สวัสดีครับ
พอดีผมกำลังรื้อเก็บไฟล์ในคอมแล้วไปเจอโน้ตคล้ายๆไดอารี่ที่ตัวเองเคยพิมพ์ไว้เมื่อช่วงกลางๆปี
ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นวันที่เพิ่งได้งานแล้วดีใจมากจนถึงขนาดต้องพิมพ์เก็บเอาไว้
พอได้ลองมาอ่านอีกครั้ง ความรู้สึกและมุมมองมันก็ต่างออกไปเหมือนกันนะ
เลยถือโอกาสปรับข้อความนิดหน่อย แล้วเอามาลงให้อ่านกันครับ
ประสบการณ์ที่อยากบอกเล่านี้ ขอไม่ระบุเจาะจงถึงสถานที่หรือองค์กรใดๆ แต่ทั้งหมดล้วนมาจากสิ่งที่ผมเจอมา
หวังว่าน่าจะมีประโยชน์และเป็นแนวทางให้ใครหรือหน่วยงานใดในเรื่องการสมัครงานขึ้นบ้างนะครับ
---
3 พฤษภา วันที่ท้องฟ้าเปิด
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องโชคชะตา ฟ้าลิขิต หรืออะไรประมาณนั้น
แต่พักหลังมานี้เริ่มรู้สึกว่าแต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามามันก็มีเหตุผลที่มันจะเกิดขึ้น เพียงแต่เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ก็เท่านั้นเอง
ที่เกริ่นมาแบบนี้อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่เริ่มยอมรับต่อสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้และหันมาลงมือทำอะไรที่สามารถทำได้แทน
การมองหาหนทางให้แก่ชีวิตการทำงานของตัวเองก็เช่นกัน
ใครจะไปรู้ว่าการหางานมันยากลำบากขนาดไหน ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเอง
จากการที่เราไม่ได้วางแผนหรือเตรียมลู่ทางใดๆก่อนล่วงหน้า ทำให้ต้องใช้เวลาในการตามหานานมาก
นานจริงๆ จนเงินเก็บสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่มีก็ร่อยหรอแทบไม่เหลือจนต้องพึ่งพาที่บ้าน แทนที่ควรจะเป็นเราที่ทำหน้าที่นั้น
ความน่าเจ็บใจและอีกหลายๆความรู้สึกมันผ่านเข้ามาให้เราได้ขบคิดและโยนมันทิ้งไปในทุกครั้ง
เพราะพอถึงจุดๆหนึ่งก็จะได้สติขึ้นมาว่า 'ช่างมันเหอะ เครียดไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น'
---
'ตัดสินใจไม่ขาด... ว่าจะทำอะไรดี'
ใจหนึ่งก็เสียดายความรู้ในการออกแบบที่เรียนมา แต่อีกใจก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เวลาเกิดคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวว่าจะทำงานลักษณะนี้ต่อไปดีมั้ย
บางทีก็นึกอยากเอาทักษะอื่นที่ตัวเองพอจะมีมาทำเป็นอาชีพ แต่พอได้ลองหยิบจับอะไรที่มันดูจริงจังขึ้นกลับกลายเป็นความกลัวขึ้นมาว่าความชอบจะกลายเป็นความเกลียด
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ทำให้ผมเองเริ่มลงมือค้นหาและรวบรวมงานที่เคยทำที่คิดว่าจะสามารถแสดงให้คนอื่นรู้ได้ว่า
'เราเองทำอะไรได้บ้าง'
เริ่มเซิสหาประกาศรับสมัครงาน
เริ่มลงประวัติ ฝากข้อมูลกับเว็บรับสมัครงาน แวะเข้าไปดูแทบจะทุกวัน
พอเห็นคนรู้จักโพสท์หาคนไปร่วมงาน ก็ค้นข้อมูลแล้วติดต่อไปบ้าง
ทำทุกอย่างที่หลายๆคนก็คงจะทำกันครับ
แต่มันไม่ใช่ว่าปุบปับจะเจอสิ่งที่ใช่ในทันที
มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
---
'โอกาสมาในจังหวะที่ไม่ใช่'
นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราควบคุมไม่ได้
บางทีเราเห็นประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจ ใกล้เคียงกับสาขาที่เราเรียนและทำงานมา เลยคิดอยากจะลองทำดู
คิดอยากจะสมัครแต่ลำพังแค่เตรียมข้อมูลก็ไม่ทันแล้ว
บางทีโอกาสที่เข้ามาก็แทรกซ้อนกันจนเราก็แบ่งเวลาไม่ดีเอง ทำให้ได้อย่างเลยต้องเสียอีกอย่างไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมด
ความรู้สึกขอบคุณในใจก็เกิดขึ้นมาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นการติดต่อจากหัวหน้าเก่าหรือคนรู้จักให้ไปทำงานด้วย
ขอบคุณที่เขาเหล่านั้นยังนึกถึงเรา แต่อย่างที่บอกคือผมเองก็ยังตัดสินใจไม่ขาดพอเลยต้องขอปฏิเสธไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย
เสียดายมากกับโอกาสเหล่านั้น แต่ไม่เป็นไรครับ... เอาใหม่
---
'เราเลือกเขา แต่เขาไม่เลือกเรา'
'เราเลือกเขา เขาเหมือนจะเลือกเราแต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เรารอเก้อ'
