห็นลวดลายของก้อนหินแล้ว เห็นสิ่งต่างๆ ในก้อนนี้
แต่ถ้าไปคิดต่อเป็นวิปัสสนาแล้วคือ ทำไมก้อนหินถึงต้องมีรู มีลวดลาย ลายนี้เป็นอย่างไร ก็จะเป็นขั้นๆ
ฉะนั้น การเพ่งกสิณแล้วจะเกิดอิทธิฤทธิ์อย่างนี้ไม่ใช่ เพ่งแล้วนำไปสู่การวิปัสสนา วิปัสสนาจะไม่ได้มาอย่างอัตโนมัติ ถ้าเราไม่สร้างนิสัยก่อนวิปัสสนาจะมาได้ยังไง จะเป็นได้ยังไง
ขอความเคารพ หากผู้รู้มีสิ่งชี้แนะ น้อมรับฟังเสมอ และขอความกรุณาแย้ง ชี้แจง ชี้แนะ แม้แต่ต้องการให้เพิ่มเติมสิ่งใด ก็ขอได้บอกมา
อ.พรหมสิทธิ์ ทิพย์ธาดาวงศ์