ตัวเเทนพรรค-นักวิชาการ ถกเข้ม วิกฤต รัฐธรรมนูญ 60 "ปิยบุตร" ชี้ ม.279 เป็นหลุมดำต้องยกเลิก
https://www.matichon.co.th/politics/news_1266579
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ธันวาคม ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พรรคใต้เตียงมธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะ ประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดเสวนา
“ฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ 2560” โดยมี นาย
โภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย, นาย
ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่, นาย
ราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์, นาย
พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนาและดำเนินรายการโดย น.ส.
ณัฏฐา มหัทธนา วิทยากรอิสระและนักกิจกรรม
นาย
ราเมศ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงวิกฤตรธน.60 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
1. ช่วงวิกฤตระยะแรก เกิดในขณะที่มีการเริ่มร่าง รธน. ซึ่งวิกฤตระยะเเรกตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งธงในการร่างเพื่อที่จะเพิ่มอำนาจและร่างเพื่อสืบทอดอำนาจเพราะหากร่างโดยยึดหลักของประชาชนและประชาธิปไตยรธน.จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งตนเเละพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับ รธน.ฉบับนี้ ที่มีการตัดสิทธิของประชาชนไปหลายเรื่อง
2. วิกฤตระยะที่ 2 คือสิ่งที่ติดมากับรธน.คือ ม.44 ที่ใหญ่กว่ารธน. เช่น รธน.60 บอกไว้ว่าให้ประชาชามีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง แต่ออกม.44 รีเซตสมาชิกพรรคการเมือง แสดงให้เห็นว่า ม.44 อยู่เหนือรธน.60 กรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งก็เช่นกันมีการส่อไปในทางที่ขัด รธน.60 แต่ก็ออกคำสั่งมาว่าการแบ่งเขตของกกต.ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุด และการที่ ม.44ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ นี่คือวิกฤติของ รธน.60
นาย
ราเมศ กล่าวว่า ยังมีเรื่องของการตัดโลโก้เเละชื่อพรรค ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาถึงขนาดที่บอกว่ามันลำบากในการส่งบัตรเลือกตั้ง ยังมีเรื่องการทุจริต ซึ่งรธน.ฉบับนี้ไม่ได้ป้องกันการทุจริต และสุดท้ายกระบวนการตรวจสอบการทุจริตยังล้มเหลว ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้การไม่ได้ เพราะหากท่านเชื่อว่าตัวเองถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาตรวจสอบ ไม่ต้องกลัวในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่เราจะเห็นว่าทุกอย่างในบ้านเมืองขณะนี้สวนทางกับวาจาที่บอกว่าจะมีการปฎิรูป
“ซึ่งผู้มีอำนาจขณะนี้ต้องการปฎิรูปการเมือง ปฎิรูปพรรคการเมืองโดยให้ประชาชามีส่วนร่วม แต่ท้ายที่สุดเป็นคำพูดที่สวยหรูในรธน.เพราะประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆอย่างเต็มที่ ฉะนั้นบอกได้ว่ารธน.ฉบับนี้ที่จะเกิดวิกฤตเพราะไม่เป็นประชาธิปไตย” นาย
ราเมศ กล่าว
นาย
ราเมศ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้ สว. 250 เสียงจากการเเต่งตั้งที่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ว่าผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางใด 250 เสียงนี้ต้องเคารพเสียงประชาชน
นาย
โภคิน กล่าวว่า ก่อนรธน.ปี 40 มีบรรยากาศที่ค่อนข้างจะต่อต้าน[เผล่ะจัง] คือนายกต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานรัฐสภาต้องมาจากประธานผู้แทนราษฏร ต้องลดอายุผู้มีเลือกตั้งให้น้อยลง พยายามจะให้สิทธิ์เสรีภาพกับคนให้คนมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดเรื่องสิทธิเสรีภพาเเละเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น รวมถึงการให้ส.ส.สังกัดพรรค ส่วนการควบคุมพรรคให้ควบคุมเท่าที่จำเป็นเพราะพรรคการการเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมาออกแบบให้เป็แบบ ก.หรือ ข.