'เราไม่ได้เลือกเขา แต่เขาสนใจเราเลยติดต่อมา'
'เราไม่ได้เลือกเขา เขาสนใจเราเลยติดต่อมา แต่พอเราเริ่มสนใจเขา เขากลับไม่เลือกเราซะงั้น'
นี่หางานหรือหาคู่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือสิ่งที่ได้มานั้นเป็นความรู้สึกทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
พอเริ่มยื่นสมัครงาน ก็ได้แต่รอ รอ แล้วก็รอ
หลายที่เงียบหายไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เจอกัน ซึ่งก็คาดเดาได้ว่าโปรไฟล์เราอาจจะไม่ตรงกับที่บริษัทต้องการขนาดนั้น หรือมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าให้เขาเลือก
หรือในกรณีที่แย่หน่อยก็อาจจะเมลหายไประหว่างสายเคเบิลหรือหล่นเข้าไปอยู่ในถังขยะของฝ่ายบุคคลโดยที่ยังไม่ทันได้เปิดดู ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ผมเองก็รอแต่ละที่ที่สมัครไปซึ่งก็ให้ลิมิตการรอไว้ที่หนึ่งเดือนบวกลบ
ระหว่างนั้นก็มองๆหาที่อื่นสำรองไปด้วย จำได้ว่าแต่ละช่วงเวลาจะสมัครไม่เกิน 2-3 ที่ (กว่าจะส่งแต่ละที่ต้องคิดแล้วคิดอีก)
พอมีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์ก็ดีใจสิครับ เตรียมตัวไปคุยเรียบร้อย แต่บางจังหวะก็ไม่วายที่จะมีเรื่องแทรกเข้ามาอีก
เช่นการป่วยออดๆแอดๆ ท้องเสียบ้างเพราะอาหารเป็นพิษ
เป็นไข้หวัดบ้าง หายใจไม่ค่อยสะดวกเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนหรือเพราะฝุ่นควันที่เยอะขึ้นจากการเตรียมทำรถไฟฟ้า เหมือนจะเริ่มเป็นภูมิแพ้
จนบางครั้งถึงกับต้องเรียกว่าลากสังขารไปคุยทั้งๆที่ควรจะนอนพักอยู่บ้านแท้ๆ
เพราะคิดเสมอว่าการเลื่อนนัดโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
แต่มันก็ผ่านไป ในทุกๆครั้งนะ
เอาจริงว่าเพราะการสมัครงานคราวนี้ทำให้ผมเห็นการทำงานของฝ่ายบุคคลจากหลายๆองค์กรและหลายบริษัททั้งบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่
หลากหลายมากๆครับ
การทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอนและการติดต่อประสานงานมันบ่งบอกถึงลักษณะของบุคลากรในหน้าที่ที่รับผิดชอบและการจัดการภายในต่อคนภายนอกอย่างเราๆได้อย่างชัดเจนมาก
เพราะจากมุมมองของคนหางาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เจอมาหลายรูปแบบเช่นกัน
ทั้งการนัดสัมภาษณ์แบบเป็นขั้นตอนตามลำดับ มีคิวนัดเวลา เอกสารที่ต้องเตรียม หรือบางที่คือค่อนข้างง่ายๆสบายๆ เตรียมผลงานที่มีแล้วไปคุยกันก็พอ
แต่สิ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะรูปแบบใดก็คือขั้นตอนหลังจากนั้น... คือการรอ
แรกๆผมเองก็ใจนิ่งมาก เต็มใจรอเพราะคิดว่าคงมีกระบวนการคัดกรองที่ใช้เวลา
แต่ไปๆมาๆมันไม่ใช่แล้วมั้ง บางที่คือไปคุยด้วยค่อนข้างดี เราก็รอจนผ่านไประยะหนึ่งเลยติดต่อกลับไป เห็นบอกว่ายังไม่ได้ข้อสรุป ให้ติดต่อกลับไปใหม่อีกครั้ง
จนกระทั่งได้โทรไปใหม่ได้ความว่ายังรอทางหัวหน้าสรุปอยู่เลยคาดว่าน่าจะภายในสัปดาห์หน้า หากได้รับเลือกจะติดต่อกลับ
ไม่รู้แหละว่าคุณจะเรียกอีกกี่คนเพื่อเอาไปเป็นตัวเลือก หรือเพราะคุณยังไม่ตัดสินใจจริงๆ แต่ที่รู้ๆคือ... พอเถอะกับที่นี่
บางที่คือผมไม่ได้สมัคร แต่ HR เป็นคนโทรมาถามเพราะไปเห็นโปรไฟล์เราลงเอาไว้ในเว็บสมัครงาน
ก็เลยถามข้อมูลเบื้องต้นและขอ Portfolio ไป ก็มีทั้งเงียบหายไปและเรียกสัมภาษณ์แล้วเงียบหายเช่นกัน
เคยเจอแบบเงียบซ้อนเงียบ คือสมัครงานที่หนึ่งโดยตรงผ่านเว็บสมัครงาน ไม่นานก็มีบริษัท recruit ติดต่อมาตำแหน่งงานเดียวกันแล้วก็เงียบไป
ผ่านไปอีกสองเดือนก็มีบริษัท recruit ที่ใหม่โทรมาอีก ก็เสนองานตำแหน่งเดียวกับที่เราเคยสมัครไปนี่ล่ะ
จนผมบอกไปว่าผมเคยสมัครแล้วครับ แถมยังเคยมี recruiter มาเสนองานนี้ซ้ำอีก แล้วทางนั้นก็เงียบหายไปผมเลยไม่อยากตามเรื่องแล้ว
recruiter คนดังกล่าวก็ว่าจะขอลองส่งไปให้ใหม่แล้วตามเรื่องให้ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีเสียงแว่วใดๆกลับมา...
