[หนังโรงเรื่องที่ 251] Aquaman: หนังของคนบ้า สุดโต่งทุกด้านจนได้ดี



[หนังโรงเรื่องที่ 251] Aquaman: หนังของคนบ้า สุดโต่งทุกด้านจนได้ดี
คะแนนความชอบ : S (ระดับหนังในดวงใจ)

(James Wan, 2018)
by ตั๋วหนังมันแพง


*ไม่มีการสปอยล์เนื้อเรื่องสำคัญ

เรื่องย่อ: เนื้อเรื่องเกิดต่อจาก Justice League เมื่ออาณาจักรของชาวใต้ท้องทะเลอย่างแอตแลนติสกำลังมีภัย ถูกชักนำโดยกษัตริย์หนุ่มผู้กระหายอำนาจหวังยกพลขึ้นบกยึดครองแผ่นดินโลก "อาเธอร์" (Jason Momoa) จึงต้องเข้าไปพัวพันในฐานะสายเลือดราชาเพื่อยุติสงครามก่อนที่มันจะบังเกิด

👍 จุดที่ชอบ 👍


อยากจะกรี๊ดดดดดดดด ดังๆ ก่อนเลย ผมกล้าพูดเลยว่าในที้สุด DC ก็หาทางของตัวเองเจอแล้ว เป็นหนังฮีโร่ที่ฉูดฉาดและบ้าคลั่งที่สุดเท่าที่ผมเคยดูมา (ถ้าไม่นับเดดพูลนะ อันนั้นบ้าในอีกความหมาย) ต้องยกเครดิตเน้นๆ ให้ผู้กำกับคัมแบ็กอย่าง James Wan เหมือนเขารู้ว่าคนดูอยากเห็น-อยากสัมผัสอะไรในหนังฮีโร่ และเขาก็บ้าพอที่จะใส่ทุกอย่างที่เราต้องการเข้ามาในโครมเดียวในความยาวเต็มอิ่มเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง คือถ้าดูเรื่องนี้จบแล้วคุณอาจจะไม่อยากดูหนังฮีโร่ไปอีกเป็นเดือนๆ เลยมั้ง
.
หลายๆ ท่านคงรู้ว่าผมชื่นชอบเอฟเฟกต์แบบ "การ์ตูนจ๋า" ที่ DC เคยใช้ในหนัง BVS/MOS มากๆ คือมันเป็นการออกแบบที่จงใจให้มันดูเหนือธรรมชาติ ดูเวอร์/ไม่สมจริงราวกับเป็นภาพวาด ซึ่งพอมันมาผนวกกับการเล่นมุมกล้องที่โลดโผนและสคริปต์ฉากต่อสู้ที่ดูหนักหน่วงถึงใจมันทำให้หนังยิ่งพีคเข้าไปอีก ในหลายๆ ฉากมันเท่ถึงขนาดที่ต้องร้องว่า "แม่เจ้าโว้ย" เลยทีเดียว
.
สเกลฉากสงครามมันคือที่สุดของหนังแฟนตาซียุคนี้แล้ว อยู่ในระดับที่ชนะ Infinity War ไปไกลลิบสุดขอบฟ้า คือความอลังการความใหญ่โตของฉากมันไม่ได้กลวงนะ มันมีชีวิตชีวา มีมูฟเมนท์ มีการไดนามิกต่างๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญคือมันมีภาพของความบรรลัยวายป่วงที่เห็นชัดจริงๆ ฉากสงครามมันต้องอย่างนี้สิวะ มันต้องมีคนเจ็บ คนตาย มีความเสียหายเกิดขึ้น ถ้าใครเป็นพวกที่ชอบเสพความยิ่งใหญ่แบบผมรับรองว่าอิ่มหนำสำราญแน่นอน
.
ส่วนที่ดีที่สุดของหนังก็คือ "ความสุดโต่ง" เหมือนที่ผมพูดไปก่อนหน้านี้ หนังมันบ้าพอที่จะทำทุกทางให้สุดขั้ว ทั้งบู๊หนัก, สงครามอลังการ, ตลกเปลืองเนื้อเปลืองตัว จนมาพีคที่สุดกับการเซ็ตฉากรอม-คอมที่โคตรแรนด้อม (เผลอจับมือกันแล้วเขินหน้าแดงงี้) คือการที่หนังมันไม่จริงจังกับตัวเองแบบนี้กลายเป็นผลดีซะงั้น
.
ในฐานะที่กำกับหนังผีมาหลายเรื่อง สุดท้าย James Wan ก็ยังอุตส่าห์ใส่ "ความลุ้นระทึก" เข้ามาเป็นซิกเนเจอร์ของตัวเองได้อีก (ขอกราบงามๆ ทำได้ไงวะ) คือในขณะที่หนังมันมีความแอ็กชั่น มีความบู๊สนั่น มันก็ยังมีบางช่วงที่เล่นกับจังหวะและมุมกล้องทำให้เราสะดุ้งตกใจตามอารมณ์ตัวละครได้ ฝีมือจริงๆ พ่อคุณเอ๊ย
.
การดำเนินเรื่องและอารมณ์ขันก็ถือว่าใช้ได้ ตัวละครเอกพระ-นางทั้งสองคนถูกออกแบบมาอย่างดี โดยเฉพาะแม่สาวผมแดงเพลิงอย่าง "เมร่า" (Amber Heard) ต้องยอมรับเลยว่าโดดเด่นมากๆ เป็นตัวละครที่ดูสวยแบบ magical นิดๆ ดีในขณะที่พ่อเจสันของเราจะอยู่ในระดับที่รักษามาตรฐานได้มากกว่า ไม่ได้มีพัฒนาการที่เด่นชัดเท่าไรนัก