“ก่อน รธน.ปี 40 การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง หรือคนกลุ่มน้อย เเล้วจะทำยังไงให้เป็นการเมืองของประชาชน แนวคิดปฏิรูปการเมืองจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น เป็นที่มาของการแก้รธน.เพื่อเปิดโอกาสให้มีสภาร่างรธน.ที่มาจากประชาชน ซึ่งได้เปลี่ยนมิติมากมาย คือได้นายกที่มาจาก ส.ส. ทำให้พรรคการเมืองเข้มเเข็งขึ้นในหลายประการ และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเดิมเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ”
นาย
โภคิน กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหามาถึงทุกวันนี้ คือเดิมมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อตีความรธน. เพราะเห็นว่าการตีความรธน.ควรจะให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ มานั่งร่วมพิจารณากัน ซึ่งมันจะมีความสมดุล ความเข้าใจในองค์กร แต่พอให้ผู้พิจารณาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ก็เกิดประเด็นว่า มองทุกอย่างทุกองค์กรที่เป็นปัญหา เป็นโจทย์กับจำเลย ต้องตัดสินแพ้ชนะให้ถูกผิดกันไปข้างหนึ่ง แล้วคนที่มาอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษา ซึ่งไม่เข้าใจว่าบริบททางการเมืองเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญหาเยอะ
“อย่างกรณีที่ผมถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เป็นการตัดสิทธิ์โดยไม่ให้ผมสู้คดีเลย โดยอ้างว่าเพื่อนทำผิดผมเลยต้องรับโทษด้วย ต่อมาคนที่ถูกดำเนินคดีเคลียร์แล้วว่าไม่มีความผิด แปลว่าผมถูกตัดฟรี 5ปีโดยไม่ได้ต่อสู้และไม่มีการเยียวยา”นาย
โภคิน กล่าว
นาย
โภคิน กล่าวว่า ประเทศไทยควรพ้นการมีรธน.ฉบับถาวร ต่อมายึดอำนาจก็มี รธน.ฉบับชั่วคราว แล้วก็ไปสู่รธน.ฉบับถาวร จากนั้นก็มีการเลือกตั้ง แล้ววนกลับมาสู่การยึดอำนาจ ซึ่งตนพยายามหาคำตอบ และเห็นที่ชัดเจนมี่สุดคือสังคมถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมและความคิดแบบอำนาจนิยม ไม่ใช่เฉพาะประชาชารากหญ้าแม้แต่ศาลก็ถูกครอบงำด้วยความคิดนี้ กลายเป็นต้นตอของปัญหาไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมสองมาตราฐาน เพราะคอนเซ็ปท์อำนาจนิยมมันโกงอำนาจประชาชามาตั้งแต่ต้น
“วันนี้รธน.60 บอกว่าอำนาจเป็นของประชาชน หน่วยงานทั้งหลายต้องยึดหลักนิติธรรม ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และปิดท้ายด้วยมาตรา 279 บอกว่าถ้านายกใช้ ม.44 ในทาง รัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ แล้วให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วยังมีการนิรโทษกรรมตัวเอง นั่นหมายความว่า มาตราอื่นทั้งฉบับไม่มีความหมาย ซึ่งสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีพรรคการเมืองร้องว่าการใช้ ม.44 ใช้เพื่อปฏิรูป เพื่อปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาภัยคุกคามต่าง แต่กลับเอามาตรานี้มาแก้ พรป.พรรคการเมือง เป็นการเอาอำนาจประชาชนมาโดยไม่ชอบแล้วบอกว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำไม่ชอบให้ทุกคนถือว่าชอบ และไม่ต้อวรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเราแก้วัฒนธรรมแก้ความคิดตรงนี้มาได้มันจะวนเวียนไม่จบสิ้น”
สำหรับเรื่องการแก้ รธน. นาย
โภคิน กล่าวว่า ต้องดูว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าแพ้การเลือกตั้งคงต้องอยู่แบบนี้ต่อไป ดังนั้นเราต้องทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเป็นวิธีเดียว