ผิดกับบางที่ ที่แม้จะสัมภาษณ์ไม่ผ่านแต่ก็มีผลแจ้งกลับมาไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรือส่งเมลมาบอก
ซึ่งส่วนตัวรู้สึกขอบคุณมากๆที่ทำให้ผมเองไม่ต้องเสียเวลารอ
ยิ่งบางที่คือบอกเลยว่าจะติดต่อกลับภายในกี่วัน แล้วก็แจ้งกลับมาจริงๆ
ในมุมมองส่วนตัว ผมก็คาดหวังให้ทุกที่ทำแบบนี้เหมือนกันนะ แม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับองค์กรใหญ่ๆ เพราะทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง HR อาจจะยุ่งมากจนลืมหรือไม่มีเวลาจริงๆ
แต่มันแสดงถึงความเอาใจใส่ต่อคนนอก อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆขององค์กร แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆสำหรับใครอีกหลายๆคน
เพราะยังไงก็ตามผมเชื่อว่าสิ่งที่คนกำลังหางานทุกคนคาดหวังมากที่สุดคือคำตอบจากฝ่ายบุคคลหรือใครก็ตามที่นัดเราไปคุยด้วยว่า yes หรือ no จะได้ ok แล้ว say goodbye
หากการเสียสละเวลาส่งเมลที่สามารถคัดลอกข้อความแล้วส่งกลับอย่างไม่ยากเย็นอะไรจะทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้น ถ้าเป็นผม... ผมทำนะ
แล้วคือไม่ใช่ที่เดียวที่เป็นแบบนี้จนผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าหรือเพราะระบบเค้าทำกันเป็นเรื่องปกติ เราอาจจะเป็นฝ่ายที่ไม่เข้าใจเอง
ก็ได้แต่เรียนรู้และค้นหางานกันต่อไป...
ส่วนกรณีที่ HR ไม่ใช่คนสัมภาษณ์เองหรือไม่ค่อยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสายงานของบุคคลที่ต้องการตามหาคน นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด และผมว่าทุกบริษัทก็ควรจะพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน
เพราะผลที่ตามมาคือการเรียกคนไปสัมภาษณ์หลายคน โดยที่ไม่ได้คัดกรองเบื้องต้นหรือหาคนที่ตรงกับความต้องการจริงๆ
โดยส่วนตัวสำหรับผม ก็แอบเสียความรู้สึกคือเราไม่ได้เป็นคนสมัคร คุณเป็นคนติดต่อมา พอเราทำความรู้จักแล้วก็เริ่มที่จะสนใจขึ้นมา แต่สุดท้ายคือคุณก็ไม่เลือกเราอีก มันยังไงกัน
แบบนี้คือเสียเวลาทั้งสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
---
'การเปลี่ยนสายงานมันเหมือนการวัดดวง'
ในสายอาชีพอื่นๆผมไม่ค่อยแน่ใจ แต่ผมเองที่เรียนจบทางด้านออกแบบมาแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดี
ทำงานประจำมาก็สี่ปี ฟรีแลนซ์รวมกันก็อีกปีกว่า อายุก็ใกล้เลขสามเข้าไปทุกที
สิ่งที่รู้และแน่วแน่มากคือเราไม่ใช่คนที่มีหัวทางธุรกิจ 'เลย' และพิจารณาจากปัจจัยโดยรอบแล้วควรทำงานกับบริษัทที่ไหนสักแห่งจริงๆ
การจะเปลี่ยนงานไปทำอะไรที่ต่างออกไปจากที่เคยทำ มันน่าจะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้วก็ได้
