'แม้ว' ยินดีคนไทยได้สิทธิคืน ชูสามนิ้วสู้ ปลุกคนไทย ร่วมแก้รธน.ฉบับถ่วงความเจริญ
https://www.matichon.co.th/politics/news_1267953
วันนี้ (11 ธ.ค.) นาย
ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก
Thaksin Shinawatra แสดงความเห็นทางการเมือง หลัง คสช.ออกคำสั่งปลดล็อกทางการเมือง โดยระบุว่า
วันนี้การที่คสช.จำต้องปลดล็อกไม่ใช่เขามีความกรุณาต่อเรา แต่เป็นการเอาสิทธิขั้นพื้นฐานของเราที่เขาช่วงชิงจากเราไปเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี คืนกลับมาให้บางส่วนต่างหาก
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยด้วย นะครับ ที่วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความหวังที่เราจะได้รับสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคกลับคืนมา ถึงแม้ว่าอาจไม่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อครั้งได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540
เพราะรัฐธรรมนูญนี้ตั้งใจควบคุมและจำกัดสิทธิของประชาชนตามมาตรฐานสากล ดังนั้นเราต้องร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญของประเทศฉบับนี้
โดยเริ่มต้นก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความรัก ความสามัคคีของ
คนไทยที่หัวใจเป็นไทอย่างแท้จริง และจุดมุ่งหมายที่วางไว้ คงไม่ไกลเกินมือของพวกเรา
ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนและผมจะขอทำหน้าที่ในฐานะที่เคยรับใช้ประเทศไทยมาและใจก็ยังไม่ได้จากไปไหนครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้https://www.facebook.com/thaksinofficial/photos/a.133931153458111/987292374788647/?type=3&__xts__%5B0%5D=68.ARCy5BRnhlKHykH8kQcCGL_NIW3YjMWV9l_7ODgemYRPb2iwkZX24-4DnVIMGWHxUJuLw2GCgpuU95OGQxsr05oJtLPI_2504HDzQMD10TVy1BsEn3VBKFPy3m1lhnm-o599J3uxtYPYUt1neFgHT7k2dUQCHaUxFp5A-oUq-m7xZJHxZrajK1yCZUz1_eU4SY-n6lm7awdi2r1xDR4zJ_wv73dtsB1mpBl9cToHXcwHXi9Bx1ibzX0NSC9DNMpn_IBPmB8I3dQRIZ9lFuOSEwiT-SlSusdBkrGKQzNsJorcuxOn-2O0-UWwBSNBhMsyXQvKCNNrX57zXq2dF8WEON22ugFd2zxhRh7yOSX1OdI5H-FM5l2NI0KBuRkIHVRow-mZXRwYPAEZzpi-JTUuwihOJKJMzMR-ZC_w0jqpYSOYdOsf8b0Jpmp4sRTUDX1-L0nZx0lsuPYXz-0GXhQ3B7RAn1naF9VP-7oX6lGNud6gUfSg_eug_A&__tn__=H-R
ซีไอเอ็มบีไทยมองจีดีพีปีหน้าโต 3.7% ชี้มีวามเสี่ยงมากขึ้นหลังสิ้นปีนี้แตะ4%
http://www.thansettakij.com/content/359951
ซีไอเอ็มบีไทยชี้ 3 ป้จจัยท้าทายปีหน้า-คาดจีดีพีโต 3.7% เตือนเศรษฐกิจโลกและตลาดเงินผันผวนจากดอกเบี้ยขาขึ้น-มาตรการกีดกันการค้าเร่งตัว-นักลงทุนจับตารัฐบาลเสียงข้างน้อยแนะประชาชนผู้เสียภาษีควรมีส่วนกำหนดนโยบายพรรคการเมือง
นาย
อมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยประเมินแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขยายตัว 3.7%สาเหตุหลักมาจากทั้ง ปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ ประกอบกับมีความเสี่ยงมากขึ้นจึงเป็นปีที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการเติบโตของ GDP ได้ยากเพราะขาดพระเอกที่เป็นความหวังในการเร่งเศรษฐกิจของไทย
หากพิจารณาจากการบริโภคภาคเอกชนซึ่งปีนี้มีการเติบโตที่โดดเด่นมาจากปัจจัยชั่วคราวจากการซื้อรถยนต์ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภครถยนต์อยู่ที่ 5% และเติบโตเกือบ 20% จากปีก่อนคาดว่าจะสูงสุดไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนความหวังจะพึ่งการบริโภคตัวอื่นเพื่อทดแทนนั้นเช่นภาคการท่องเที่ยว ก็จะเห็น การฟื้นฟูต้นปีหน้าขณะที่บริโภคกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างยังมีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชน เริ่มมีความหวังหลังเห็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นจากการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานขาดแคลนแต่การลงทุนภาครัฐที่มีความผันผวนโดยเฉพาะภาคก่อสร้างภาครัฐที่ล่าช้าหรือหากโครงการภาครัฐถูกเลื่อนออกไปอาจกระทบความเชื่อมั่นภาคเอกชนในปีหน้าซึ่งการบริโภคภาครัฐที่ผ่านมาเติบโตเพียง 2% จาก ที่มีสัดส่วน 17-187%ของ จีดีพี ดังนั้นจึงมองการบริโภคภาครัฐทำได้เพียงแค่ประคองแต่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านต่างประเทศที่อาจมีผลต่อภาคการส่งออกของไทยโดยมองส่งออกยังเติบโตได้3-4 %จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตและอาจชะลอไปบ้างจากปัญหาสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ไตรมาส3ที่ผ่านมาจีดีพีขยายตัว 3.3% โดย ทั้งปีนี้น่าจะเติบโตได้ที่ระดับ4.0%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะสงครามทางการค้าที่ยังดำเนินต่อไป. ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าในอีก 7 ปีข้างหน้าหรือในปี 2568 เศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่เป็นที่ ซึ่งเป็นสาเหตุ ให้สหรัฐพยายามกดดันและขัดขวางไม่ให้จีน สามารถเติบโต โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและการจำกัดการส่งออกของจีนเพราะสหรัฐไม่ต้องการเป็นเบอร์2
สำหรับปัจจัย เสี่ยงและความท้าทาย ที่ต้องติดตามนั้น ได้แก่สงครามทางการค้าที่ยังคงเดินหน้าต่อ และรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง จะยังปฏิรูปเศรษฐกิจภายในต่อเนื่อง
" ระหว่างนี้ต้องติดตามดูนโยบายพรรคการเมือง ว่าจะออกมาในรูปแบบของการปฏิรูปในระยะยาวหรือเพื่อหาเสียงระยะสั้น และประชาชนผู้เสียภาษีควรจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างไร"นาย
อมรเทพ กล่าว
'ข้าวโพดหลังนา' ผวาหลุดเป้าเจอกับดักค่าแรง-ขาดสภาพคล่อง
http://www.thansettakij.com/content/359985
นายสัตวแพทย์
สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังจากลงลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พร้อมคณะซึ่งจากนโยบายนาย
กฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ
จากการลงพื้นที่พบปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ดังนี้ อาทิ ปัญหาเรื่องแรงงาน ค่าจ้างแรงงานในการปลูกข้าวโพดเฉลี่ยวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีราคาสูงต่อภาคการเกษตร และแหล่งเงินทุน มีเกษตรกรบางรายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ทำให้ไม่มีแหล่งเงินทุนในการทำการเพาะปลูก จากปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะไปรายงานให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ต่อไป และได้ถือโอกาสหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในแปลงข้าวโพดของเกษตรกร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับให้กับเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
ปาล์มน้ำมัน-มันสำปะหลัง แนวโน้มราคายังลงต่อ
http://www.thansettakij.com/content/359961
ธ.ก.ส.คาดการณ์ ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ ยางพารา สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มราคาลดต่ำลง
นาย
สมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส.คาดการณ์แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในเดือนธันวาคม 2561 พบว่า ราคามันสำปะหลังจะลดลงจากเดือนก่อน 0.40-4.07% อยู่ที่ 2.36-2.45 บาท/กก. เนื่องจากมีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อ งเพราะเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ระดับราคามันสำปะหลังยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงzผเดียวกันของปีก่อน
ส่วนปาล์มน้ำมันคาดว่า จะลดลงจากเดือนก่อน 1.07 – 2.85% อยู่ที่ 2.62 - 2.67บาท/กก. เนื่องจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวจากการค้าน้ำมันปาล์มโลกที่ซบเซา และการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดยังเกินความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันทั้งภายในประเทศและการส่งออกทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบยังสูงขึ้นต่อเนื่องกดดันราคาที่เกษตรกรได้รับให้ลดลง
ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.06-0.16% อยู่ที่ 7,975-7,983 บาท/ตัน เพราะมีความต้องการจากผู้ประกอบการ เพื่อทำการส่งมอบสินค้าให้กับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มขึ้น 0.73-5.83% จากเดือนก่อน อยู่ที่ 15,614-16,404 บาท/ตัน จากนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ และสต็อกข้าวของผู้ส่งออกข้าวลดลง จึงเร่งซื้อข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดเพื่อส่งออกให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ
ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวราคาเพิ่มขึ้น 1.26-2.82% จากเดือนก่อน อยู่ที่ 9,335-9,479 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวของภาครัฐ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาเพิ่มขึ้น 0.5-1.5% อยู่ที่ 8.28-8.36 บาท/กก.เนื่องจากสิ้นสุดช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
ด้านน้ำตาลทรายดิบ คาดว่า ราคาเฉลี่ยตลาดนิวยอร์กจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.00-4.00% อยู่ที่ 12.81-13.20เซนต์/ปอนด์ (9.33-9.61 บาท/กก.) เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลของบราซิลลดลงและคาดการณ์ว่า อินเดียอาจผลิตน้ำตาลได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม จากภาวะความแห้งแล้งประกอบกับอินเดียมีแผนจะส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปจีนในปี 2562 จำนวน 2 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดลงไปบางส่วน
ส่วนยางพารา คาดว่า ราคายางแผ่นดิบที่เกษตรกรขายได้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.33-6.83% อยู่ที่ 39.24-40.18 บาท/กก.โดยจากมาตรการแก้ปัญหาราคายางของภาครัฐที่ลดพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น
สุกรคาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.50–3.00% อยู่ที่ 60.50–62.00 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มมากขึ้น จากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี แม้สภาพอากาศที่เย็นลงจะเอื้ออำนวยให้สุกรเจริญเติบโตดี และอาจทำให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น
และกุ้งขาวแวนนาไมคาดว่า ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.25-3.00% อยู่ที่ราคา 134.04-137.72 บาท/กก.เนื่องจากความต้องการในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย
JJNY : 5in1 แม้วยินดีได้สิทธิคืน/CIMBมองจีดีพีปีหน้า3.7/ข้าวโพดผวาหลุดเป้า/ปาล์ม-มันราคาลง/4ปีคสช.หนี้ครัวเรือนเพิ่ม2ลล.
https://www.matichon.co.th/politics/news_1267953
วันนี้ (11 ธ.ค.) นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความทางเฟสบุ๊ก Thaksin Shinawatra แสดงความเห็นทางการเมือง หลัง คสช.ออกคำสั่งปลดล็อกทางการเมือง โดยระบุว่า
วันนี้การที่คสช.จำต้องปลดล็อกไม่ใช่เขามีความกรุณาต่อเรา แต่เป็นการเอาสิทธิขั้นพื้นฐานของเราที่เขาช่วงชิงจากเราไปเป็นระยะเวลาเกือบ 5 ปี คืนกลับมาให้บางส่วนต่างหาก
แต่อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับพี่น้องชาวไทยด้วย นะครับ ที่วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความหวังที่เราจะได้รับสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาคกลับคืนมา ถึงแม้ว่าอาจไม่เหมือนเดิมเหมือนเมื่อครั้งได้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540
เพราะรัฐธรรมนูญนี้ตั้งใจควบคุมและจำกัดสิทธิของประชาชนตามมาตรฐานสากล ดังนั้นเราต้องร่วมกันแก้รัฐธรรมนูญฉบับถ่วงความเจริญของประเทศฉบับนี้
โดยเริ่มต้นก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน ด้วยความรัก ความสามัคคีของ
คนไทยที่หัวใจเป็นไทอย่างแท้จริง และจุดมุ่งหมายที่วางไว้ คงไม่ไกลเกินมือของพวกเรา
ขอเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนและผมจะขอทำหน้าที่ในฐานะที่เคยรับใช้ประเทศไทยมาและใจก็ยังไม่ได้จากไปไหนครับ
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
ซีไอเอ็มบีไทยมองจีดีพีปีหน้าโต 3.7% ชี้มีวามเสี่ยงมากขึ้นหลังสิ้นปีนี้แตะ4%
http://www.thansettakij.com/content/359951
ซีไอเอ็มบีไทยชี้ 3 ป้จจัยท้าทายปีหน้า-คาดจีดีพีโต 3.7% เตือนเศรษฐกิจโลกและตลาดเงินผันผวนจากดอกเบี้ยขาขึ้น-มาตรการกีดกันการค้าเร่งตัว-นักลงทุนจับตารัฐบาลเสียงข้างน้อยแนะประชาชนผู้เสียภาษีควรมีส่วนกำหนดนโยบายพรรคการเมือง