ประเด็นที่ 2 เเม้จะชนะการเลือกตั้งแล้ว จะตั้งนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่เพราะถึงได้เสียงข้างมากในสภาเเต่จะตั้งนายกได้ต้องได้คะเเนน 376 เสียงเพราะส.ว.มีสิทธิ์ออกเสียงด้วย เเละถึงจะตั้งนายกได้แต่การจะแก้ รธน.ต้องมีอีกหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
นาย
ปิยบุตร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเมื่อมันใช้กับทุกคนมันจึงต้องเกิดจากประชาชน จำเป็นต้องอาศัยคนจำนวนมากที่สุดเข้ามาร่วมมือเเละตัดสินใจเพื่อให้รธน.ออกมา เป็นรธน.ที่เกิดความชอบธรรมสูง จากการฟังความเห็นและตกลงกันว่า ประเทศนี้จะปกครองแบบไหน จะออกแบบสถาบันการเมืองอย่างไร จะประกันสิทธิเสรีภาพอย่างไร ก็เขียนลงในรธน. ในด้านเนื้อหาต้องมีเนื้อหาสำคัญ 2 เรื่องคือ การประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ การแบ่งแยกอำนาจของสถาบันการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้ดุลยภาพ
“ทีนี้เมื่อมาดู รธน.60 คนที่สนับสนุนมักจะพูดถึงการเคารพเสียงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นชอบ แต่จะปฎิเสธไม่ได้ว่ารธน.60 คือรธน.57 ซึ่งมาจากการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ดังนั้นเมื่อเราดู รธน.60 จะดูผลสำเร็จสุดท้ายไม่ได้ เพราะมันคือมรดกจากการยึดอำนาจปี 57 นอกจากนี้ในขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ยังไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรม มีการรณรงค์เพียงฝ่ายที่เห็นด้วยข้างเดียว วันนี้บางคนเพิ่งรู้ว่ายังมี ม.44 พ่วงมาใน รธน.60 ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมาของ รธน.60 จึงเป็นรธน.มีที่มาไม่ชอบธรรม พอมาดูในแง่ของเนื้อหา มีหัวใจ 2 เรื่องคือ 1.ต้องการสร้างระบบรัฐธรรมนูญคู่ขนานพร้อมกันภายใต้รธน.60 และ2.เป็นการรับรองการรัฐประหารไว้หมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”
นาย
ปิยบุตร กล่าวอีกว่า การใช้ม.44 ที่ผ่านมาทั้งหมดก็มี ม.279 ซึ่งสรุปง่ายๆว่าที่เขาทำทั้งหมดถูกต้องเสมอ ยังเป็นการบอกอีกม.44 ออกมาเมื่อไหร่ ต่อให้ขัดมาตราไหนก็ตามก็จะไม่ขัดต่อ รธน.เพราะ ม.279 บอกไว้แล้วว่าไม่ขัด ดังนั้นเท่ากับว่า ม.44รวมกับ ม.279 สามารถลบรธน.60 ทิ้งได้ทั้งฉบับ จึงกลายเป็นรธน.คู่ขนาน 2 ฉบับ คือ 1.ฉบับปกติใช้กับประชาชาชน และ 2.ฉบับคสช.และชาวคณะ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะมีเกราะคุ้มกันเว้นเอาไว้ทั้งหมด
“นอกจากนี้ยังมีการสร้าง ส.ว.ที่ให้หัวหน้าคสช.ตั้งขึ้นมา 250 คนแล้วมีวาระ 5ปี เป็นการจงใจให้คล่อม ส.ส. 2 ชุด เพราะส.ส.มีวาระ 4 ปี นี่คือการจงใจวางไว้ แล้วส.ว.ชุดนี้ตั้งมาเลือกนายกได้ด้วยแถมยังมีแผนยุทธศาสตร์การปฎิรูปและเปิดช่องคำถามพ่วงที่เสียบไว้ว่านายกมาจากคนนอกได้ สรุปคือกลไกทั้งหมดคือการรับรองระบบการรัฐประหารไว้ล่วงหน้า การเอาระบบรัฐประหารซึ่งผิดทำให้กลายเป็นถูกต้องตามรธน.แล้ววันข้างหน้าต่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะไปแตะระบบรัฐประหารที่ฝังลึกอยู่ไม่ได้ นี่คือการยึดอำนาจแบบใหม่ ที่ไม่ใช่การยึดโดยรถถัง แต่ฝังไว้ใน รธน.แล้วใครอยากแก้ก็ไม่ให้แก้ แม้ตัวอักษรบอกว่าแก้ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยเสียงของพรรคฝ่ายค้าน 20 เปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยเสียงส.ว.อีก 2 ใน 3 แล้วถ้าแก้เรื่องสำคัญต้องผ่านประชามติ และท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญต้องมาตรงจสอบว่าแก้ได้หรือไม่ เพราฉะนั้นกลไกการแก้รธน.ที่วางไว้คือการไม่ให้แก้ รธน.”