ถึงจะบอกว่าทำงานออกแบบ หากผมสมัครงานในสาขาเดิมกับบริษัทดีไซน์โดยเฉพาะอย่างที่เจ้านายเก่าหรือคนรู้จักมาชวน ผมว่า portfolio ของผมก็คงไม่ได้ขี้เหร่จนเขาจะไม่เลือกหรอก
แต่ในใจก็อย่างที่พล่ามไว้ตอนต้นว่า 'ลังเล'
หากจะทำสายเดิมก็อยากไปทำในบริษัทหรือองค์กรที่เจาะจงเป็นธุรกิจเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะอยากที่จะทำและเรียนรู้ในส่วนอื่นด้วย
หรือหากได้ไปจับสายงานอื่นเลย... นี่แหละที่ต้องวัดดวงกันว่าเราจะไปรอดมั้ย
ยอมรับว่าบริษัทหลายๆแห่ง มักจะระบุไว้ชัดเจนเลยว่าต้องการคนมีประสบการณ์มาก่อน จะกี่ปีก็แล้วแต่ (ไม่รวมถึงงานที่รับเด็กจบใหม่)
การที่จะรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปทำ มันก็คือการวัดดวงของทางนั้นเช่นกัน หากผมเป็นผู้ว่าจ้างผมก็คงคิดหนักไม่ต่างกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็พอจะรู้ตัวเองและเลือกสโคปงานใหม่นะ ไม่ใช่ว่าทำออกแบบมา ชอบเสพงานอาร์ตอยู่แล้วจู่ๆจะสลับไปทำบัญชีหรือการจัดการคอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่ เพราะเราไม่มีทักษะในด้านนั้น
ยังไงก็อยากทำงานออกแบบอยู่แต่คนละทางกับที่เราจบมา
ดังนั้นการที่จะเฟลจากการที่เขาไม่เรียกในกรณีนี้ ก็เข้าใจถึงเหตุผลได้เป็นอย่างดี
ผมเองก็พลาดด้วยที่ไม่ได้ปั้นผลงานขึ้นมาใหม่ให้มันตรงกับความต้องการ
ยอมรับว่าจากปัจจัยทางด้านเวลาและปัจจัยภายนอกอื่นระหว่างนั้น สิ่งที่ทำได้คือการคัดผลงานทั้งหมดที่ตัวเองมีและกรองออกมาใหม่
เพิ่มเติมบางส่วนที่สามารถบอกเล่าถึงตัวเราและความสามารถที่มีเพื่อให้เขารู้จักเรามากที่สุด... ณ ตอนนั้น มันทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ
ดังนั้นผมว่าหากใครจะย้ายสายงานหรือเปลี่ยนไปทำงานที่โปรไฟล์ไม่ค่อยตรงหรือไม่มีประสบการณ์ ผมว่ามันพอมีโอกาสนะถ้าเรามีผลงานดีๆ
สำคัญที่สุดคือประเมินตัวเองให้ดีว่างานนั้นเหมาะแล้วจริงๆ
แม้ว่ามันคือการวัดดวงกันทั้งคู่ ทั้งเรา ทั้งบริษัท แต่ก็ต้องไม่ใช่การเสี่ยงดวงโดยที่ไปตัวเปล่าแล้วพูดแค่ว่า 'จ้างผมสิ ผมทำงานให้คุณได้นะ' ใครเขาจะเชื่อ
บวกกับสิ่งแรกๆที่ผมเคยกล่าวเกี่ยวเรื่องของโอกาสและเวลาด้วยแล้ว... เตรียมตัวให้ดีไว้ย่อมดีกว่าเสมอ
เพราะการที่ตอนนี้ผมได้งาน (ซะที) จนต้องขอมาพิมพ์บอกเล่าระบายความอัดอั้นที่เก็บกดมาเกินครึ่งปีนี้ ก็อาจจะเพราะหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา ประเภทงานและลักษณะงาน
หรือเพราะอะไรไม่รู้เหมือนกันที่ทำให้ผมกดเข้าไปดูเว็บที่พี่ผมส่งมาให้ แต่ไม่ได้สมัครในตำแหน่งที่เขาลงไว้เพราะโปรไฟล์เราไม่ตรง แต่ไปเห็นอีกตำแหน่งที่เขาแค่พิมพ์เอาไว้ว่าในบริษัทมีใครทำอะไรบ้าง
ผมก็ลองโทรไปถามดูว่ารับคนเพิ่มมั้ย แล้วก็ลองส่ง resume กับ portfolio สมัครดู
พอเขาเรียกสัมภาษณ์เสร็จ ไม่นานก็โทรมาเรียกให้ไปร่วมงาน ทุกอย่างจบภายในเวลาสัปดาห์กว่า...
