เ
รื่องสั้นวันพุธ : เรื่องสุดท้าย
โดย ไข่น้ำค้าง
เมื่อเดินเข้าชายคาบ้านพร้อมกับแตะสวิทซ์หลอดไฟบนเพดานโถงล่างเพื่อขับไล่ความมืด พอเธอแลดูนาฬิกาที่ฝาผนัง เข็มสั้นก็อยู่ที่เลข 12 พอดี ขณะที่เข็มยาวจวนเจียนจะตามทันกัน บริวารที่ซื่อสัตย์ทั้งสองตัวต่างเข้ามาโถมใส่ ตะกุยหน้าตะกุยหลัง พร้อมส่งเสียงร้องแสดงอาการดีใจอยู่เป็นครู่ ก่อนจะแยกย้ายกันไปอยู่ประจำที่ของพวกมัน
เธอวางกระเป๋าสะพายลงที่เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นตัวหนึ่งใต้โถงนั้นพร้อมกับถอนใจยาว ก่อนจะเดินไปหยิบรองเท้าฟองน้ำประจำตัวมาด้วยความรู้สึกโหยหา เพราะการสวมรองเท้าหนังแข็งๆ ที่แทบจะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานเป็นเวลาเกือบปี ซึ่งออกฤทธิ์บีบบริเวณปลายนิ้วและหลังส้นเท้าทั้งสองในยามเดินที่ไม่ใช่ระยะใกล้ๆ คือการลงทุนอันแท้จริงสำหรับวันนี้
ความรู้สึกง่วงงุนเตือนให้เธอเร่งมือจัดการกับตัวเองก่อนที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มกับที่นอนและผ้าห่มที่นุ่มสบายผิว ไม่ใช่การนั่งหลับมาบนเบาะรถโดยสารที่รูปทรงของมันไม่รับกับแผ่นหลังเลยสักนิด เพราะการออกแบบเป็นแอ่งที่ทำให้ต้องถูกบังคับอยู่ในท่าห่อตัวตลอดเวลา ในขณะที่มีผ้าห่มเนื้อหยาบพร้อมกลิ่นหอมแบบเคมีจากน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เข้มข้นจนรบกวนทุกประสาทสัมผัส
อากาศที่ค่อนข้างเย็นยะเยือกกลางดึกทำให้เธอตัดสินใจว่า ต้องเลี่ยงการอาบน้ำเป็นการทำความสะอาดร่างกายด้วยวิธีอื่น ทั้งที่รู้อยู่ว่ากลิ่นอาหารภายในศูนย์อาหารที่สถานีขนส่งตอนรอขึ้นรถนั้นเกาะติดตัวมากับทั้งเผ้าผมและเสื้อผ้า ก็เธอยังไม่อยากป่วยนี่นะ
ภายในเวลาสิบนาที เธอรีบสีฟัน ทำความสะอาดเนื้อตัว แล้วก็สวมชุดนอนคือเสื้อยืดกับกางเกงหลวมๆ ทิ้งชุดเก่าลงตะกร้าผ้า ผึ่งผ้าเช็ดตัว กำลังจะปิดสวิทซ์ไฟเพื่อเดินขึ้นชั้นบน พลันก็นึกขึ้นได้ว่าต้องนวดเท้าสักหน่อย เพราะฝืนใช้งานมันเสียจนบอบระบมไม่น้อย เธอจึงต้องเดินไปหากุญแจเพื่อไขเข้าไปในร้านขายของที่มีหยูกยาบางชนิดสำหรับบรรเทาอาการนี้
ในความผ่อนคลายที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอรู้สึกกังวลขึ้นมาเมื่อเดินขึ้นบันไดไปจนถึงขั้นบนสุด เพราะต้องเรียกแม่ให้เปิดประตูรับ เป็นความรู้สึกละอายใจอีกครั้งหนึ่งที่ต้องปลุกคนสูงวัยซึ่งกำลังหลับสบายให้ตื่นขึ้นมากลางดึก
แม่หลับสนิทมากเสียจนเธอต้องเปล่งเสียงเรียกหกเจ็ดครั้ง จึงมีเสียงขานรับ และอีกอึดใจหนึ่งจึงมีเสียงเดินมาเปิดกลอนประตูพร้อมกับคำพูดงัวเงีย
“นี่มันกี่ทุ่มกี่ยามกันแล้วเนี่ย ?”
