'อ๋อย' ชี้5ปีไร้ปฎิรูป-ปท.อยู่กับที่ เหลื่อมล้ำหนัก 'มาร์ค' ชี้ ต้องเลิกคิดแบบอำนาจนิยม
https://www.matichon.co.th/politics/news_1260899
6 พรรคการเมืองร่วมเสวนา “การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง” ร่วมหาทางออกแก้ปัญหาเศรษฐกิจ “อ๋อย” ซัด รัฐทำระบบงบฯเสียประสิทธิภาพ ด้าน “มาร์ค” ชี้ ระบบอำนาจนิยมของรบ.ต้องปรับเปลี่ยน ขณะที่ “ธนาธร” มองโครงสร้างศก.ไทยเป็น 3 ระยะ
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์
RSU Wisdom TV มูลนิธิ
ปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ
วีรชนประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์
มติชน หนังสือพิมพ์
ประชาชาติธุรกิจ สำนักข่าว
ประชาไท สถานีวิทยุ
FM 101 และกลุ่มนักศึกษาวิชา
ECO499 สัมมนาเศรษศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ จัดงานเสวนา “
การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง”โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา อาทิ นาย
จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.), นาย
สมพงษ์ สระกวี ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย, นาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นาย
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย(ภท.), นาย
กิตติรัตน์ ณ ระนอง พรรคเพื่อไทย (พท.) และนาย
ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
นาย
จาตุรนต์ กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจนั้นการจะปฏิรูปต้องพูดถึงสภาพปัญหาก่อน ถ้าเราดูการดำเนินนโยบายและการบริหารประเทศ 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายๆท่านจะรู้สึกว่าไม่พบการปฏิรูปใดๆ ปัญหาเศรษฐกิจไม่เกิดการปฏิรูปแล้วยังเสียโอกาส ศักยภาพของประเทศถอยหลัง มีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจไทยโตเป็นอันดับต่ำสุดในอาเซียน ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ และยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรที่เป็นการปฏิรูปชัดเจน มาตรการหลายอย่างซ้ำเติมปัญหาดังกล่าว เช่น การกระตุ้นช็อปช่วยชาติ ที่ผู้ได้ผลประโยชน์คือธุรกิจขนาดใหญ่ คนที่จ่ายเงินเป็นคนที่ไม่ต้องการจะจ่ายเงิน แต่ควรจะออมเงินด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวก็ยังไม่มีความยั่งยืน และยังมีปัญหาความไม่ระมัดระวังของผู้นำประเทศไทยในการพูด ที่พูดแต่ละทีนักท่องเที่ยวก็ลดลง เรามีปัญหาในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบงบประมาณเสียงวินัยอย่างร้ายแรง เช่น การโอนงบจากกระทรวงต่างๆมาเป็นงบกลาง แล้วใช้ตามใจชอบ ตรงนี้จะทำให้ระบบเสีย
นาย
สมพงษ์ กล่าวว่า พวกเรากำลังเผชิญปัญหาในระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบอำนาจนิยมและระบอบประชาธิปไตยที่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งปัญหาใหญ่หลังเลือกตั้งจะเป็นปัญหาเดิมๆ เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการคอร์รัปชั่น รัฐบาลนี้อุตส่าห์ร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงแต่ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกลับหนีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน พรรคเสรีรวมไทยใส่ใจปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำเป็นพิเศษ แต่น่าแปลกที่รัฐบาลนี้กลับพูดด้วยความยินดีว่ามีคนจนมาลงทะเบียน 14-15 ล้านคน ทั้งที่เมื่อต้นปีมีคนจนแค่ 11 ล้านคน แถมยังเอาตัวเลขนี้ไปหาเสียง นอกจากนี้ ประเทศยังมีปัญหาคนรวยเพียง 1 แต่ครอบครองทรัพย์สิน 66.9 % ทำให้เกิดการครอบงำ ผูกขาด เศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้เด็กไทย 6-8 แสนคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ตนอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ พบว่าวันที่ยางพาราเหลือราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท ชาวสวนยางต้องโอดครวญว่า ครอบครัวอด รถถูกยึด ลูกต้องออกจากโรงเรีบน นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐบาลอำนาจนิยม
นาย
อภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องปัญหาเศรษฐกิจหลายปัญหาต้องยอมรับก่อนว่าเป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาที่หลีกหนีได้ยาก เช่น แนวโน้มที่เกิดจากเทคโนโลยีเข้ามาแทรกแทรงศก. ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความถดถอยทางการเมือง โครงสร้างสังคมที่ก้าวสู่ปัญหาสูงวัยอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารไม่สามารถปรับแนวความคิดให้ทันกับยุคสมัย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และยังอยู่กับชุดความเดิมๆ คือ คิดแบบอำนาจนิยม ต้องมีศูนย์รวมอำนาจให้ภาครัฐควบคุมเป็นสำคัญ และความสงบเรียบร้อยสำคัญกว่าสิ่งใดๆ จึงไม่สอดคล้องกับความสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ต้องการเสรีภาพ ตรงนี้สะท้อนว่า เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน สุดท้ายก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ลด แลก แจก แถม ดังนั้น พรรคการเมืองต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากประเทศได้ เราต้องยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง และมีหลักการที่ชัดเจน ถ้าเราทำได้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อเป็นการแข่งขันทางความคิด สามารถนำการเลือกตั้งไปสู่ประชาธิปไตยได้
'ภูมิใจไทย' ปลุก ถึงเวลาลดอำนาจรัฐ 'อนค.'ชี้ ต้องจัดการโครงสร้างทุนใหญ่ ที่กดทับสังคม
https://www.matichon.co.th/politics/news_1261004
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์
RSU Wisdom TV มูลนิธิ
ปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิ
วีรชนประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์
มติชน หนังสือพิมพ์
ประชาชาติธุรกิจ สำนักข่าว
ประชาไท สถานีวิทยุ
FM 101 และกลุ่มนักศึกษาวิชา
ECO499 สัมมนาเศรษศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ จัดงานเสวนา “
การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง”โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา อาทิ นาย
จาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.), นาย
สมพงษ์ สระกวี ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย, นาย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นาย
สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย(ภท.), นาย
กิตติรัตน์ ณ ระนอง พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
โดย นาย
สิริพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น เมื่อดูโพลจะพบว่า ประชาชนต้องการให้ 1.แก้ไขปัญหา หนี้สินของเกษตรกร 2.พัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว 3.พูดจริงทำจริง พัฒนาจังหวัดท้องถิ่น และ 4.พัฒนาระบบขนส่งมวลชน การศึกษา พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเป็นปัญหาที่คู่ประเทศไทยมาตลอด เราพยายามแก้ แต่ไม่สำเร็จ วิธีการบริหารของภาครัฐที่ผ่านมาเน้นความคุ้มค่ามากกว่าให้โอกาส คนต่างจังหวัดถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไมเราไม่มีถนนสี่เลน ซึ่งรัฐเลือกจะไปสร้างที่เมืองใหญ่ก่อน เนื่องจากมีรถเยอะกว่า รัฐบาลพยายามแก้หลายอย่างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่สุดท้ายยังไม่เคยเห็นคนรวยคนไหนเดือดร้อนเพราะภาษีเหล่านี้ แต่คนที่รับภาระคือคนชั้นกลางและคนชั้นล่าง นอกจากนี้ การกระจายอำนาจในอดีตไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง นี่คือปัญหาที่ภูมิใจไทยมองเห็น และเป็นที่มาของความต้องการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน
นาย
กิตติรัตน์ กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ภาวะจนกระจุกรวยกระจายก็จะดีขึ้น และรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเศรษฐกิจ การที่เราจะเห็นเศรษฐกิจที่ดีได้การส่งออกยังเป็นเป้าหมายสำคัญ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องมีกลไกที่แข็งแรง กลไกของความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ร้ายทุกประเด็นที่กล่าวมา ทั้งการส่งออก ประเทศคู่ค้าหยุดชะงัก การบูรณาการ หนีไม่พ้นการทำงานด้านเศรษฐกิจ หากภาครัฐออกกฎระเบียบและกฎหมายมากมายเราต้องลดทอนลง มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจก็จะดำเนินการได้ยาก เพราะติดขั้นตอนต่างๆของกฎหมาย ในขณะที่ภาคธุรกิจที่เขาทำงานอย่างไม่สนใจกฎหมายเขาก็ทำต่อไปโดยที่ไม่สนใจกฎระเบียบ ภาครัฐต้องจัดงบประมาณตัวเองให้เหมาะสมเพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
นาย
ธนาธร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคจะเสนอเรื่องที่ก้าวหน้า และค่อนข้างมองปัญหาและทางออกไปในทางเดียวกัน ปัญหาของไทยคือยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ ถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่าง กลุ่มทุนรายใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐ ทรัพยากรกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งเราจะไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย หากไม่พูดถึงและจัดการโครงสร้างบางอย่างที่กดทับสังคมอยู่ โครงสร้างดังกล่าวทำให้คนกลุ่มชนชั้นนำมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือคนกลุ่มอื่น ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ทศวรรษ 2500 เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า 2.ทศวรรษ 2520 เป็นการผลิตเพื่อส่งออก และ 3.ทศวรรษ 2540 ใช้ Dual-track คืออาศัยการส่งออกควบคู่การส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ ขณะนี้ทุกคนกำลังมองหาคลื่นลูกที่ 4 ในการผลักดันให้ประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งทุกวันนี้ตนยังเห็นว่ามีใครที่เสนอเรื่องนี้อย่างชัดเจน
JJNY : 4in1 อ๋อยชี้ไร้ปฎิรูป มาร์คชี้/ภท.ปลุกลดอำนาจรัฐ อนค.ชี้จัดการทุนใหญ่/อัยการสั่งยุติปี53หน้าศธ./หนี้ครัวเรือน
https://www.matichon.co.th/politics/news_1260899
6 พรรคการเมืองร่วมเสวนา “การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง” ร่วมหาทางออกแก้ปัญหาเศรษฐกิจ “อ๋อย” ซัด รัฐทำระบบงบฯเสียประสิทธิภาพ ด้าน “มาร์ค” ชี้ ระบบอำนาจนิยมของรบ.ต้องปรับเปลี่ยน ขณะที่ “ธนาธร” มองโครงสร้างศก.ไทยเป็น 3 ระยะ
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ RSU Wisdom TV มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ สำนักข่าวประชาไท สถานีวิทยุ FM 101 และกลุ่มนักศึกษาวิชา ECO499 สัมมนาเศรษศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ จัดงานเสวนา “การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง”โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.), นายสมพงษ์ สระกวี ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย(ภท.), นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ปัญหาของเศรษฐกิจนั้นการจะปฏิรูปต้องพูดถึงสภาพปัญหาก่อน ถ้าเราดูการดำเนินนโยบายและการบริหารประเทศ 4-5 ปีที่ผ่านมา หลายๆท่านจะรู้สึกว่าไม่พบการปฏิรูปใดๆ ปัญหาเศรษฐกิจไม่เกิดการปฏิรูปแล้วยังเสียโอกาส ศักยภาพของประเทศถอยหลัง มีความเหลื่อมล้ำมากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจไทยโตเป็นอันดับต่ำสุดในอาเซียน ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยย่ำอยู่กับที่ และยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำรุนแรง สิ่งเหล่านี้ไม่มีอะไรที่เป็นการปฏิรูปชัดเจน มาตรการหลายอย่างซ้ำเติมปัญหาดังกล่าว เช่น การกระตุ้นช็อปช่วยชาติ ที่ผู้ได้ผลประโยชน์คือธุรกิจขนาดใหญ่ คนที่จ่ายเงินเป็นคนที่ไม่ต้องการจะจ่ายเงิน แต่ควรจะออมเงินด้วยซ้ำ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยวก็ยังไม่มีความยั่งยืน และยังมีปัญหาความไม่ระมัดระวังของผู้นำประเทศไทยในการพูด ที่พูดแต่ละทีนักท่องเที่ยวก็ลดลง เรามีปัญหาในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินที่ไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบงบประมาณเสียงวินัยอย่างร้ายแรง เช่น การโอนงบจากกระทรวงต่างๆมาเป็นงบกลาง แล้วใช้ตามใจชอบ ตรงนี้จะทำให้ระบบเสีย
นายสมพงษ์ กล่าวว่า พวกเรากำลังเผชิญปัญหาในระยะเปลี่ยนผ่านระหว่างระบอบอำนาจนิยมและระบอบประชาธิปไตยที่ฟังเสียงประชาชน ซึ่งปัญหาใหญ่หลังเลือกตั้งจะเป็นปัญหาเดิมๆ เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการคอร์รัปชั่น รัฐบาลนี้อุตส่าห์ร่างรัฐธรรมนูญปราบโกงแต่ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญกลับหนีการยื่นบัญชีทรัพย์สิน พรรคเสรีรวมไทยใส่ใจปัญหาความยากจนและเหลื่อมล้ำเป็นพิเศษ แต่น่าแปลกที่รัฐบาลนี้กลับพูดด้วยความยินดีว่ามีคนจนมาลงทะเบียน 14-15 ล้านคน ทั้งที่เมื่อต้นปีมีคนจนแค่ 11 ล้านคน แถมยังเอาตัวเลขนี้ไปหาเสียง นอกจากนี้ ประเทศยังมีปัญหาคนรวยเพียง 1 แต่ครอบครองทรัพย์สิน 66.9 % ทำให้เกิดการครอบงำ ผูกขาด เศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้เด็กไทย 6-8 แสนคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา ตนอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ พบว่าวันที่ยางพาราเหลือราคา 3 กิโลกรัม 100 บาท ชาวสวนยางต้องโอดครวญว่า ครอบครัวอด รถถูกยึด ลูกต้องออกจากโรงเรีบน นี่คือปัญหาใหญ่ของรัฐบาลอำนาจนิยม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องปัญหาเศรษฐกิจหลายปัญหาต้องยอมรับก่อนว่าเป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาที่หลีกหนีได้ยาก เช่น แนวโน้มที่เกิดจากเทคโนโลยีเข้ามาแทรกแทรงศก. ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความถดถอยทางการเมือง โครงสร้างสังคมที่ก้าวสู่ปัญหาสูงวัยอย่างรวดเร็ว ผู้บริหารไม่สามารถปรับแนวความคิดให้ทันกับยุคสมัย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง และยังอยู่กับชุดความเดิมๆ คือ คิดแบบอำนาจนิยม ต้องมีศูนย์รวมอำนาจให้ภาครัฐควบคุมเป็นสำคัญ และความสงบเรียบร้อยสำคัญกว่าสิ่งใดๆ จึงไม่สอดคล้องกับความสร้างสรรค์ เพราะความคิดสร้างสรรค์ต้องการเสรีภาพ ตรงนี้สะท้อนว่า เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน สุดท้ายก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ ลด แลก แจก แถม ดังนั้น พรรคการเมืองต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า จะทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไปจากประเทศได้ เราต้องยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง และมีหลักการที่ชัดเจน ถ้าเราทำได้ ก็จะทำให้การเลือกตั้งครั้งต่อเป็นการแข่งขันทางความคิด สามารถนำการเลือกตั้งไปสู่ประชาธิปไตยได้
'ภูมิใจไทย' ปลุก ถึงเวลาลดอำนาจรัฐ 'อนค.'ชี้ ต้องจัดการโครงสร้างทุนใหญ่ ที่กดทับสังคม
https://www.matichon.co.th/politics/news_1261004
เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ธันวาคม ที่มหาวิทยาลัยรังสิต คณะเศรษฐศาสตร์ ร่วมกับสถานีโทรทัศน์ RSU Wisdom TV มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ มูลนิธิวีรชนประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์มติชน หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ สำนักข่าวประชาไท สถานีวิทยุ FM 101 และกลุ่มนักศึกษาวิชา ECO499 สัมมนาเศรษศาสตร์ และนโยบายสาธารณะ จัดงานเสวนา “การปฏิรูปและนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้การเลือกตั้ง”โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.), นายสมพงษ์ สระกวี ที่ปรึกษาพรรคเสรีรวมไทย, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.), นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ กลุ่มคนรุ่นใหม่พรรคภูมิใจไทย(ภท.), นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง พรรคเพื่อไทย (พท.) และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)
โดย นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจนั้น เมื่อดูโพลจะพบว่า ประชาชนต้องการให้ 1.แก้ไขปัญหา หนี้สินของเกษตรกร 2.พัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว 3.พูดจริงทำจริง พัฒนาจังหวัดท้องถิ่น และ 4.พัฒนาระบบขนส่งมวลชน การศึกษา พลังงานและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดเป็นปัญหาที่คู่ประเทศไทยมาตลอด เราพยายามแก้ แต่ไม่สำเร็จ วิธีการบริหารของภาครัฐที่ผ่านมาเน้นความคุ้มค่ามากกว่าให้โอกาส คนต่างจังหวัดถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไมเราไม่มีถนนสี่เลน ซึ่งรัฐเลือกจะไปสร้างที่เมืองใหญ่ก่อน เนื่องจากมีรถเยอะกว่า รัฐบาลพยายามแก้หลายอย่างเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน แต่สุดท้ายยังไม่เคยเห็นคนรวยคนไหนเดือดร้อนเพราะภาษีเหล่านี้ แต่คนที่รับภาระคือคนชั้นกลางและคนชั้นล่าง นอกจากนี้ การกระจายอำนาจในอดีตไม่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง นี่คือปัญหาที่ภูมิใจไทยมองเห็น และเป็นที่มาของความต้องการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการกระจายรายได้ ภาวะจนกระจุกรวยกระจายก็จะดีขึ้น และรักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าเศรษฐกิจ การที่เราจะเห็นเศรษฐกิจที่ดีได้การส่งออกยังเป็นเป้าหมายสำคัญ รวมถึงการใช้จ่ายภาครัฐที่ต้องมีกลไกที่แข็งแรง กลไกของความไม่เป็นประชาธิปไตยให้ร้ายทุกประเด็นที่กล่าวมา ทั้งการส่งออก ประเทศคู่ค้าหยุดชะงัก การบูรณาการ หนีไม่พ้นการทำงานด้านเศรษฐกิจ หากภาครัฐออกกฎระเบียบและกฎหมายมากมายเราต้องลดทอนลง มิเช่นนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจก็จะดำเนินการได้ยาก เพราะติดขั้นตอนต่างๆของกฎหมาย ในขณะที่ภาคธุรกิจที่เขาทำงานอย่างไม่สนใจกฎหมายเขาก็ทำต่อไปโดยที่ไม่สนใจกฎระเบียบ ภาครัฐต้องจัดงบประมาณตัวเองให้เหมาะสมเพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
นายธนาธร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคจะเสนอเรื่องที่ก้าวหน้า และค่อนข้างมองปัญหาและทางออกไปในทางเดียวกัน ปัญหาของไทยคือยิ่งโตยิ่งเหลื่อมล้ำ ถูกประเทศเพื่อนบ้านทิ้งห่าง กลุ่มทุนรายใหญ่ได้รับประโยชน์จากโครงการของรัฐ ทรัพยากรกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ ซึ่งเราจะไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้เลย หากไม่พูดถึงและจัดการโครงสร้างบางอย่างที่กดทับสังคมอยู่ โครงสร้างดังกล่าวทำให้คนกลุ่มชนชั้นนำมีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองเหนือคนกลุ่มอื่น ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยที่ผ่านมา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 1.ทศวรรษ 2500 เป็นการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า 2.ทศวรรษ 2520 เป็นการผลิตเพื่อส่งออก และ 3.ทศวรรษ 2540 ใช้ Dual-track คืออาศัยการส่งออกควบคู่การส่งเสริมการลงทุนภายในประเทศ ขณะนี้ทุกคนกำลังมองหาคลื่นลูกที่ 4 ในการผลักดันให้ประเทศพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ซึ่งทุกวันนี้ตนยังเห็นว่ามีใครที่เสนอเรื่องนี้อย่างชัดเจน