เรื่องเล่าปนเศร้าปนสุขของความรัก ---จากวัยอ่อนเยาว์ ถึงวัยใหญ่ มองกลับลงไปในความรัก

ปกติ ดิฉันชอบเขียนกระทู้ตอนอยู่ออฟฟิศที่สุด แลดูอู้งานยังไงไม่รู้ (ฮา) เพราะโต๊ะที่นั่งทำงานมันสบายกว่า โต๊ะใหญ่ เก้าอี้ใหญ่ จอใหญ่ คีย์บอร์ดใหญ่ เหมาะกับคนเริ่มชราตามองเห็นไม่ชัดที่จะไปจิ้ม ๆ เอาจากสมาร์ทโฟนแล้ว วันหยุดสบาย ๆ แบบนี้ เข้ามาเคลียร์งานนิดหน่อย ว่าง ๆ สบาย ๆ เลยอยากเขียนอะไรเล่น ๆ มาแชร์

เพี้ยนแคปเจอร์

เรื่องเล่าเศร้าปนสุขวันนี้ มาจากการครุ่นคิดตอนเดือนสุดท้ายของปีที่เดี๋ยวนี้มักจะมองย้อนกลับลงไปว่า ได้เจออะไร ได้ยินได้ฟังอะไรมาบ้างในช่วงสัปดาห์ ช่วงเดือน ช่วงไตรมาส ช่วงปีที่ผ่านมา เรื่องไหนที่คิดว่าน่าสนใจ ก็อยากจะเขียนบันทึกไว้ในเว็บบอร์ดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

แล้วเรื่องที่จะลงในชานเรือนกับบางรัก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องรัก ๆ เรื่องครอบครัว เรื่องชีวิตคู่เท่าที่รู้และเห็นมาน่ะค่ะ
เพี้ยนดีออกเพี้ยนเขิน

ลึก ๆ แล้วดิฉันเป็นคนศรัทธาในความรัก และกิ๊วก๊าวกับความโรแมนติค เซอร์ไพรส์น่ารัก ๆ แบบมีคลาสหรืออะไร ๆ ที่ใครหลายคนอาจจะเบ้ปากใส่เพราะติงว่าเลี่ยน แม้ว่าในชีวิตจริงจะห่างไกลจากความหวานแหววแบบนั้นมาก
เพี้ยนลาเวนเดอร์

แต่สิ่งที่เห็นจริงในชีวิตคือ

1. การตกหลุมรักเกิดได้ง่ายมาก ใช้แต่อารมณ์และความรู้สึกเป็นตัวนำอย่างเดียวก็ส่งคุณให้รู้สึกฟูฟ่องราวฟองแชมเปญได้ และใช่ค่ะ หลายคนติดกับดักว่า ความรักต้องซู่ซ่าซ่าบซ่านตลอดเวลาจนละเลยมิติอื่น ๆ ของความรักไป นักจิตวิทยาบางท่านเรียกคนประเภทนี้ว่า “passion junkie”

2. การรักษาความสัมพันธ์ การใช้ชีวิตคู่ หรือ ชีวิตครอบครัวให้ผาสุกและยั่งยืน เป็นกระบวนการของการต้องใช้เหตุผล ใช้ตรรกะ หาเหตุหาผล วิเคราะห์องค์ประกอบ เข้าใจต้นตอปัญหา และต้องวางแผนอย่างเข้มข้นไม่แพ้การตัดสินใจในเรื่องใหญ่ ๆ ทางธุรกิจเลย เผลอ ๆ คุณต้องใช้สมองมากกว่า พอ ๆ กับต้องใช้ความเมตตาและเข้าใจในระดับที่เข้มข้นกว่าการดีลธุรกิจด้วยซ้ำ เพราะความรู้สึกคนใช้เวลานานกว่ามากในการเพาะ บ่ม สร้างซ่อมและเยียวยา ไม่เหมือนโลกธุรกิจที่เมื่อผลประโยชน์ลงตัว เงินจะเยียวยาทุกสิ่งเอง
ซึ้งมาก