พอเธอตอบ แม่ก็อุทานอย่างตกอกตกใจ แต่เธอก็พูดบางประโยคออกไปเพื่อให้แม่ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านั้น
เมื่อแม่ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เธอยังนั่งลูบปลายนิ้วเท้าที่ยังเจ็บน้อยๆ อันเนื่องมาจากการที่ถูกบีบอัดภายใต้โครงหนังแข็งๆ คู่นั้น รองเท้าหนังแบบสวมสีน้ำตาลอมแดงที่แสนเก๋แต่ทำร้ายกันได้ลงคอ เธอทายาลงไปบนร่องรอยที่ยังระบมเหล่านั้นแล้วก็หวังว่าพรุ่งนี้มันคงจะต้องดีขึ้น
นึกถึงเวลาที่เดินออกมาถนนใหญ่เพื่อจะไปสถานีรถไฟฟ้าตอนขากลับ เกือบๆ สักกิโลเมตรนึงเชียวละ วิน จยย.คนนั้นบอกเธอว่า ถ้าพี่ไม่รีบก็เดินไปเรื่อยๆ เขาคงไม่ประชดหรอกนะ เธอรู้สึกกระดากไม่ใช่น้อย ก็คนต้องประหยัดค่ารถนี่นา ถึงอย่างไรก็พึ่งสองเท้าของตนเองเอาไว้ก่อน เพราะไม่ใช่ที่เปลี่ยว
ถอนใจออกมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มเพลียๆ และเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ปิดโทรศัพท์ เธอก็เปิดปากกระเป๋าสะพายใบน้อยที่มีลวดลายปักด้วยไหมหลากสี หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดดูหน้าจอ แสงน้อยๆ ในความมืดพาให้เห็นกระดาษแข็งชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งติดออกมาด้วย...บัตรดูหนังนั่นเอง มันเกือบจะคล้ายเศษกระดาษแข็งที่ที่พิมพ์ตัวอักษรใส่ไว้พอให้ใช้สอยตามหน้าที่ มากกว่าที่จะออกแบบมาเพื่อให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีก
ใครไม่เก็บ...แต่เธอจะเก็บ
โถ ก็สู้อุตส่าห์นั่งรถเมล์จากบ้านนอกเข้ากรุงเทพฯ ต่อรถตั้งสองสามทอด เพื่อไปนั่งอยู่ในโรงหนังที่ไม่เคยรู้จัก แล้วก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกับการติดตามเรื่องราวความรักของนักตัดเสื้อชายคนหนึ่งที่ทำให้เขาได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิตและโลกมากขึ้น นอกเหนือไปจากศิลปะการออกแบบและเย็บปักบนผืนผ้าภัสตราภรณ์ที่ตั้งอกตั้งใจเพื่อชนชั้นสูงกลุ่มเดียว
โครงเรื่องก็ดี แม้ไม่ถึงกับกินใจนัก ส่วนงานสร้างก็ไม่เลว แต่นักแสดงนำสิ...ไม่ธรรมดา เพราะเขาคือนักแสดงคนโปรดคนหนึ่งของเธอในโลกภาพยนตร์ซึ่งครองพื้นที่ในใจเอาไว้อย่างพิเศษเฉพาะ ที่สำคัญที่สุด มันคือหนังเรื่องสุดท้ายที่เขาได้เอ่ยปากอำลาแล้วอย่างเป็นทางการจากอาชีพนี้ เป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตของคนๆ หนึ่ง และงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของศิลปินผู้หนึ่ง
เธออดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า ถ้าเพียงแต่เขาจะรับรู้ว่ามีแฟนหนังคนหนึ่งที่จริงใจกับเขาเหลือเกินแล้ว ยอมนั่งรถเมล์ไปกลับตั้งเกือบเจ็ดร้อย กม. เพื่องานชิ้นนี้ แถมยังถูกรองเท้ากัด ครั้นจะค้างคืนก็กลับจะยิ่งทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้นไปอีกในห้วงที่ภาวะเศรษฐกิจส่วนตัวไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ดังนั้น เพื่อให้สะดวกที่สุด เธอจึงต้องไปดูคนเดียว ทั้งที่เคยรู้ว่า เขาคือนักแสดงคนโปรดของเพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งด้วย
แต่...ช่างเถิด ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเขาจะไม่ได้รับรู้...เธอขยับผ้าห่มคลุมกายและปิดเปลือกตาลง...เพราะในส่วนลึกแล้ว เธอยังสัมผัสได้ถึงความทะนงใจและภาคภูมิใจของเธอที่ยังสัตย์ซื่อต่อความรู้สึกของตนเองเสมอ
............................................................