นาย
ปิยบุตร กล่าวว่า ส่วนปัญหานี้พรรคอนาคตใหม่มีข้อเสนอโดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ม.279 ซึ่งเป็นหลุมดำนี้ทำให้ รธน.ไม่เป็น รธน. มาตรานี้ต้องยกเลิกไป ซึ่งเท่ากับว่าประกาศคำสั่งการใช้อำนาจของ คสช.จะไม่มีเกราะคุ้มกันแล้วเราก็จะตรวจสอบเขาได้ นอกนี้ยังเสนอเรื่องบรรดาประกาศคำสั่งของ คสช.ตลอด 5 ปีจำเป็นต้องมาทบทวนใหม่ทั้งหมด อะไรที่เป็นเนื้อหาที่จำเป็นต้องใช้ต่อก็ใช้แต่เปลี่ยนรูปให้เป็นกฎหมายในระบบปกติ และฉบับไหนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตอบสนองวัตถุประสงค์ของคสช.จะต้องยกเลิกและผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลง รธน.ฉบับนี้ให้ได้ โดยจะพูดละเอียดในวันที่ 16 ธันวาคมนี้
นาย
พรสันต์ กล่าวว่า รธน.ตามหลักสากลอันดับแรกต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกันทางการเมือง ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเข้ามากำหนดหรือร่างขึ้นมา ลักษณะที่สองของรธน.ที่ถูกต้องคือรธน.ต้องมีลักษณะของการเข้าไปควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐ กรณีที่สาม รธน.ต้องมีลักษณะการควบคุมที่คลอบคลุม โดยตัว รธน.ต้องไม่เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเอื้อการให้อำนาจนอกวิถีรธน.หมายความว่าจะไม่มีการใช้อำนาจพิเศษใดๆ เข้ามาล้มล้างตัว รธน.ได้ 4.การใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องต่อเจตนารมณ์ หรือหลักการที่ถูกต้องตามหลักสากลของ รธน.ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และสุดท้าย 5.เป็นสิ่งที่สำคัญมากคือ ประชาชนคือแหล่งกำเนิดรธน.ที่ชอบธรรม และเป็นแหล่งกำเนิดการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
“ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐใดๆ ต้องได้รับการยินยอมเเละการยอมรับจากปชช. ขณะเดียวกันอำนาจรัฐที่มีการใช้นั้นจะถูกควบคุมเสมอไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ หากรธน.ฉบับใดเป็นเครื่องมือในการรับรองการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่ถือเป็นรธน. และโดยสรุป รธน.จะอยู่บนพื้นฐานของ 3 หลักการใหญ่ด้วยกันคือ หลักประชาธิปไตย หลักการของสัญญาประชาคมที่ทุกภาคส่วนต้องมาร่วมกันกำหนด และสุดท้ายคือ รธน.จะไม่ปล่อยให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ”
JJNY : 4in1 ถกเข้มวิกฤต รธน.60/ธีรยุทธวิพากษ์/กกต.พลิก! ชงบัตรเลือกตั้ง/ประมงล่ารายชื่อบุกเกษตรฯจ่อค้าง
https://www.matichon.co.th/politics/news_1266579
เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 10 ธันวาคม ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น 3 อาคารอเนกประสงค์ 1 ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พรรคใต้เตียงมธ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับ คณะ ประชาชนเพื่ออิสรภาพ (คปอ.) จัดเสวนา “ฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญ 2560” โดยมี นายโภคิน พลกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่, นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์, นายพรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเสวนาและดำเนินรายการโดย น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา วิทยากรอิสระและนักกิจกรรม