จู่ๆก็เหมือนหัวสมองโล่งขึ้นมาทันที
แล้วที่ผ่านมามันคืออะไรกันน่ะ
---
(ยังมีต่ออีกนิดหน่อย)
ประสบการณ์หางาน ที่ทำให้เราเติบโตขึ้น
พอดีผมกำลังรื้อเก็บไฟล์ในคอมแล้วไปเจอโน้ตคล้ายๆไดอารี่ที่ตัวเองเคยพิมพ์ไว้เมื่อช่วงกลางๆปี
ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นวันที่เพิ่งได้งานแล้วดีใจมากจนถึงขนาดต้องพิมพ์เก็บเอาไว้
พอได้ลองมาอ่านอีกครั้ง ความรู้สึกและมุมมองมันก็ต่างออกไปเหมือนกันนะ
เลยถือโอกาสปรับข้อความนิดหน่อย แล้วเอามาลงให้อ่านกันครับ
ประสบการณ์ที่อยากบอกเล่านี้ ขอไม่ระบุเจาะจงถึงสถานที่หรือองค์กรใดๆ แต่ทั้งหมดล้วนมาจากสิ่งที่ผมเจอมา
หวังว่าน่าจะมีประโยชน์และเป็นแนวทางให้ใครหรือหน่วยงานใดในเรื่องการสมัครงานขึ้นบ้างนะครับ
---
3 พฤษภา วันที่ท้องฟ้าเปิด
ก่อนหน้านี้ไม่ใช่คนที่เชื่อเรื่องโชคชะตา ฟ้าลิขิต หรืออะไรประมาณนั้น
แต่พักหลังมานี้เริ่มรู้สึกว่าแต่ละเรื่องที่ผ่านเข้ามามันก็มีเหตุผลที่มันจะเกิดขึ้น เพียงแต่เรื่องเวลาเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ก็เท่านั้นเอง
ที่เกริ่นมาแบบนี้อาจเป็นเพราะความรู้สึกที่เริ่มยอมรับต่อสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้และหันมาลงมือทำอะไรที่สามารถทำได้แทน
การมองหาหนทางให้แก่ชีวิตการทำงานของตัวเองก็เช่นกัน
ใครจะไปรู้ว่าการหางานมันยากลำบากขนาดไหน ถ้าไม่ได้เจอกับตัวเอง
จากการที่เราไม่ได้วางแผนหรือเตรียมลู่ทางใดๆก่อนล่วงหน้า ทำให้ต้องใช้เวลาในการตามหานานมาก
นานจริงๆ จนเงินเก็บสำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่มีก็ร่อยหรอแทบไม่เหลือจนต้องพึ่งพาที่บ้าน แทนที่ควรจะเป็นเราที่ทำหน้าที่นั้น
ความน่าเจ็บใจและอีกหลายๆความรู้สึกมันผ่านเข้ามาให้เราได้ขบคิดและโยนมันทิ้งไปในทุกครั้ง
เพราะพอถึงจุดๆหนึ่งก็จะได้สติขึ้นมาว่า 'ช่างมันเหอะ เครียดไปมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น'
---
'ตัดสินใจไม่ขาด... ว่าจะทำอะไรดี'
ใจหนึ่งก็เสียดายความรู้ในการออกแบบที่เรียนมา แต่อีกใจก็ยังให้คำตอบกับตัวเองไม่ได้เวลาเกิดคำถามที่ผุดขึ้นมาในหัวว่าจะทำงานลักษณะนี้ต่อไปดีมั้ย
บางทีก็นึกอยากเอาทักษะอื่นที่ตัวเองพอจะมีมาทำเป็นอาชีพ แต่พอได้ลองหยิบจับอะไรที่มันดูจริงจังขึ้นกลับกลายเป็นความกลัวขึ้นมาว่าความชอบจะกลายเป็นความเกลียด
แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็ทำให้ผมเองเริ่มลงมือค้นหาและรวบรวมงานที่เคยทำที่คิดว่าจะสามารถแสดงให้คนอื่นรู้ได้ว่า
'เราเองทำอะไรได้บ้าง'
เริ่มเซิสหาประกาศรับสมัครงาน
เริ่มลงประวัติ ฝากข้อมูลกับเว็บรับสมัครงาน แวะเข้าไปดูแทบจะทุกวัน
พอเห็นคนรู้จักโพสท์หาคนไปร่วมงาน ก็ค้นข้อมูลแล้วติดต่อไปบ้าง
ทำทุกอย่างที่หลายๆคนก็คงจะทำกันครับ
แต่มันไม่ใช่ว่าปุบปับจะเจอสิ่งที่ใช่ในทันที
มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
---
'โอกาสมาในจังหวะที่ไม่ใช่'
นี่ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราควบคุมไม่ได้
บางทีเราเห็นประกาศรับสมัครงานที่น่าสนใจ ใกล้เคียงกับสาขาที่เราเรียนและทำงานมา เลยคิดอยากจะลองทำดู
คิดอยากจะสมัครแต่ลำพังแค่เตรียมข้อมูลก็ไม่ทันแล้ว
บางทีโอกาสที่เข้ามาก็แทรกซ้อนกันจนเราก็แบ่งเวลาไม่ดีเอง ทำให้ได้อย่างเลยต้องเสียอีกอย่างไป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ไม่ได้มีแต่เรื่องไม่ดีไปเสียทั้งหมด
ความรู้สึกขอบคุณในใจก็เกิดขึ้นมาหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นการติดต่อจากหัวหน้าเก่าหรือคนรู้จักให้ไปทำงานด้วย
ขอบคุณที่เขาเหล่านั้นยังนึกถึงเรา แต่อย่างที่บอกคือผมเองก็ยังตัดสินใจไม่ขาดพอเลยต้องขอปฏิเสธไปจะได้ไม่ต้องเสียเวลากันทั้งสองฝ่าย
เสียดายมากกับโอกาสเหล่านั้น แต่ไม่เป็นไรครับ... เอาใหม่