(ธันวาคม 2561)
(ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ)
เรื่องสั้นวันพุธ (12 ธ.ค. 61) : เรื่องสุดท้าย
โดย ไข่น้ำค้าง
เมื่อเดินเข้าชายคาบ้านพร้อมกับแตะสวิทซ์หลอดไฟบนเพดานโถงล่างเพื่อขับไล่ความมืด พอเธอแลดูนาฬิกาที่ฝาผนัง เข็มสั้นก็อยู่ที่เลข 12 พอดี ขณะที่เข็มยาวจวนเจียนจะตามทันกัน บริวารที่ซื่อสัตย์ทั้งสองตัวต่างเข้ามาโถมใส่ ตะกุยหน้าตะกุยหลัง พร้อมส่งเสียงร้องแสดงอาการดีใจอยู่เป็นครู่ ก่อนจะแยกย้ายกันไปอยู่ประจำที่ของพวกมัน
เธอวางกระเป๋าสะพายลงที่เก้าอี้สำหรับนั่งเล่นตัวหนึ่งใต้โถงนั้นพร้อมกับถอนใจยาว ก่อนจะเดินไปหยิบรองเท้าฟองน้ำประจำตัวมาด้วยความรู้สึกโหยหา เพราะการสวมรองเท้าหนังแข็งๆ ที่แทบจะไม่ได้ถูกนำมาใช้งานเป็นเวลาเกือบปี ซึ่งออกฤทธิ์บีบบริเวณปลายนิ้วและหลังส้นเท้าทั้งสองในยามเดินที่ไม่ใช่ระยะใกล้ๆ คือการลงทุนอันแท้จริงสำหรับวันนี้
ความรู้สึกง่วงงุนเตือนให้เธอเร่งมือจัดการกับตัวเองก่อนที่จะได้พักผ่อนอย่างเต็มอิ่มกับที่นอนและผ้าห่มที่นุ่มสบายผิว ไม่ใช่การนั่งหลับมาบนเบาะรถโดยสารที่รูปทรงของมันไม่รับกับแผ่นหลังเลยสักนิด เพราะการออกแบบเป็นแอ่งที่ทำให้ต้องถูกบังคับอยู่ในท่าห่อตัวตลอดเวลา ในขณะที่มีผ้าห่มเนื้อหยาบพร้อมกลิ่นหอมแบบเคมีจากน้ำยาปรับผ้านุ่มที่เข้มข้นจนรบกวนทุกประสาทสัมผัส
อากาศที่ค่อนข้างเย็นยะเยือกกลางดึกทำให้เธอตัดสินใจว่า ต้องเลี่ยงการอาบน้ำเป็นการทำความสะอาดร่างกายด้วยวิธีอื่น ทั้งที่รู้อยู่ว่ากลิ่นอาหารภายในศูนย์อาหารที่สถานีขนส่งตอนรอขึ้นรถนั้นเกาะติดตัวมากับทั้งเผ้าผมและเสื้อผ้า ก็เธอยังไม่อยากป่วยนี่นะ
ภายในเวลาสิบนาที เธอรีบสีฟัน ทำความสะอาดเนื้อตัว แล้วก็สวมชุดนอนคือเสื้อยืดกับกางเกงหลวมๆ ทิ้งชุดเก่าลงตะกร้าผ้า ผึ่งผ้าเช็ดตัว กำลังจะปิดสวิทซ์ไฟเพื่อเดินขึ้นชั้นบน พลันก็นึกขึ้นได้ว่าต้องนวดเท้าสักหน่อย เพราะฝืนใช้งานมันเสียจนบอบระบมไม่น้อย เธอจึงต้องเดินไปหากุญแจเพื่อไขเข้าไปในร้านขายของที่มีหยูกยาบางชนิดสำหรับบรรเทาอาการนี้
ในความผ่อนคลายที่เพิ่งเกิดขึ้น เธอรู้สึกกังวลขึ้นมาเมื่อเดินขึ้นบันไดไปจนถึงขั้นบนสุด เพราะต้องเรียกแม่ให้เปิดประตูรับ เป็นความรู้สึกละอายใจอีกครั้งหนึ่งที่ต้องปลุกคนสูงวัยซึ่งกำลังหลับสบายให้ตื่นขึ้นมากลางดึก
แม่หลับสนิทมากเสียจนเธอต้องเปล่งเสียงเรียกหกเจ็ดครั้ง จึงมีเสียงขานรับ และอีกอึดใจหนึ่งจึงมีเสียงเดินมาเปิดกลอนประตูพร้อมกับคำพูดงัวเงีย
“นี่มันกี่ทุ่มกี่ยามกันแล้วเนี่ย ?”
