จำเป็นหรือที่ชีวิตคนเราต้องเจอ "เรื่องร้ายๆ" "ความกดดัน" จึงจะมี "ภูมิคุ้มกัน" ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้

วันนี้ จขกท. อยากมาถามความเห็นของทุกท่านครับว่า จำเป็นหรือที่ชีวิตคนเราต้องเจอ "เรื่องร้ายๆ" "ความกดดัน" จึงจะมี "ภูมิคุ้มกัน" ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้

จากกรณีค่ายธรรมะที่เป็นข่าวไปก่อนหน้านี้ ที่คณะผู้อบรมใช้วิธีการที่ออกไปในเชิงกดดันกับนักเรียนที่เข้ารับการอบรม จนเกิดเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ รวมไปถึงการรับน้องตามมหาวิทยาลัยซึ่งหลายท่านน่าจะเคยประสบพบเจอมาแล้ว และเรื่องอื่นๆ ซึ่ง จขกท. ขอไม่พูดถึงรายละเอียดและไม่วิจารณ์ในกระทู้นี้ เนื่องจากอาจทำให้การสนทนาออกนอกประเด็น และเป็นเรื่องของความชอบที่ไม่สามารถห้ามหรือเปลี่ยนใจกันได้ง่ายๆ หากกล่าวถึงก็อาจเป็นประเด็นที่ทำให้หลายท่านไม่พอใจได้ จึงหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงรายละเอียดน่าจะดีกว่า

นอกจากนี้ มักมีการใช้คำว่า "คุณหนู" อย่างเหยียดๆ ไปในเชิงที่ว่าคนคนนั้นสบาย ไม่เคยเจออะไรหนักๆ

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ทำให้ จขกท. เกิดคำถามในใจว่า จำเป็นหรือที่ชีวิตคนเราต้องเจอ "เรื่องร้ายๆ" "ความกดดัน" จึงจะมี "ภูมิคุ้มกัน" ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้

โดยส่วนตัว จขกท. เป็นลูกคนเดียว ครอบครัวฐานะปานกลาง ชีวิตสุขสบายตามอัตภาพ ไม่ลำบาก ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เวลาที่สังคมมีประเด็นนี้ แล้วมักจะมีคนกลุ่มหนึ่ง พูดทำนองว่า "ต้องใช้วิธีแบบนี้ จะได้แกร่ง" เพราะโดยส่วนตัว ยอมรับ ไม่ชอบวิธีการแบบนั้น เลยไม่เข้าใจว่า จำเป็นเหรอที่คนเราต้องเจออะไรแบบนั้นแล้วชีวิตจะแกร่งจะอะไรได้ อีกทั้ง จขกท. แม้ชีวิตจะสบาย แต่ก็ไม่ได้รักสบายจนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หรือไม่มีความรับผิดชอบ ไม่ปฏิบัติตามระเบียบ บางทีเจอคำพูดประมาณนี้ ก็นึกในใจ "ผิดเหรอวะ ที่เกิดมาสบาย"

จขกท. มีมุมมองว่า วิธีการในการฝึกอบรมต่างๆ ขึ้นอยู่กับคนแต่ละกลุ่ม วิธีการหนึ่งอาจได้ผลดีกับคนกลุ่มหนึ่ง แต่อาจไม่เหมาะกับคนกลุ่มอื่นๆก็ได้ เนื่องจากชีวิตของคนเราเกิดมาต่างกัน "ความเครียด" "ความกดดัน"ของคนในแต่ละกลุ่มจึงแตกต่างกันไปด้วย

อย่างค่ายธรรมะที่เป็นประเด็นกัน จขกท. เจอมาครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ไม่ไปอีกเลย อ้างว่าป่วย และช่วงหนึ่งทำให้หมดศรัทธาจนเกือบจะเลิกนับถือพระพุทธศาสนาไปเลยเหมือนกัน แต่โชคดีที่ต่อมา จขกท. เจอพระอาจารย์และอาจารย์ที่ดี น่าเลื่อมใส มีวิถีปฏิบัติและแนวทางสอนที่ตรงกับจริต จขกท. จึงทำให้ จขกท. ยังศรัทธา, ศึกษาและบำรุงพระศาสนามาจนถึงทุกวันนี้ การรับน้องก็เหมือนกัน จขกท. เคยผ่านกิจกรรมค่ายของชั้น ม.ปลาย ซึ่งน่าจะถอดแบบวิธีการจากการรับน้องในมหาวิทยาลัย ซึ่ง จขกท. ก็ไม่ชอบ ทำให้ตอนเข้ามหาวิทยาลัย ไม่เคยไปงานทำนองนี้เลย ทั้งตอนอยู่ปี 1 และปีสูง (โชคดีที่สังคมมหาวิทยาลัยของ จขกท. ไม่เคร่งครัดเรื่องนี้นัก) แต่ก็ไม่ไปขวางคนที่จัด ปล่อยไป ต่างคนต่างอยู่ ซึ่ง จขกท. ก็ยังผ่านชีวิตมหาวิทยาลัยมาได้ เพื่อนฝูงมีพอสมควร ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร

ส่วนหนึ่งที่ทำให้มองแบบนี้ อาจเป็นเพราะ จขกท. เป็นคนที่ค่อนข้างเจ้าระเบียบ เคร่งครัดกับตัวเองอยู่แล้ว ทำให้เวลาเจออะไรทำนองนี้ ทำให้รู้สึกอึดอัดมากเป็นทวีคูณ เลยหลีกเลี่ยงไม่เข้าร่วมดีกว่า และที่สำคัญ "ในเมื่อฉันเคร่งครัดกับตัวเอง ปฏิบัติตามวิถีสังคม ไม่ใช่พวกชอบแหกกฎอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้ใครที่ไม่รู้ว่าใช้วิธีปลูกฝังที่ไม่รู้ว่าจะได้ผลหรือเปล่ามาบอกให้ทำโน่นทำนี่อีก"

จขกท. มองอีกว่า หากชีวิตของคนเราต้องเจออะไรที่กดดันหรือหนักหน่วง ก็ควรเป็นประสบการณ์ที่เราพบเจอด้วยตัวเอง ไม่ควรเป็นกิจกรรมสำเร็จรูปที่ใครก็ไม่รู้จัดมาให้ เพราะมันเป็นเรื่องของการรับมือชั่วคราว โดยส่วนตัวเท่าที่เห็น บางคนผ่านกิจกรรมแบบนั้นมาก็มาก แต่ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรืออะไรมากนัก นอกจากตอนระหว่างร่วมกิจกรรม

และอีกประการ จขกท. เคยเห็นหลายคน ที่ชีวิตเขาสุขสบาย ไม่เคยเจอเรื่องลำบากอะไร (เขาย่อมมีความลำบากของเขา อย่างที่บอกไปว่าความลำบากของเขาอาจต่างจากของ จขกท. ก็ได้) ชีวิตของเขาก็ยังได้ดีมาได้ ในขณะที่อีกหลายคนเจออะไรมาสารพัด ก็ยังไม่ได้ดี

ประมาณนี้ ใครมีความเห็นประการใดลองมาแสดงความเห็นกันดูครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่