นายอมรเทพ จาวะลา ผู้บริหารสำนักวิจัยธนาคารซีไอเอ็มบีไทยประเมินแนวโน้มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ขยายตัว 3.7%สาเหตุหลักมาจากทั้ง ปัจจัยต่างประเทศและในประเทศ ประกอบกับมีความเสี่ยงมากขึ้นจึงเป็นปีที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการเติบโตของ GDP ได้ยากเพราะขาดพระเอกที่เป็นความหวังในการเร่งเศรษฐกิจของไทย
หากพิจารณาจากการบริโภคภาคเอกชนซึ่งปีนี้มีการเติบโตที่โดดเด่นมาจากปัจจัยชั่วคราวจากการซื้อรถยนต์ซึ่งมีสัดส่วนการบริโภครถยนต์อยู่ที่ 5% และเติบโตเกือบ 20% จากปีก่อนคาดว่าจะสูงสุดไตรมาสแรกของปีหน้า ส่วนความหวังจะพึ่งการบริโภคตัวอื่นเพื่อทดแทนนั้นเช่นภาคการท่องเที่ยว ก็จะเห็น การฟื้นฟูต้นปีหน้าขณะที่บริโภคกลุ่มผู้บริโภคระดับกลางและล่างยังมีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่ การลงทุนภาคเอกชน เริ่มมีความหวังหลังเห็นสัญญาณที่ชัดเจนขึ้นจากการนำเข้าเครื่องจักรเพื่อทดแทนแรงงานขาดแคลนแต่การลงทุนภาครัฐที่มีความผันผวนโดยเฉพาะภาคก่อสร้างภาครัฐที่ล่าช้าหรือหากโครงการภาครัฐถูกเลื่อนออกไปอาจกระทบความเชื่อมั่นภาคเอกชนในปีหน้าซึ่งการบริโภคภาครัฐที่ผ่านมาเติบโตเพียง 2% จาก ที่มีสัดส่วน 17-187%ของ จีดีพี ดังนั้นจึงมองการบริโภคภาครัฐทำได้เพียงแค่ประคองแต่ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ และปัจจัยด้านต่างประเทศที่อาจมีผลต่อภาคการส่งออกของไทยโดยมองส่งออกยังเติบโตได้3-4 %จากเศรษฐกิจโลกที่ยังเติบโตและอาจชะลอไปบ้างจากปัญหาสงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน ทั้งนี้ไตรมาส3ที่ผ่านมาจีดีพีขยายตัว 3.3% โดย ทั้งปีนี้น่าจะเติบโตได้ที่ระดับ4.0%
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยต่างประเทศยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะสงครามทางการค้าที่ยังดำเนินต่อไป. ขณะที่ตลาดคาดการณ์ว่าในอีก 7 ปีข้างหน้าหรือในปี 2568 เศรษฐกิจจีนจะมีขนาดใหญ่เป็นที่ ซึ่งเป็นสาเหตุ ให้สหรัฐพยายามกดดันและขัดขวางไม่ให้จีน สามารถเติบโต โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและการจำกัดการส่งออกของจีนเพราะสหรัฐไม่ต้องการเป็นเบอร์2
สำหรับปัจจัย เสี่ยงและความท้าทาย ที่ต้องติดตามนั้น ได้แก่สงครามทางการค้าที่ยังคงเดินหน้าต่อ และรัฐบาลภายหลังการเลือกตั้ง จะยังปฏิรูปเศรษฐกิจภายในต่อเนื่อง
" ระหว่างนี้ต้องติดตามดูนโยบายพรรคการเมือง ว่าจะออกมาในรูปแบบของการปฏิรูปในระยะยาวหรือเพื่อหาเสียงระยะสั้น และประชาชนผู้เสียภาษีควรจะมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายอย่างไร"นายอมรเทพ กล่าว
'ข้าวโพดหลังนา' ผวาหลุดเป้าเจอกับดักค่าแรง-ขาดสภาพคล่อง
http://www.thansettakij.com/content/359985
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยภายหลังจากลงลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ณ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พร้อมคณะซึ่งจากนโยบายนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับสมดุลของปริมาณการผลิต การตลาดข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้และอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืน และลดการพึ่งพาจากภายนอกประเทศ
จากการลงพื้นที่พบปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ ดังนี้ อาทิ ปัญหาเรื่องแรงงาน ค่าจ้างแรงงานในการปลูกข้าวโพดเฉลี่ยวันละ 300 บาท ซึ่งเป็นต้นทุนที่มีราคาสูงต่อภาคการเกษตร และแหล่งเงินทุน มีเกษตรกรบางรายที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ทำให้ไม่มีแหล่งเงินทุนในการทำการเพาะปลูก จากปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะไปรายงานให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรในพื้นที่ ต่อไป และได้ถือโอกาสหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดในแปลงข้าวโพดของเกษตรกร เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับให้กับเกษตรกรในพื้นที่อีกด้วย
ปาล์มน้ำมัน-มันสำปะหลัง แนวโน้มราคายังลงต่อ
http://www.thansettakij.com/content/359961
ธ.ก.ส.คาดการณ์ ราคาสินค้าเกษตรเดือนธันวาคม ทั้งข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ น้ำตาลทรายดิบ ยางพารา สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีราคาเพิ่มขึ้น ส่วนมันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มราคาลดต่ำลง
นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส.คาดการณ์แนวโน้มราคาสินค้าเกษตรในเดือนธันวาคม 2561 พบว่า ราคามันสำปะหลังจะลดลงจากเดือนก่อน 0.40-4.07% อยู่ที่ 2.36-2.45 บาท/กก. เนื่องจากมีผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อ งเพราะเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว แต่ระดับราคามันสำปะหลังยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงzผเดียวกันของปีก่อน
ส่วนปาล์มน้ำมันคาดว่า จะลดลงจากเดือนก่อน 1.07 – 2.85% อยู่ที่ 2.62 - 2.67บาท/กก. เนื่องจากภาวะการส่งออกที่ชะลอตัวจากการค้าน้ำมันปาล์มโลกที่ซบเซา และการคาดการณ์ปริมาณผลผลิตปาล์มทะลายที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวออกสู่ตลาดยังเกินความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันทั้งภายในประเทศและการส่งออกทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มดิบยังสูงขึ้นต่อเนื่องกดดันราคาที่เกษตรกรได้รับให้ลดลง
ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้า เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.06-0.16% อยู่ที่ 7,975-7,983 บาท/ตัน เพราะมีความต้องการจากผู้ประกอบการ เพื่อทำการส่งมอบสินค้าให้กับประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ข้าวเปลือกหอมมะลิเพิ่มขึ้น 0.73-5.83% จากเดือนก่อน อยู่ที่ 15,614-16,404 บาท/ตัน จากนโยบายรักษาเสถียรภาพราคาของภาครัฐ และสต็อกข้าวของผู้ส่งออกข้าวลดลง จึงเร่งซื้อข้าวหอมมะลิที่กำลังออกสู่ตลาดเพื่อส่งออกให้กับผู้ซื้อต่างประเทศ
ส่วนข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวราคาเพิ่มขึ้น 1.26-2.82% จากเดือนก่อน อยู่ที่ 9,335-9,479 บาท/ตัน เนื่องจากนโยบายในการรักษาเสถียรภาพราคาข้าวของภาครัฐ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาเพิ่มขึ้น 0.5-1.5% อยู่ที่ 8.28-8.36 บาท/กก.เนื่องจากสิ้นสุดช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รุ่น 1 ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลง ขณะที่ความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง
ด้านน้ำตาลทรายดิบ คาดว่า ราคาเฉลี่ยตลาดนิวยอร์กจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.00-4.00% อยู่ที่ 12.81-13.20เซนต์/ปอนด์ (9.33-9.61 บาท/กก.) เนื่องจากผลผลิตน้ำตาลของบราซิลลดลงและคาดการณ์ว่า อินเดียอาจผลิตน้ำตาลได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม จากภาวะความแห้งแล้งประกอบกับอินเดียมีแผนจะส่งออกน้ำตาลทรายดิบไปจีนในปี 2562 จำนวน 2 ล้านตัน ส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำตาลทรายในตลาดโลกลดลงไปบางส่วน
ส่วนยางพารา คาดว่า ราคายางแผ่นดิบที่เกษตรกรขายได้จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 4.33-6.83% อยู่ที่ 39.24-40.18 บาท/กก.โดยจากมาตรการแก้ปัญหาราคายางของภาครัฐที่ลดพึ่งพาการส่งออกและเพิ่มสัดส่วนการใช้ยางพาราในประเทศมากขึ้น
สุกรคาดว่า ราคาจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.50–3.00% อยู่ที่ 60.50–62.00 บาท/กก. เนื่องจากความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มมากขึ้น จากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และประชาชนเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นในช่วงวันหยุดยาวสิ้นปี แม้สภาพอากาศที่เย็นลงจะเอื้ออำนวยให้สุกรเจริญเติบโตดี และอาจทำให้ปริมาณสุกรออกสู่ตลาดมากขึ้น
และกุ้งขาวแวนนาไมคาดว่า ราคาจะปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.25-3.00% อยู่ที่ราคา 134.04-137.72 บาท/กก.เนื่องจากความต้องการในการบริโภคเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลปีใหม่ ประกอบกับเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย