ปรากฎการณ์บอลไทยในปี 61

กระทู้คำถาม
กีฬาฟุตบอลสำหรับประเทศไทยถือได้ว่าเป็นเกมมหาชนที่มีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมรวมทั้งสร้างสุขให้กับแฟนๆทั่วประเทศ สำหรับในปี 2561 ผู้ที่ติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับวงการลูกหนังไทยจะเห็นได้ว่าในปีนี้ผลงานทีมชาติไทยเกือบจะทุกชุดไม่ค่อยจะถูกโฉลกกับปีพ.ศ.นี้มากนัก ยกเว้นทีมฟุตซอลและทีมชบาแก้วที่เข้ามาช่วยเรียกนำ้ย่อยให้แฟนมีความสุขอยู่ได้บ้าง

หากมองย้อนกลับไปในวาระแรกเริ่มของปี นักเตะยู23 ไปแข่งขันชิงแชมป์เอเชียที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ภายใต้การนำของกุนซือหรือโค้ชชาวต่างชาติครั้งนั้นช้างศึกน้อยตกรอบแรกกลับบ้านด้วยตำแหน่งบ๊วยในกลุ่ม

ต่อมาปรากฎการณ์ที่ก่อให้เกิดกระแสดราม่าจนทำให้บรรดาผู้เล่นหมายเลข12(แฟนบอล)ทั้งสภากาแฟยันนักเลงคีย์บอร์ดพบกับความผิดหวังสุดๆเมื่อช้างศึกน้อยไปสู้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ที่อินโดนีเซียต้องกลับบ้านก่อนเวลาแบบที่ไม่มีใครคาดคิด

จากการตกรอบในเอเชี่ยนเกมส์ของนักเตะไทยครั้งนั้นมีการแสดงทัศนะต่างๆนานาว่าใครควรจะรับผิดชอบต่อความล้มเหลว นายกสมาคม สภากรรมการหรือประธานพัฒนาเทคนิครวมทั้งผู้ฝึกสอน สุดท้ายโค้ชโย่งต้องกลายเป็นเหยื่อบูชายัญและเป็นหนังหน้าไฟที่ต้องรับผิดชอบต่อผลแห่งความล้มเหลว อันที่จริงก่อนเอเชี่ยนเกมส์จะเริ่มขึ้นลางบอกเหตุปรากฎให้เห็นก่อนหน้าแล้วโดยเฉพาะการเตรียมทีมที่มีเวลาอันจำกัดซึ่งไม่มีชาติไหนในโลกฟุตบอลเขาทำกันสำหรับการเตรียมทีมสู้ศึกระดับทวีปที่ใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์รวมทั้งไม่ยอมเรียกนักเตะฝีเท้าดีทีมชาติชุดใหญ่ที่ระเบียบการแข่งขันเอื้อให้มีนักเตะอายุเกิน23ปีได้ถึง3 คน

ปัญหาที่เกิดกับทีมชาติชุดเอเชี่ยนเกมส์ในครั้งนั้นคงจะหนีไม่พ้นเรื่องการบริหารจัดการซึ่งผู้บริหารฟุตบอลมืออาชีพในยุคดิจิทัลคงไม่มีชาติใดทำได้อย่างบ้านเรา และจากกรณีดังกล่าวต่อให้ทีมชาติไทยมีกุนซือหรือโค้ชระดับเทวดาเรียกพี่ที่พานักเตะคว้าแชมป์โลกมาครองก็คงเอาไม่อยู่

อย่างไรก็ตามความล้มเหลวและข่าวคาวยังเกาะเกี่ยวกับวงการลูกหนังไทยอย่างต่อเนื่องเมื่อเกิดปรากฎการณ์”เพื่อนรักหักเหลี่ยม”โดยนายกสมาคมสั่งเด้งเลขาธิการจนมีข่าวดราม่าผ่านสื่อแค่นั้นไม่พอทีมชาติชุดยู21 ไปร่วมทำศึกนัดพิเศษที่จีนเป็นเจ้าภาพจีดการแข่งขันผลการแข่งขันกลับไปไม่สุดเหมือนเดิม

จวบจนวันที่5 ธันวาคม ที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นปรากฎการณ์ที่สำคัญอีกวันหนึ่งเมื่อนักเตะไทยต้องตกรอบรองชนะเลิศในศึกแห่งศักดิ์ศรีที่ทุกชาติในอาเซี่ยนหวังเป็นหนึ่งและคว้าแชมป์มาไว้ในถิ่นตนเอง ที่สำคัญศึกนี้ ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ได้เคยนำขุนพลนักเตะผงาดคว้าแชมป์มาถึงสองสมัยติดต่อกันในปี2014และ2016

วันดังกล่าวจึงเป็นอีกวันที่คนในวงการลูกหนังและแฟนบอลทั่วประเทศต้องผิดหวังและชอกช้ำอีกคราเพราะหวังว่าทีมช้างศึกน่าจะเป็นความหวังสุดท้ายของปีที่คนไทยจะได้ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กันอย่างชื่นมื่น แต่หากมองในด้านบวกกีฬาย่อมมีแพ้ มีชนะที่สำคัญผู้ที่พร้อมกว่า และโชคชะตาดีกว่าย่อมส่งผลต่อความสำเร็จหรือหากจะใช้คำว่า “ดูบอลไทยอย่าลืมคำว่าเสียใจ”ก็น่าจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่พอจะทำใจได้

จากปรากฎการณ์ล้มเหลวในหลายๆรายการของทีมชาติไทย ผู้บริหารสมาคมไล่ตั้งแต่นายกจนถึงสภากรรมการคงไม่อาจจะปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โจทย์หรือการบ้านที่ทุกฝ่ายต้องเดินหน้าคือการนำศาสตร์และศิลป์ตลอดจนนวัตกรรมการบริหารจัดการแบบมืออาชีพในทุกมิติมารังสรรค์คงเป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการ

ที่สำคัญการเรียกศรัทธาให้ผู้เล่นหมายเลข12 หรือแฟนๆทั่วประเทศกลับมาไว้วางใจดังเดิมถือได้ว่าเป็นโจทย์ที่ต้องกลับไปขบคิด เอเชี่ยนคัพซึ่งเป็นศึกใหญ่ของขุนพลนักเตะแห่งเอเชียในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือในการบริหารจัดการของสภากรรมการชุดปัจจุบันว่าจะอยู่ต่อหรือร้องเพลงถอยดีกว่า ไม่เอาดีกว่า มาเป็นตัวกำหนดในการตัดสินใจร่วมกัน

ผศ.ดร.รัฐพงศ์ บุญญานุวัตร
ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต
https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=2201811546807297&id=1783838148604641

ป.ล. อาจารย์ไม่ได้ทำงานอยู่ซอยนวลจันทร์
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่