พอเธอตอบ แม่ก็อุทานอย่างตกอกตกใจ แต่เธอก็พูดบางประโยคออกไปเพื่อให้แม่ไม่ต้องคิดอะไรมากไปกว่านั้น
เมื่อแม่ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง เธอยังนั่งลูบปลายนิ้วเท้าที่ยังเจ็บน้อยๆ อันเนื่องมาจากการที่ถูกบีบอัดภายใต้โครงหนังแข็งๆ คู่นั้น รองเท้าหนังแบบสวมสีน้ำตาลอมแดงที่แสนเก๋แต่ทำร้ายกันได้ลงคอ เธอทายาลงไปบนร่องรอยที่ยังระบมเหล่านั้นแล้วก็หวังว่าพรุ่งนี้มันคงจะต้องดีขึ้น
นึกถึงเวลาที่เดินออกมาถนนใหญ่เพื่อจะไปสถานีรถไฟฟ้าตอนขากลับ เกือบๆ สักกิโลเมตรนึงเชียวละ วิน จยย.คนนั้นบอกเธอว่า ถ้าพี่ไม่รีบก็เดินไปเรื่อยๆ เขาคงไม่ประชดหรอกนะ เธอรู้สึกกระดากไม่ใช่น้อย ก็คนต้องประหยัดค่ารถนี่นา ถึงอย่างไรก็พึ่งสองเท้าของตนเองเอาไว้ก่อน เพราะไม่ใช่ที่เปลี่ยว
ถอนใจออกมาอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มเพลียๆ และเมื่อนึกได้ว่ายังไม่ได้ปิดโทรศัพท์ เธอก็เปิดปากกระเป๋าสะพายใบน้อยที่มีลวดลายปักด้วยไหมหลากสี หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วเปิดดูหน้าจอ แสงน้อยๆ ในความมืดพาให้เห็นกระดาษแข็งชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งติดออกมาด้วย...บัตรดูหนังนั่นเอง มันเกือบจะคล้ายเศษกระดาษแข็งที่ที่พิมพ์ตัวอักษรใส่ไว้พอให้ใช้สอยตามหน้าที่ มากกว่าที่จะออกแบบมาเพื่อให้เก็บไว้เป็นที่ระลึกได้อีก
ใครไม่เก็บ...แต่เธอจะเก็บ
โถ ก็สู้อุตส่าห์นั่งรถเมล์จากบ้านนอกเข้ากรุงเทพฯ ต่อรถตั้งสองสามทอด เพื่อไปนั่งอยู่ในโรงหนังที่ไม่เคยรู้จัก แล้วก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วโมงกับการติดตามเรื่องราวความรักของนักตัดเสื้อชายคนหนึ่งที่ทำให้เขาได้เข้าใจตัวเอง เข้าใจชีวิตและโลกมากขึ้น นอกเหนือไปจากศิลปะการออกแบบและเย็บปักบนผืนผ้าภัสตราภรณ์ที่ตั้งอกตั้งใจเพื่อชนชั้นสูงกลุ่มเดียว
โครงเรื่องก็ดี แม้ไม่ถึงกับกินใจนัก ส่วนงานสร้างก็ไม่เลว แต่นักแสดงนำสิ...ไม่ธรรมดา เพราะเขาคือนักแสดงคนโปรดคนหนึ่งของเธอในโลกภาพยนตร์ซึ่งครองพื้นที่ในใจเอาไว้อย่างพิเศษเฉพาะ ที่สำคัญที่สุด มันคือหนังเรื่องสุดท้ายที่เขาได้เอ่ยปากอำลาแล้วอย่างเป็นทางการจากอาชีพนี้ เป็นผลงานสุดท้ายในชีวิตของคนๆ หนึ่ง และงานศิลปะชิ้นสุดท้ายของศิลปินผู้หนึ่ง
เธออดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า ถ้าเพียงแต่เขาจะรับรู้ว่ามีแฟนหนังคนหนึ่งที่จริงใจกับเขาเหลือเกินแล้ว ยอมนั่งรถเมล์ไปกลับตั้งเกือบเจ็ดร้อย กม. เพื่องานชิ้นนี้ แถมยังถูกรองเท้ากัด ครั้นจะค้างคืนก็กลับจะยิ่งทำให้ต้นทุนชีวิตสูงขึ้นไปอีกในห้วงที่ภาวะเศรษฐกิจส่วนตัวไม่อนุญาตให้ทำเช่นนั้น ดังนั้น เพื่อให้สะดวกที่สุด เธอจึงต้องไปดูคนเดียว ทั้งที่เคยรู้ว่า เขาคือนักแสดงคนโปรดของเพื่อนสนิทของเธอคนหนึ่งด้วย
แต่...ช่างเถิด ไม่เป็นไรหรอก ถ้าเขาจะไม่ได้รับรู้...เธอขยับผ้าห่มคลุมกายและปิดเปลือกตาลง...เพราะในส่วนลึกแล้ว เธอยังสัมผัสได้ถึงความทะนงใจและภาคภูมิใจของเธอที่ยังสัตย์ซื่อต่อความรู้สึกของตนเองเสมอ
............................................................
(ธันวาคม 2561)
(ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านค่ะ)