นายราเมศ กล่าวว่า เมื่อพูดถึงวิกฤตรธน.60 แบ่งเป็น 2 ช่วง คือ
1. ช่วงวิกฤตระยะแรก เกิดในขณะที่มีการเริ่มร่าง รธน. ซึ่งวิกฤตระยะเเรกตั้งข้อสังเกตว่า ตั้งธงในการร่างเพื่อที่จะเพิ่มอำนาจและร่างเพื่อสืบทอดอำนาจเพราะหากร่างโดยยึดหลักของประชาชนและประชาธิปไตยรธน.จะไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ซึ่งตนเเละพรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับ รธน.ฉบับนี้ ที่มีการตัดสิทธิของประชาชนไปหลายเรื่อง
2. วิกฤตระยะที่ 2 คือสิ่งที่ติดมากับรธน.คือ ม.44 ที่ใหญ่กว่ารธน. เช่น รธน.60 บอกไว้ว่าให้ประชาชามีส่วนร่วมกับพรรคการเมือง แต่ออกม.44 รีเซตสมาชิกพรรคการเมือง แสดงให้เห็นว่า ม.44 อยู่เหนือรธน.60 กรณีการแบ่งเขตเลือกตั้งก็เช่นกันมีการส่อไปในทางที่ขัด รธน.60 แต่ก็ออกคำสั่งมาว่าการแบ่งเขตของกกต.ให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและเป็นที่สุด และการที่ ม.44ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ นี่คือวิกฤติของ รธน.60
นายราเมศ กล่าวว่า ยังมีเรื่องของการตัดโลโก้เเละชื่อพรรค ตนมองว่าไม่ใช่เรื่องที่หนักหนาถึงขนาดที่บอกว่ามันลำบากในการส่งบัตรเลือกตั้ง ยังมีเรื่องการทุจริต ซึ่งรธน.ฉบับนี้ไม่ได้ป้องกันการทุจริต และสุดท้ายกระบวนการตรวจสอบการทุจริตยังล้มเหลว ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้การไม่ได้ เพราะหากท่านเชื่อว่าตัวเองถูกต้องก็ไม่ต้องกลัวว่าใครจะมาตรวจสอบ ไม่ต้องกลัวในการยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่เราจะเห็นว่าทุกอย่างในบ้านเมืองขณะนี้สวนทางกับวาจาที่บอกว่าจะมีการปฎิรูป
“ซึ่งผู้มีอำนาจขณะนี้ต้องการปฎิรูปการเมือง ปฎิรูปพรรคการเมืองโดยให้ประชาชามีส่วนร่วม แต่ท้ายที่สุดเป็นคำพูดที่สวยหรูในรธน.เพราะประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆอย่างเต็มที่ ฉะนั้นบอกได้ว่ารธน.ฉบับนี้ที่จะเกิดวิกฤตเพราะไม่เป็นประชาธิปไตย” นายราเมศ กล่าว
นายราเมศ กล่าวอีกว่า ขอเรียกร้องให้ สว. 250 เสียงจากการเเต่งตั้งที่มีสิทธิ์เลือกนายกรัฐมนตรี ว่าผลการเลือกตั้งออกมาในทิศทางใด 250 เสียงนี้ต้องเคารพเสียงประชาชน
นายโภคิน กล่าวว่า ก่อนรธน.ปี 40 มีบรรยากาศที่ค่อนข้างจะต่อต้าน[เผล่ะจัง] คือนายกต้องมาจากการเลือกตั้ง ประธานรัฐสภาต้องมาจากประธานผู้แทนราษฏร ต้องลดอายุผู้มีเลือกตั้งให้น้อยลง พยายามจะให้สิทธิ์เสรีภาพกับคนให้คนมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งให้มากขึ้น รวมถึงการเปิดเรื่องสิทธิเสรีภพาเเละเรื่องต่างๆ ให้มากขึ้น รวมถึงการให้ส.ส.สังกัดพรรค ส่วนการควบคุมพรรคให้ควบคุมเท่าที่จำเป็นเพราะพรรคการการเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งมาออกแบบให้เป็แบบ ก.หรือ ข.
