นี่น่าจะเป็นวิธีที่ทำให้คนตั้งใจเรียนธรรมศึกษามากยิ่งขึ้น

ทุกวันนี้คนใส่ใจเรียนธรรมศึกษาน้อยมาก เห็นความสำคัญน้อยมาก ทั้งที่สังคมเราทุกวันนี้ยังต้องการคนมีความรู้คู่คุณธรรม ต้องการคนซื่อสัตย์ ไม่คดโกงเพื่อรักษาผลประโยชน์ต่อองค์กรที่ทำอยู่เป็นจำนวนมาก
  ซึ่งวิชาธรรมศึกษานี่เอง เป็นวิชาที่ช่วยอบรมคุณธรรม ช่วยให้คนในสังคมมีสามัญสำนึกที่จะทำดี มีความซื่อสัตย์สุจริตต่อองค์กรที่กระทำอยู่และส่วนรวมมากยิ่งขึ้น แต่คนที่ใส่ใจเรียนจริงมีน้อยมาก ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญเท่าไร

หากจะให้ผู้คนให้ความสำคัญกับธรรมศึกษามากกว่านี้ คงจะต้องให้ธรรมศึกษาเป็นการกระบวนการขั้นตอนหนึ่งในการพิจารณารับสมัครงานรวมกับการได้ใบปริญญาด้วย เพื่อที่จะพิจารณาคนที่มีความรู้คู่คุณธรรมเข้ามาช่วยองค์กรได้ง่ายยิ่งขึ้น

มีคำพูดของฮิตเลอร์ที่ว่า
คนฉลาดและขยัน ควรสนับสนุนให้เป็นใหญ่
คนฉลาดที่ขี้เกียจ ควรให้เป็นที่ปรึกษา
คนโง่ที่ขี้เกียจ ให้เอาไว้ใช้แรงงาน
คนโง่ที่ขยัน ให้กันออกไปจากสังคม เพราะคนโง่ที่ขยัน ก็จะขยันทำแต่เรื่องโง่ๆ เจ้านายก็ต้องมาตามเก็บ

ประโยคที่ฮิตเลอร์กล่าวเป็นประโยคที่ดี แต่ยังขาดอะไรบางอย่างในประโยคเหล่านี้ นั่นคือมีคุณธรรม กับไม่มีคุณธรรม เป็นสิ่งชี้วัดสำคัญ ต่อให้ดีขนาดไหน แต่ถ้าไม่มีคุณธรรม ไม่ซื่อสัตย์สุจริต เอาเปรียบคดโกง อู้งาน ก็คงไม่มีใครเอา

คนฉลาดและขยัน ไม่มีคุณธรรม ควรกันให้ออกไปจากสังคม
คนฉลาดที่ขี้เกียจ ไม่มีคุณธรรม ควรกันออกไปจากสังคม
คนโง่ที่ขี้เกียจ ไม่มีคุณธรรม ควรกันให้ออกไปจากสังคม
คนโง่ที่ขยัน ไม่มีคุณธรรม ควรกันให้ออกไปจากสังคม
โดยเฉพาะ คนฉลาดและขยัน ไม่มีคุณธรรม สามารถเอาเปรียบองค์กรได้ครั้งละมากๆ และทำอยู่เรื่อยๆ คนเช่นนี้ ควรกันออกไปให้ไกลจากสังคมมากที่สุด

แต่การจะเอาธรรมะศึกษาเป็นตัวช่วยในการรับสมัครงาน คงต้องจัดรูปแบบในการเรียน การสอบธรรมศึกษาให้ดีกว่านี้ด้วย รับสมัครแต่คนที่อยากจะสอบจริงๆ แล้วสอบในสนามกลาง มีการคุมสอบอย่างเข้มงวด ใครทำได้คือ ได้จริง หลังจากสอบธรรมะศึกษา ก็ต้องเข้าค่ายอบรมด้านคุณธรรม เข้าคอร์สปฏิบัติธรรม สำหรับผู้สนใจจะศึกษาธรรมะให้เกิดผลจริง เอาไปใช้ให้เกิดผลจริง

  ถ้าเรียนเท่าธรรมศึกษาที่เรียนอยู่ทุกวันนี้ ใหัผ่านได้คะแนนเต็มร้อยไป มันก็แค่ความจำ เหมือนนักกฎหมาย ให้จำข้อกฎหมายได้เท่านั้น แต่เวลาใช้จริง เกิดความเป็นธรรมแค่ไหนไม่รู้
  แล้วเวลารับสมัครงาน ผู้สัมภาษณ์ก็ต้องมีคำถามที่ตรวจสอบความรู้ด้านคุณธรรมของผู้สมัครได้ประมาณนึง

  ที่จริงสำหรับคนที่ไม่เอาศาสนา อยากให้บัตรประชาชนไม่มีศาสนา เพราะไม่ชอบศาสนา ถ้าเป็นไปได้ ก็น่าจะทำตามความต้องการของผู้มาทำบัตรไปเลย เวลาไปสมัครงาน ผู้สัมภาษณ์ก็พิจารณาง่ายในด้านคุณธรรม

เกิดมีคนสองคนมาสมัครงานตำแหน่งเดียวกัน ได้ใบปริญญามาเหมือนกัน เกรดเฉลี่ยเท่ากัน แต่เช็คในบัตรประชาชน คนนึงมีศาสนา คนนึงไม่มีศาสนา ก็คงเป็นเกณฑ์พิจารณาด้านคุณธรรมในเบื้องต้นง่ายขึ้น
แต่ถึงมีศาสนาในบัตรประชาชน ก็ต้องเช็คบ้างว่ารู้จริงมั้ย ศาสนาพุทธ รู้จักศีล 5 มั้ย ศาสนาคริสต์ รู้จักบัญญัติ 10 ประการมั้ย เป็นต้น

ถ้าทำได้อย่างที่กล่าว ธรรมศึกษาคงเป็นอะไรที่น่าเรียน และมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่