---
'เราเลือกเขา แต่เขาไม่เลือกเรา'
'เราเลือกเขา เขาเหมือนจะเลือกเราแต่สุดท้ายก็ปล่อยให้เรารอเก้อ'
'เราไม่ได้เลือกเขา แต่เขาสนใจเราเลยติดต่อมา'
'เราไม่ได้เลือกเขา เขาสนใจเราเลยติดต่อมา แต่พอเราเริ่มสนใจเขา เขากลับไม่เลือกเราซะงั้น'
นี่หางานหรือหาคู่ก็ไม่รู้ แต่ที่รู้ๆคือสิ่งที่ได้มานั้นเป็นความรู้สึกทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
พอเริ่มยื่นสมัครงาน ก็ได้แต่รอ รอ แล้วก็รอ
หลายที่เงียบหายไปตั้งแต่ยังไม่ทันได้เจอกัน ซึ่งก็คาดเดาได้ว่าโปรไฟล์เราอาจจะไม่ตรงกับที่บริษัทต้องการขนาดนั้น หรือมีตัวเลือกอื่นที่ดีกว่าให้เขาเลือก
หรือในกรณีที่แย่หน่อยก็อาจจะเมลหายไประหว่างสายเคเบิลหรือหล่นเข้าไปอยู่ในถังขยะของฝ่ายบุคคลโดยที่ยังไม่ทันได้เปิดดู ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
ผมเองก็รอแต่ละที่ที่สมัครไปซึ่งก็ให้ลิมิตการรอไว้ที่หนึ่งเดือนบวกลบ
ระหว่างนั้นก็มองๆหาที่อื่นสำรองไปด้วย จำได้ว่าแต่ละช่วงเวลาจะสมัครไม่เกิน 2-3 ที่ (กว่าจะส่งแต่ละที่ต้องคิดแล้วคิดอีก)
พอมีที่ไหนเรียกสัมภาษณ์ก็ดีใจสิครับ เตรียมตัวไปคุยเรียบร้อย แต่บางจังหวะก็ไม่วายที่จะมีเรื่องแทรกเข้ามาอีก
เช่นการป่วยออดๆแอดๆ ท้องเสียบ้างเพราะอาหารเป็นพิษ
เป็นไข้หวัดบ้าง หายใจไม่ค่อยสะดวกเพราะสภาพอากาศเปลี่ยนหรือเพราะฝุ่นควันที่เยอะขึ้นจากการเตรียมทำรถไฟฟ้า เหมือนจะเริ่มเป็นภูมิแพ้
จนบางครั้งถึงกับต้องเรียกว่าลากสังขารไปคุยทั้งๆที่ควรจะนอนพักอยู่บ้านแท้ๆ
เพราะคิดเสมอว่าการเลื่อนนัดโดยไม่จำเป็น ถ้าเป็นไปได้เราก็ไม่อยากให้มันเกิดขึ้น
แต่มันก็ผ่านไป ในทุกๆครั้งนะ
เอาจริงว่าเพราะการสมัครงานคราวนี้ทำให้ผมเห็นการทำงานของฝ่ายบุคคลจากหลายๆองค์กรและหลายบริษัททั้งบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่
หลากหลายมากๆครับ
การทำงานที่เป็นขั้นเป็นตอนและการติดต่อประสานงานมันบ่งบอกถึงลักษณะของบุคลากรในหน้าที่ที่รับผิดชอบและการจัดการภายในต่อคนภายนอกอย่างเราๆได้อย่างชัดเจนมาก
เพราะจากมุมมองของคนหางาน ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่เจอมาหลายรูปแบบเช่นกัน
ทั้งการนัดสัมภาษณ์แบบเป็นขั้นตอนตามลำดับ มีคิวนัดเวลา เอกสารที่ต้องเตรียม หรือบางที่คือค่อนข้างง่ายๆสบายๆ เตรียมผลงานที่มีแล้วไปคุยกันก็พอ
แต่สิ่งที่เหมือนกันไม่ว่าจะรูปแบบใดก็คือขั้นตอนหลังจากนั้น... คือการรอ
แรกๆผมเองก็ใจนิ่งมาก เต็มใจรอเพราะคิดว่าคงมีกระบวนการคัดกรองที่ใช้เวลา
แต่ไปๆมาๆมันไม่ใช่แล้วมั้ง บางที่คือไปคุยด้วยค่อนข้างดี เราก็รอจนผ่านไประยะหนึ่งเลยติดต่อกลับไป เห็นบอกว่ายังไม่ได้ข้อสรุป ให้ติดต่อกลับไปใหม่อีกครั้ง
จนกระทั่งได้โทรไปใหม่ได้ความว่ายังรอทางหัวหน้าสรุปอยู่เลยคาดว่าน่าจะภายในสัปดาห์หน้า หากได้รับเลือกจะติดต่อกลับ
ไม่รู้แหละว่าคุณจะเรียกอีกกี่คนเพื่อเอาไปเป็นตัวเลือก หรือเพราะคุณยังไม่ตัดสินใจจริงๆ แต่ที่รู้ๆคือ... พอเถอะกับที่นี่
บางที่คือผมไม่ได้สมัคร แต่ HR เป็นคนโทรมาถามเพราะไปเห็นโปรไฟล์เราลงเอาไว้ในเว็บสมัครงาน
ก็เลยถามข้อมูลเบื้องต้นและขอ Portfolio ไป ก็มีทั้งเงียบหายไปและเรียกสัมภาษณ์แล้วเงียบหายเช่นกัน
เคยเจอแบบเงียบซ้อนเงียบ คือสมัครงานที่หนึ่งโดยตรงผ่านเว็บสมัครงาน ไม่นานก็มีบริษัท recruit ติดต่อมาตำแหน่งงานเดียวกันแล้วก็เงียบไป
ผ่านไปอีกสองเดือนก็มีบริษัท recruit ที่ใหม่โทรมาอีก ก็เสนองานตำแหน่งเดียวกับที่เราเคยสมัครไปนี่ล่ะ
จนผมบอกไปว่าผมเคยสมัครแล้วครับ แถมยังเคยมี recruiter มาเสนองานนี้ซ้ำอีก แล้วทางนั้นก็เงียบหายไปผมเลยไม่อยากตามเรื่องแล้ว
recruiter คนดังกล่าวก็ว่าจะขอลองส่งไปให้ใหม่แล้วตามเรื่องให้ แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่มีเสียงแว่วใดๆกลับมา...
ผิดกับบางที่ ที่แม้จะสัมภาษณ์ไม่ผ่านแต่ก็มีผลแจ้งกลับมาไม่ว่าจะทางโทรศัพท์หรือส่งเมลมาบอก
ซึ่งส่วนตัวรู้สึกขอบคุณมากๆที่ทำให้ผมเองไม่ต้องเสียเวลารอ
ยิ่งบางที่คือบอกเลยว่าจะติดต่อกลับภายในกี่วัน แล้วก็แจ้งกลับมาจริงๆ
ในมุมมองส่วนตัว ผมก็คาดหวังให้ทุกที่ทำแบบนี้เหมือนกันนะ แม้ว่ามันจะดูเป็นเรื่องไม่สำคัญสำหรับองค์กรใหญ่ๆ เพราะทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง HR อาจจะยุ่งมากจนลืมหรือไม่มีเวลาจริงๆ
แต่มันแสดงถึงความเอาใจใส่ต่อคนนอก อาจจะดูเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆขององค์กร แต่ผมว่ามันไม่ใช่เรื่องเล็กๆน้อยๆสำหรับใครอีกหลายๆคน
เพราะยังไงก็ตามผมเชื่อว่าสิ่งที่คนกำลังหางานทุกคนคาดหวังมากที่สุดคือคำตอบจากฝ่ายบุคคลหรือใครก็ตามที่นัดเราไปคุยด้วยว่า yes หรือ no จะได้ ok แล้ว say goodbye
หากการเสียสละเวลาส่งเมลที่สามารถคัดลอกข้อความแล้วส่งกลับอย่างไม่ยากเย็นอะไรจะทำให้ภาพลักษณ์ของบริษัทดีขึ้น ถ้าเป็นผม... ผมทำนะ
แล้วคือไม่ใช่ที่เดียวที่เป็นแบบนี้จนผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าหรือเพราะระบบเค้าทำกันเป็นเรื่องปกติ เราอาจจะเป็นฝ่ายที่ไม่เข้าใจเอง
ก็ได้แต่เรียนรู้และค้นหางานกันต่อไป...
ส่วนกรณีที่ HR ไม่ใช่คนสัมภาษณ์เองหรือไม่ค่อยรู้ข้อมูลเกี่ยวกับสายงานของบุคคลที่ต้องการตามหาคน นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าคิด และผมว่าทุกบริษัทก็ควรจะพิจารณาเรื่องนี้เช่นกัน
เพราะผลที่ตามมาคือการเรียกคนไปสัมภาษณ์หลายคน โดยที่ไม่ได้คัดกรองเบื้องต้นหรือหาคนที่ตรงกับความต้องการจริงๆ
โดยส่วนตัวสำหรับผม ก็แอบเสียความรู้สึกคือเราไม่ได้เป็นคนสมัคร คุณเป็นคนติดต่อมา พอเราทำความรู้จักแล้วก็เริ่มที่จะสนใจขึ้นมา แต่สุดท้ายคือคุณก็ไม่เลือกเราอีก มันยังไงกัน
แบบนี้คือเสียเวลาทั้งสองฝ่าย ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
---
'การเปลี่ยนสายงานมันเหมือนการวัดดวง'
ในสายอาชีพอื่นๆผมไม่ค่อยแน่ใจ แต่ผมเองที่เรียนจบทางด้านออกแบบมาแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไปดี
ทำงานประจำมาก็สี่ปี ฟรีแลนซ์รวมกันก็อีกปีกว่า อายุก็ใกล้เลขสามเข้าไปทุกที
สิ่งที่รู้และแน่วแน่มากคือเราไม่ใช่คนที่มีหัวทางธุรกิจ 'เลย' และพิจารณาจากปัจจัยโดยรอบแล้วควรทำงานกับบริษัทที่ไหนสักแห่งจริงๆ
การจะเปลี่ยนงานไปทำอะไรที่ต่างออกไปจากที่เคยทำ มันน่าจะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจแล้วก็ได้
ถึงจะบอกว่าทำงานออกแบบ หากผมสมัครงานในสาขาเดิมกับบริษัทดีไซน์โดยเฉพาะอย่างที่เจ้านายเก่าหรือคนรู้จักมาชวน ผมว่า portfolio ของผมก็คงไม่ได้ขี้เหร่จนเขาจะไม่เลือกหรอก