3. ความรัก ความประทับใจ เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกสถานการณ์ เกิดแบบใช้อารมณ์ ใช้ความรู้สึกนำเหตุผล แต่ความมีเหตุผล ความรู้จักยับยั้งชั่งใจ และความรู้ผิดรู้ชอบ และรู้จักรับผิดชอบ จะรักษาความสัมพันธ์ให้ยั่งยืนได้

4. ผู้หญิงหรือผู้ชาย ที่ดูเงียบ ดูเย็นชา ดูเข้าถึงยาก ดูตระหนี่ตัว ดูสนิทด้วยยาก ดูเขี้ยว ดูเป็นหน้าเดียวอารมณ์เดียวในทุกสถานการณ์ แล้วหลายคนมักจะแปะฉลากให้ง่าย ๆ เลยว่า “หยิ่ง” แท้จริงแล้วที่เจอมา มักเป็นคนที่ลึก ๆ แล้วนิสัยดีมาก ไม่เอาเปรียบใคร ใจดีใจกว้าง ฉลาดไม่พูดมาก มีดีพอที่จะอยู่ในฐานะที่ไม่ค่อยต้องสนต้องแคร์ด้วยว่าใครจะคิดอย่างไรกับตัว ไม่ตัดสินใคร มีความเข้าอกเข้าใจโลกมากจนน่าทึ่ง หลายคนใจอ่อนขี้สงสารมาก (จนน่าแปลกใจ) ความหยิ่งเย็นชาเป็นเหมือนเกราะกำแพงป้องกันตัวเองจากการถูกหลอก(ซ้ำ) ถูกเอาเปรียบ(ซ้ำ) หรือ ป้องกันตัวเองจากความรู้สึกผิดที่ทำอะไรบางอย่างผิดไปโดยกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ เวลาเจอคนบุคลิกแบบนี้ ดูให้ดี ๆ นะคะ หลายคนนี่เพชรแท้ห่มมาในเปลือกซีเมนต์จริง ๆ

5. การจะตกหลุมรักกันไม่ต้องอาศัยปัจจัยอะไรมาก บางคนไม่ได้ดูที่ฐานะ การศึกษาหรืออาชีพเลยจริง ๆ นะ (เลยมีกระทู้อันลือลั่นหลายกระทู้ในพันทิปไง ที่เล่าถึงการตกหลุมรักผู้หญิงกลางคืน ซึ่งหลายเรื่อง ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงนะคะ ผู้หญิงกลางคืนก็คน มีความน่ารัก มีมุมอ่อนไหว มีนิสัยใจคอที่ทั้งดีและไม่ดีเหมือนคนอาชีพอื่นทุกอาชีพนั่นแหละ) แต่หากอยากอยู่ต่อกันไปยาว ๆ “ปัจจัยที่ทำให้เข้ากันได้” สำคัญที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ว่านั่นหมายรวมถึง คุณค่าในการดำเนินชีวิตที่อีกฝ่ายยึดถือ และความสามารถในการดำรงชีวิตในมาตรฐานที่ต่างฝ่ายต่างพึงพอใจ

เพื่อนรุ่นพี่ผู้ชายที่เรียกได้ว่าสนิทกันทางความคิดมากคนหนึ่ง เคยเล่าว่า

สมัยจบออกมาเป็นนายช่างหนุ่มน้อยวัยยี่สิบต้น ๆ ได้มาคุมงานติดตั้งแถวชานเมือง พี่ ๆ ในทีมก็มักจะลากคอพาไปคาราโอเกะ ไปนวดแผนโบราณอะไรต่อมิอะไรตามประสา

ในวัยละอ่อน เพื่อนก็ได้ไปสนิทกับน้องหมอ(นวด)คนหนึ่ง เริ่มจากคืนที่เมาเละจนน้องต้องหิ้วไปดูแลที่ห้อง ต่อไปเรื่อย ๆ จนมาพบว่าตัวเองแพ็คของมาอยู่ห้องน้องในอีกเดือนหนึ่งต่อมา และเมื่อรู้สึกว่าชักจะถอนตัวจากน้องได้ยากซะแล้ว

เพื่อนก็เริ่มปรึกษาเพื่อนที่คบกันมาตั้งแต่เด็กว่า

“เอาไงดีวะ”
มึนตึ๊บ

คำตอบออกมาชัดเจนจนรู้สึกเจ็บทีเดียว เพื่อนตอบไปว่า

“กรูรู้จัก mung ดี อยู่งี้ต่อไป คนอย่าง mung เดี๋ยว mung ก็ต้องตกหลุมรักน้องเค้า แล้ว mung ไม่สงสารหม่าม้า mung เหรอ ?”

คำตอบนั้นเหมือนเรียกสติเพื่อนรุ่นพี่คนนั้นขึ้นมาได้

ปลายเดือนนั้น ตอนเงินเดือนออก เพื่อนไปกด ATM เอาเงินเดือนทั้งเดือนออกมาพร้อมถอดพระเลี่ยมทองวางไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งน้อง เก็บของออกมาโดยไม่มีคำลาใด ๆ ทั้งสิ้น ส่งใบลาออกให้บริษัท เตรียมตัวติวภาษาไปเรียนต่อ

ผ่านไปยี่สิบกว่าปี เรื่องนี้ก็ยังคงค้างอยู่ในใจเพื่อน จนถึงขนาดบอกว่า “น้องยังคงเป็นส่วนสำคัญในชีวิตผมตลอดไป และเป็นบทเรียนชีวิตที่สำคัญมากที่ผมจะไม่มีวันลืม”

6. เงินเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องการการตีความที่ถูกต้อง เงินในตัวมันเองไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า เป็นเครื่องหมายและสัญลักษณ์แสดงสถานะของการดูแล และปกป้อง แปลว่า ผู้หญิงบางคนไม่ได้ต้องการเงินเพราะว่ามันเป็นเงิน แต่การที่ได้รับการเลี้ยงข้าว(บ้าง)จากผู้ชายที่ตัวเองคบด้วย (ซึ่งมักจะต้องใช้เงิน) มันรู้สึกดี ไม่ใช่เอะอะ อะไรก็หารสองตลอด มันให้ความรู้สึกเหมือนดีลธุรกิจพิกล

อ้าว... แล้วถ้าไม่มีเงินหรือต้องการประหยัดล่ะทำยังไง ?

สมัยดิฉันสาว ๆ คนที่คบอยู่คนหนึ่งเป็นคนประหยัดมาก เป็นคนที่เรียกว่า self-made man ของแท้ คือ มุ่งมั่นตั้งใจสร้าง หา เก็บ ทุกอย่างด้วยตัวเอง ช่วงที่เขากำลังจะไปเรียนต่อ เขาก็ลาออกจากงาน ทำให้ไม่มีเงินเดือนอยู่พักนึง

เรากินข้าวตอนเย็นด้วยกันทุกวัน ดิฉันก็ไม่ตะขิดตะขวงที่จะควักจ่ายแต่เขาคงรู้สึกอะไรบางอย่าง ท้ายสุด เค้าก็แก้ปัญหาด้วยการไปชวนดิฉันไปกินข้าวเย็นที่บ้านทุกวัน 555 และขึ้นรถเมล์กลับมาส่งดิฉันที่ที่พักหลังกินเสร็จ

เรื่องเงินเป็นเรื่องที่อ่อนไหวแล้วเสี่ยงต่อการเข้าใจผิดกันมาก

เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้เจอกันสิบกว่าปี เพิ่งเลิกกับแฟนไปหมาด ๆ ด้วยเหตุผลหลักคือเรื่อง “เงิน”

ฝ่ายชายมาอยู่คอนโดเพื่อนได้สองสามปี ช่วยค่าใช้จ่ายประมาณหมื่นกว่า ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่าใช้จ่ายส่วนตัวของฝ่ายชายเอง เช่น ค่าซักรีด ค่าที่จอดรถ และจิปาถะอื่นๆ
เพื่อนดิฉันก็ไม่ได้คิดมากเรื่องนี้ เท่านี้ก็เท่านี้ จนเมื่อมาเห็นว่า คุณแฟนปิดบังเรื่องเงิน มีงานอดิเรกคลายเครียดด้วยการไปคุยกับสาวนั่งดริ๊งค์ และคิดว่า “หมื่นนิด ๆ “ มันครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการมาใช้ชีวิตร่วมกันแบบนี้ไปเรื่อย ๆ
หลายมื้อที่เพื่อนดิฉันเป็นฝ่ายเลี้ยงเมื่อออกไปกินข้าวนอกบ้าน คุณแฟนจะโทรชวนพี่น้องมาร่วมกิน ร่วมดื่ม ด้วยราวกับนี่เป็นงานสังสรรค์ของครอบครัว (โดยที่เพื่อนดิฉันเป็นฝ่ายเคลียร์บิล)
พอเพื่อนเอ่ยปากถามเรื่องอนาคต และเอ่ยปากถามเรื่องการเก็บเงินร่วมกันและความรับผิดชอบ ฝ่ายชายก็ไพล่ตอบไปว่า จะมาสู่ขอ เอาไหมละ มีที่ดิน (ของที่บ้าน) อยู่กี่แปลง กี่แปลง จะโอนมาให้เป็นชื่อเพื่อน แต่เรื่องเงินเค้าอย่ายุ่งของเค้า ...
เม่าปัดรังควาน

เฮ้อ... เพื่อนบอกว่า ไม่ต้องการสมบัติของใครเลย ที่ต้องการคือ commitment เพื่อการเก็บเงินสร้างอนาคตร่วมกัน ถ้าเข้าใจกันไปคนละทางแบบนี้ เลิกกันดีกว่า เอวัง...

7. การอยู่ด้วยกันได้อย่างผาสุกราบรื่น ไม่ได้แปลว่า ต่างฝ่ายต่างต้องดีพร้อม หรือ ไม่ดีพอ ๆ กัน มันถึงจะเข้าข่าย “ขนมพอสมกับน้ำยา” ถึงจะไปกันได้ แต่มันอยู่ที่ต่างฝ่ายต่าง “ยอมรับ” ข้อเสียของอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจต่างหาก

8. อย่าเอามาตรฐานสังคม หรือสิ่งที่คุณดูในหนัง อ่านเจอในนิยายมาบังคับใช้ในชีวิตจริง แน่นอนว่า แรงบันดาลใจหรือตัวอย่างดี ๆ อาจเกิดขึ้นได้ในบทละครดี ๆ หรือ หนังสือดี ๆ แต่ถ้ามันใช้กับคู่คุณไม่ได้ มันก็คือใช้ไม่ได้ อย่าฝืน ไม่งั้น คุณจะหาความสุขได้แต่ในโลกล่องลอยของความฟุ้งฝันและก่นด่าโลกแห่งความเป็นจริงไปตลอด

อะ... แล้วถ้าไม่ชอบโลกแห่งความเป็นจริงที่เจออยู่ล่ะ จะให้ทำไง ? มีทางเลือกไหมคะ ? ถ้ามี ก็เลิกแล้วไปเลือกใหม่เลยค่ะ ชีวิตเป็นของคุณ

9. หนุ่ม ๆ สาว ๆ ถ้าคิดอยากจะมีชีวิตครอบครัว บอกได้เลยว่า วางแผนอย่างรอบคอบในการมองหา สอดส่อง อ่อยเหยื่อ สานสัมพันธ์ดี ๆ ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย ๆ คุณจะมีตัวเลือกมากกว่า มีเวลาปรับตัวมากกว่า เด็กมหาวิทยาลัยปีปลาย ๆ หรือคนเริ่มทำงานใหม่ ๆ เรียนรู้ skill ใหม่ ๆ และทักษะในการพูดคุยให้ดี ให้เปิดตัวออกไปให้มากที่สุด ทำความรู้จักผู้คนให้มากที่สุด จะมีแฟนก็รีบหา รีบคว้า(อย่างมีสติ) เสียตั้งแต่ตอนอายุสัก 20 กว่า โอกาสมันจะมากกว่า แล้วง่ายกว่าด้วย

ตอนที่อายุมากขึ้น คุณจะมีภาระความรับผิดชอบยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาจะมองหาใครนอกจากคนแถว ๆ ที่ทำงาน ซึ่งตัวเลือกอาจจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ บางสายงาน คุณอาจไม่เจอเพศตรงข้ามเลย เช่น ถ้าคุณเป็นผู้ชายทำงานอยู่บนแท่นขุดเจาะ คุณจะหาเวลาไปจีบใครที่ไหนได้ง่าย ๆ หรือ คุณเป็นผู้หญิงทำงานบริษัทเครื่องสำอางเจอแต่ผู้หญิงด้วยกัน หรือถึงเจอผู้ชายก็เป็นผู้ชายประเภทที่อยากกลายร่างมาเป็นเพศเดียวกับคุณ
เพี้ยนเจอเก้ง

พอตำแหน่งใหญ่ขึ้นเวลาไปจีบใครก็ไม่มีหรือน้อยลง จะจีบน้องในทีมก็แลดูเหมือนสมภารกินไก่วัด ชวนให้ซุบซิบกันไปอีก หรือบางที เมื่ออายุมากขึ้น เกราะคุณก็จะเพิ่มขึ้นตามวัย เจอคู่ค้า คนที่ติดต่องานด้วย บางทีคุณก็ไม่แน่ใจอีกว่า “นี่มันรักแท้ หรือแค่เข้ามาเพราะผลประโยชน์”

10. และเมื่อคุณเลือกแล้ว ตัดสินใจดีแล้ว เก็บรักษา ทะนุถนอมสิ่งที่คุณมีไว้ให้ดี การเพิกเฉยละเลย เห็นสิ่งดี ๆ ที่คุณมีอยู่ในมือเป็นของตาย หรือกระทั่งเลยเถิดไปถึงขั้นนอกใจ มีแต่จะสร้างบาดแผลและทิ้งความเสียดายให้คุณไปตลอดชีวิตชนิดที่ไม่อาจเยียวยาได้สนิทใจ ความรู้สึกมันจะแบบบทโศลกที่ท่านอังคารเขียนไว้นะคะว่า “โอ้ว่า ... อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายสูญนั้นลึกซึ้ง มีน้ำผึ้ง บุหงา ลดามาลย์...”

11. เวลาคุณเลือกใครมาแล้ว ใช้เวลาพิสูจน์กันมาแล้วว่าคุณดีต่อกันได้ ก่อนเลิกขอให้คิดเรื่อง “ให้โอกาสเราสองคน” ในการทบทวน ปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์ต่าง ๆ ให้ดีที่สุดก่อนเถิดค่ะ อย่าเลิกเพราะความสะใจ เพราะในหลาย ๆ ครั้ง “ความสะใจเป็นรางวัลของคนโง่” (ป้าตือบอกไว้)
เพี้ยนมองบน

สถานการณ์แบบหนึ่งที่ดิฉันเห็นบ่อยคือ บางทีเราเลิกกับใคร เพราะเค้าร้ายกับเรา เราก็ร้ายเอาคืนกลับเค้า บางครั้งร้ายมากและร้ายกว่าด้วย จากนั้น เราจะมาเสียใจ สำนึกผิด และเก็บเอาความสำนึกผิดนั้นไปชดเชยให้คนใหม่ (อยากจะฮา แต่ฮาไม่ออก) เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะได้แก้ตัว ทำดีชดเชยให้กับคนเก่าที่เราเคยร้ายด้วย เราใน version ใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม เสียสละ อ่อนโยน อดทน นิสัยดี เซ็กซี่ ขี้เล่น ไม่เอาแต่ใจเหมือนเดิม กลับกลายเป็นคนดีงามสำหรับคนใหม่ (ซึ่งบางทีก็ไม่ได้ดีกว่าคนเก่าหรอก)

คิดดี ๆ ตรองดี ๆ ค่ะ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่