👎 จุดที่ไม่ชอบ 👎


จริงๆ หาข้อติยากมาก ทุกอย่างมันดูเหมาะสมไปหมด ติดอยู่ตรงเดียวก็คือการ transition ระหว่างเนื้อเรื่องจุดหนึ่งไปจุดต่อไปมันยังดูกระโดดๆ ไปนิดนึง มันเป็นฟิลลิ่งเหมือนดูละครเวทีเป็นฉากๆ มากกว่า แต่ก็ไม่ได้เป็นทั้งเรื่องนะ ส่วนมากจะมีประเด็นในช่วงตอนกลางมากกว่า

💡 จิปาถะ 💡


1.ใจคอ James Wan จะพก Patrick Wilson (รับบทเป็นเอ็ด วอร์เรนในคอนจูริ่ง) ไปเล่นหนังของตัวเองทุกเรื่องเลยเรอะ นี่ก็แอบหลุดขำหลายรอบเหมือนกันนะ เพราะคาแร็คเตอร์มันทับซ้อนกับภาพในความทรงจำน่ะ

2.พระเอกหนังหนาดาบธรรมดาแทงไม่เข้า แล้วเขาใช้อะไรสักรอยน่ะ

3.จริงๆ ก็เหมือนดูแบล็กแพนเธอร์อีกรอบนะ แต่เป็นแบบฉบับที่สร้างได้ดีกว่าประมาณ 2 เท่าได้

4.ดีไซน์สัตว์สงครามพีคมากกก เอาม้าน้ำมาเป็นม้าศึก เอาแมงกะพรุนมาเป็นโคมไฟ ยอมใจเลย

5.ชอบรายละเอียดความหน่วงๆ ในการเคลื่อนไหวในน้ำ และที่ดูเจ๋งที่สุดคือหนวดพระเอกจะดูพริ้วไหวตามกระแสน้ำตลอดด้วย ดีเทลมากๆ

หากถูกใจรีวิวนี้ก็เชิญมาแวะเวียนได้ที่แฟนเพจ "ตั๋วหนังมันแพง" https://www.facebook.com/expensivemovie/ ครับผม

#ตั๋วหนังมันแพง
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่