แต่ในใจก็อย่างที่พล่ามไว้ตอนต้นว่า 'ลังเล'
หากจะทำสายเดิมก็อยากไปทำในบริษัทหรือองค์กรที่เจาะจงเป็นธุรกิจเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเพราะอยากที่จะทำและเรียนรู้ในส่วนอื่นด้วย
หรือหากได้ไปจับสายงานอื่นเลย... นี่แหละที่ต้องวัดดวงกันว่าเราจะไปรอดมั้ย
ยอมรับว่าบริษัทหลายๆแห่ง มักจะระบุไว้ชัดเจนเลยว่าต้องการคนมีประสบการณ์มาก่อน จะกี่ปีก็แล้วแต่ (ไม่รวมถึงงานที่รับเด็กจบใหม่)
การที่จะรับคนที่ไม่มีประสบการณ์เข้าไปทำ มันก็คือการวัดดวงของทางนั้นเช่นกัน หากผมเป็นผู้ว่าจ้างผมก็คงคิดหนักไม่ต่างกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมก็พอจะรู้ตัวเองและเลือกสโคปงานใหม่นะ ไม่ใช่ว่าทำออกแบบมา ชอบเสพงานอาร์ตอยู่แล้วจู่ๆจะสลับไปทำบัญชีหรือการจัดการคอมพิวเตอร์ก็ไม่ใช่ เพราะเราไม่มีทักษะในด้านนั้น
ยังไงก็อยากทำงานออกแบบอยู่แต่คนละทางกับที่เราจบมา
ดังนั้นการที่จะเฟลจากการที่เขาไม่เรียกในกรณีนี้ ก็เข้าใจถึงเหตุผลได้เป็นอย่างดี
ผมเองก็พลาดด้วยที่ไม่ได้ปั้นผลงานขึ้นมาใหม่ให้มันตรงกับความต้องการ
ยอมรับว่าจากปัจจัยทางด้านเวลาและปัจจัยภายนอกอื่นระหว่างนั้น สิ่งที่ทำได้คือการคัดผลงานทั้งหมดที่ตัวเองมีและกรองออกมาใหม่
เพิ่มเติมบางส่วนที่สามารถบอกเล่าถึงตัวเราและความสามารถที่มีเพื่อให้เขารู้จักเรามากที่สุด... ณ ตอนนั้น มันทำได้เพียงแค่นั้นจริงๆ
ดังนั้นผมว่าหากใครจะย้ายสายงานหรือเปลี่ยนไปทำงานที่โปรไฟล์ไม่ค่อยตรงหรือไม่มีประสบการณ์ ผมว่ามันพอมีโอกาสนะถ้าเรามีผลงานดีๆ
สำคัญที่สุดคือประเมินตัวเองให้ดีว่างานนั้นเหมาะแล้วจริงๆ
แม้ว่ามันคือการวัดดวงกันทั้งคู่ ทั้งเรา ทั้งบริษัท แต่ก็ต้องไม่ใช่การเสี่ยงดวงโดยที่ไปตัวเปล่าแล้วพูดแค่ว่า 'จ้างผมสิ ผมทำงานให้คุณได้นะ' ใครเขาจะเชื่อ
บวกกับสิ่งแรกๆที่ผมเคยกล่าวเกี่ยวเรื่องของโอกาสและเวลาด้วยแล้ว... เตรียมตัวให้ดีไว้ย่อมดีกว่าเสมอ
เพราะการที่ตอนนี้ผมได้งาน (ซะที) จนต้องขอมาพิมพ์บอกเล่าระบายความอัดอั้นที่เก็บกดมาเกินครึ่งปีนี้ ก็อาจจะเพราะหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลา ประเภทงานและลักษณะงาน
หรือเพราะอะไรไม่รู้เหมือนกันที่ทำให้ผมกดเข้าไปดูเว็บที่พี่ผมส่งมาให้ แต่ไม่ได้สมัครในตำแหน่งที่เขาลงไว้เพราะโปรไฟล์เราไม่ตรง แต่ไปเห็นอีกตำแหน่งที่เขาแค่พิมพ์เอาไว้ว่าในบริษัทมีใครทำอะไรบ้าง
ผมก็ลองโทรไปถามดูว่ารับคนเพิ่มมั้ย แล้วก็ลองส่ง resume กับ portfolio สมัครดู
พอเขาเรียกสัมภาษณ์เสร็จ ไม่นานก็โทรมาเรียกให้ไปร่วมงาน ทุกอย่างจบภายในเวลาสัปดาห์กว่า...
จู่ๆก็เหมือนหัวสมองโล่งขึ้นมาทันที
แล้วที่ผ่านมามันคืออะไรกันน่ะ
---
(ยังมีต่ออีกนิดหน่อย)