“ก่อน รธน.ปี 40 การเมืองเป็นเรื่องของนักการเมือง หรือคนกลุ่มน้อย เเล้วจะทำยังไงให้เป็นการเมืองของประชาชน แนวคิดปฏิรูปการเมืองจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนนั้น เป็นที่มาของการแก้รธน.เพื่อเปิดโอกาสให้มีสภาร่างรธน.ที่มาจากประชาชน ซึ่งได้เปลี่ยนมิติมากมาย คือได้นายกที่มาจาก ส.ส. ทำให้พรรคการเมืองเข้มเเข็งขึ้นในหลายประการ และคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเดิมเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ”
นายโภคิน กล่าวว่า สิ่งที่เป็นปัญหามาถึงทุกวันนี้ คือเดิมมีคณะตุลาการรัฐธรรมนูญเพื่อตีความรธน. เพราะเห็นว่าการตีความรธน.ควรจะให้ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ มานั่งร่วมพิจารณากัน ซึ่งมันจะมีความสมดุล ความเข้าใจในองค์กร แต่พอให้ผู้พิจารณาเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ก็เกิดประเด็นว่า มองทุกอย่างทุกองค์กรที่เป็นปัญหา เป็นโจทย์กับจำเลย ต้องตัดสินแพ้ชนะให้ถูกผิดกันไปข้างหนึ่ง แล้วคนที่มาอยู่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นผู้พิพากษา ซึ่งไม่เข้าใจว่าบริบททางการเมืองเป็นอย่างไร ทำให้เกิดปัญหาเยอะ
“อย่างกรณีที่ผมถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี เป็นการตัดสิทธิ์โดยไม่ให้ผมสู้คดีเลย โดยอ้างว่าเพื่อนทำผิดผมเลยต้องรับโทษด้วย ต่อมาคนที่ถูกดำเนินคดีเคลียร์แล้วว่าไม่มีความผิด แปลว่าผมถูกตัดฟรี 5ปีโดยไม่ได้ต่อสู้และไม่มีการเยียวยา”นายโภคิน กล่าว
นายโภคิน กล่าวว่า ประเทศไทยควรพ้นการมีรธน.ฉบับถาวร ต่อมายึดอำนาจก็มี รธน.ฉบับชั่วคราว แล้วก็ไปสู่รธน.ฉบับถาวร จากนั้นก็มีการเลือกตั้ง แล้ววนกลับมาสู่การยึดอำนาจ ซึ่งตนพยายามหาคำตอบ และเห็นที่ชัดเจนมี่สุดคือสังคมถูกครอบงำด้วยวัฒนธรรมและความคิดแบบอำนาจนิยม ไม่ใช่เฉพาะประชาชารากหญ้าแม้แต่ศาลก็ถูกครอบงำด้วยความคิดนี้ กลายเป็นต้นตอของปัญหาไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความยุติธรรมสองมาตราฐาน เพราะคอนเซ็ปท์อำนาจนิยมมันโกงอำนาจประชาชามาตั้งแต่ต้น
“วันนี้รธน.60 บอกว่าอำนาจเป็นของประชาชน หน่วยงานทั้งหลายต้องยึดหลักนิติธรรม ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ และปิดท้ายด้วยมาตรา 279 บอกว่าถ้านายกใช้ ม.44 ในทาง รัฐธรรมนูญ นิติบัญญัติ บริหาร หรือตุลาการ แล้วให้ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แล้วยังมีการนิรโทษกรรมตัวเอง นั่นหมายความว่า มาตราอื่นทั้งฉบับไม่มีความหมาย ซึ่งสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีพรรคการเมืองร้องว่าการใช้ ม.44 ใช้เพื่อปฏิรูป เพื่อปรองดอง เพื่อแก้ปัญหาภัยคุกคามต่าง แต่กลับเอามาตรานี้มาแก้ พรป.พรรคการเมือง เป็นการเอาอำนาจประชาชนมาโดยไม่ชอบแล้วบอกว่าสิ่งที่ข้าพเจ้าทำไม่ชอบให้ทุกคนถือว่าชอบ และไม่ต้อวรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าเราแก้วัฒนธรรมแก้ความคิดตรงนี้มาได้มันจะวนเวียนไม่จบสิ้น”
สำหรับเรื่องการแก้ รธน. นายโภคิน กล่าวว่า ต้องดูว่าฝ่ายประชาธิปไตยจะชนะการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าแพ้การเลือกตั้งคงต้องอยู่แบบนี้ต่อไป ดังนั้นเราต้องทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายเป็นวิธีเดียว
ประเด็นที่ 2 เเม้จะชนะการเลือกตั้งแล้ว จะตั้งนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่เพราะถึงได้เสียงข้างมากในสภาเเต่จะตั้งนายกได้ต้องได้คะเเนน 376 เสียงเพราะส.ว.มีสิทธิ์ออกเสียงด้วย เเละถึงจะตั้งนายกได้แต่การจะแก้ รธน.ต้องมีอีกหลายขั้นตอน ซึ่งเป็นเรื่องยากมาก
นายปิยบุตร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเมื่อมันใช้กับทุกคนมันจึงต้องเกิดจากประชาชน จำเป็นต้องอาศัยคนจำนวนมากที่สุดเข้ามาร่วมมือเเละตัดสินใจเพื่อให้รธน.ออกมา เป็นรธน.ที่เกิดความชอบธรรมสูง จากการฟังความเห็นและตกลงกันว่า ประเทศนี้จะปกครองแบบไหน จะออกแบบสถาบันการเมืองอย่างไร จะประกันสิทธิเสรีภาพอย่างไร ก็เขียนลงในรธน. ในด้านเนื้อหาต้องมีเนื้อหาสำคัญ 2 เรื่องคือ การประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ การแบ่งแยกอำนาจของสถาบันการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้ดุลยภาพ
“ทีนี้เมื่อมาดู รธน.60 คนที่สนับสนุนมักจะพูดถึงการเคารพเสียงเกือบ 60 เปอร์เซ็นต์ที่เห็นชอบ แต่จะปฎิเสธไม่ได้ว่ารธน.60 คือรธน.57 ซึ่งมาจากการรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ดังนั้นเมื่อเราดู รธน.60 จะดูผลสำเร็จสุดท้ายไม่ได้ เพราะมันคือมรดกจากการยึดอำนาจปี 57 นอกจากนี้ในขั้นตอนกระบวนการต่างๆ ยังไม่เสมอภาค ไม่เป็นธรรม มีการรณรงค์เพียงฝ่ายที่เห็นด้วยข้างเดียว วันนี้บางคนเพิ่งรู้ว่ายังมี ม.44 พ่วงมาใน รธน.60 ดังนั้นกระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมาของ รธน.60 จึงเป็นรธน.มีที่มาไม่ชอบธรรม พอมาดูในแง่ของเนื้อหา มีหัวใจ 2 เรื่องคือ 1.ต้องการสร้างระบบรัฐธรรมนูญคู่ขนานพร้อมกันภายใต้รธน.60 และ2.เป็นการรับรองการรัฐประหารไว้หมด ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต”
นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า การใช้ม.44 ที่ผ่านมาทั้งหมดก็มี ม.279 ซึ่งสรุปง่ายๆว่าที่เขาทำทั้งหมดถูกต้องเสมอ ยังเป็นการบอกอีกม.44 ออกมาเมื่อไหร่ ต่อให้ขัดมาตราไหนก็ตามก็จะไม่ขัดต่อ รธน.เพราะ ม.279 บอกไว้แล้วว่าไม่ขัด ดังนั้นเท่ากับว่า ม.44รวมกับ ม.279 สามารถลบรธน.60 ทิ้งได้ทั้งฉบับ จึงกลายเป็นรธน.คู่ขนาน 2 ฉบับ คือ 1.ฉบับปกติใช้กับประชาชาชน และ 2.ฉบับคสช.และชาวคณะ ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ เพราะมีเกราะคุ้มกันเว้นเอาไว้ทั้งหมด
“นอกจากนี้ยังมีการสร้าง ส.ว.ที่ให้หัวหน้าคสช.ตั้งขึ้นมา 250 คนแล้วมีวาระ 5ปี เป็นการจงใจให้คล่อม ส.ส. 2 ชุด เพราะส.ส.มีวาระ 4 ปี นี่คือการจงใจวางไว้ แล้วส.ว.ชุดนี้ตั้งมาเลือกนายกได้ด้วยแถมยังมีแผนยุทธศาสตร์การปฎิรูปและเปิดช่องคำถามพ่วงที่เสียบไว้ว่านายกมาจากคนนอกได้ สรุปคือกลไกทั้งหมดคือการรับรองระบบการรัฐประหารไว้ล่วงหน้า การเอาระบบรัฐประหารซึ่งผิดทำให้กลายเป็นถูกต้องตามรธน.แล้ววันข้างหน้าต่อให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะไปแตะระบบรัฐประหารที่ฝังลึกอยู่ไม่ได้ นี่คือการยึดอำนาจแบบใหม่ ที่ไม่ใช่การยึดโดยรถถัง แต่ฝังไว้ใน รธน.แล้วใครอยากแก้ก็ไม่ให้แก้ แม้ตัวอักษรบอกว่าแก้ได้ แต่ในทางปฏิบัติ ต้องอาศัยเสียงของพรรคฝ่ายค้าน 20 เปอร์เซ็นต์ ต้องอาศัยเสียงส.ว.อีก 2 ใน 3 แล้วถ้าแก้เรื่องสำคัญต้องผ่านประชามติ และท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญต้องมาตรงจสอบว่าแก้ได้หรือไม่ เพราฉะนั้นกลไกการแก้รธน.ที่วางไว้คือการไม่ให้แก้ รธน.”
นายปิยบุตร กล่าวว่า ส่วนปัญหานี้พรรคอนาคตใหม่มีข้อเสนอโดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ ม.279 ซึ่งเป็นหลุมดำนี้ทำให้ รธน.ไม่เป็น รธน. มาตรานี้ต้องยกเลิกไป ซึ่งเท่ากับว่าประกาศคำสั่งการใช้อำนาจของ คสช.จะไม่มีเกราะคุ้มกันแล้วเราก็จะตรวจสอบเขาได้ นอกนี้ยังเสนอเรื่องบรรดาประกาศคำสั่งของ คสช.ตลอด 5 ปีจำเป็นต้องมาทบทวนใหม่ทั้งหมด อะไรที่เป็นเนื้อหาที่จำเป็นต้องใช้ต่อก็ใช้แต่เปลี่ยนรูปให้เป็นกฎหมายในระบบปกติ และฉบับไหนที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ตอบสนองวัตถุประสงค์ของคสช.จะต้องยกเลิกและผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเปลี่ยนแปลง รธน.ฉบับนี้ให้ได้ โดยจะพูดละเอียดในวันที่ 16 ธันวาคมนี้
นายพรสันต์ กล่าวว่า รธน.ตามหลักสากลอันดับแรกต้องเป็นการตัดสินใจร่วมกันทางการเมือง ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่งเข้ามากำหนดหรือร่างขึ้นมา ลักษณะที่สองของรธน.ที่ถูกต้องคือรธน.ต้องมีลักษณะของการเข้าไปควบคุมและกำกับการใช้อำนาจของรัฐ กรณีที่สาม รธน.ต้องมีลักษณะการควบคุมที่คลอบคลุม โดยตัว รธน.ต้องไม่เป็นปัจจัยที่นำไปสู่การเอื้อการให้อำนาจนอกวิถีรธน.หมายความว่าจะไม่มีการใช้อำนาจพิเศษใดๆ เข้ามาล้มล้างตัว รธน.ได้ 4.การใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องต่อเจตนารมณ์ หรือหลักการที่ถูกต้องตามหลักสากลของ รธน.ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ และสุดท้าย 5.เป็นสิ่งที่สำคัญมากคือ ประชาชนคือแหล่งกำเนิดรธน.ที่ชอบธรรม และเป็นแหล่งกำเนิดการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญทั้งหมด
“ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐใดๆ ต้องได้รับการยินยอมเเละการยอมรับจากปชช. ขณะเดียวกันอำนาจรัฐที่มีการใช้นั้นจะถูกควบคุมเสมอไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจ หากรธน.ฉบับใดเป็นเครื่องมือในการรับรองการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ไม่ถือเป็นรธน. และโดยสรุป รธน.จะอยู่บนพื้นฐานของ 3 หลักการใหญ่ด้วยกันคือ หลักประชาธิปไตย หลักการของสัญญาประชาคมที่ทุกภาคส่วนต้องมาร่วมกันกำหนด และสุดท้ายคือ รธน.จะไม่ปล่อยให้มีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ”