คำถามคาใจผมมา 2-3 ปีจนปีนี้เห็นได้ชัดเลยครับว่าเมื่อการพัฒนาเริ่มเห็นภาพอะไรชัดเจนแล้วแต่ไม่ได้รับการสนับสนุน จนทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม ทำไม ทำไม ปล่อยให้การพัฒนาเป็นไปแบบไร้การสนับสนุน แต่เน้นให้เกิดค่าใช้จ่ายแทน
(ปล. สรุปว่ารัฐบาลสนับสนุนนะครับจากข้อมูล แต่ยังเป็นในส่วนภาคผู้ผลิตเท่านั้น คงต้องคอยดูในส่วนผู้ใช้แบบเราๆต่อไป update 6/1/2019 )
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อม (อยู่ในกลุ่มคนโลกสวยครับ แต่ไม่ได้มองคนสวยงามตามโลก)
ติดตามการพัฒนารถไฟฟ้ามาเป็นเกือบ 10 ปี ตั้งแต่คนไทยส่งทีมไปแข่งรถพลังโซลาเซล ได้รางวัลมา และปัจจุบันผู้ผลิตไทยก็ผลิตรถไฟฟ้าได้เอง (รถยนต์จริงๆที่เป็นไฟฟ้า 100%) ซึ่งช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยครับว่ามีคนคิดและทำจิงจังไม่กี่กลุ่มคนครับ และทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จได้หน้าได้ตาเป็นข่าวแล้ว การพัฒนาก็จะจบแค่ตรงข่าวนั้นๆ คนทำก็ไปทำต่อเอง หน่วยงานทีเกี่ยวข้องก็จะค่อยๆหายไปตามรอบของระบบราชการบ้านเรา
ประเด็นคือรถไฟฟ้ามีใช้ทุกประเทศแล้วรวมถึงในไทย แต่ที่รถไฟฟ้าราคาแพงเพราะอะไร เพราะภาษีนำเข้าไม่ต่างจากรถยนต์นำเข้าพลังงานน้ำมันอื่นๆและภาษีในการจัดตั้งฐานผลิตก็ไม่ได้ถูกเช่นกัน การสนับสนุนด้านนี้มีน้อยมากมันไม่ตูมตามเหมือนประเทศอื่นๆ
ยกตัวอย่าง
ประเทศฝรั่งเศส ในเมืองปารีส รัฐบาลบังคับให้รถ Taxi เป็นไฟฟ้า 100% เพื่อลดมลภาวะ และลดภาษีของผู้ขับให้ด้วย
ในเยอรมัน Taxi เป็นไฟฟ้า 100% (ยังไม่นับที่เป็น hybrid) และลดภาษีให้ผู้ขับขี่ตามพลังงานที่ใช้
ญี่ปุ่น อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย ทุกอย่างในประเทศพร้อมใจกันพัฒนาหาจุดที่ดีที่สุดด้านพลังงานแบบไม่หยุด รัฐเองสนับสนุนเต็มที่
ประเทศจีน ผมได้ดูข่าวว่ารัฐบาลจีนบังคับให้เมือง(ผมจำชื่อเมืองไม่ได้)ทั้งเมืองห้ามมีรถใช้น้ำมัน และให้ใช้รถไฟฟ้า 100% ทั้งเมือง สาเหตุจากควันที่แก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
พ่อผมอายุ 80 ปี เรียนจบช่างจากเยอรมัน ได้แหม่มกลับเมืองไทย (แม่) เปลี่ยนรถมามากมาย คลุกคลีในวงการรถมาตลอดชีวิต
มาวันนี้พ่อบอกว่า อยากซื้อรถไฟฟ้าใช้ก่อนตายซักคัน
ผมถามพ่อว่าทำไม พ่อตอบว่า เอ็งจะใช้รถแบบทุกวันนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ เติมน้ำมันทุก 2-3 วัน เข้าอู่ทุก2-3 เดือน แถมพ่นควันให้อากาศเสีย รถยนต์เพิ่มขึ้นทุกวัน ควันเสียเพิ่มตามทุกนาที ไม่ช้าโลกก็พัง แต่พ่อคงอยู่ไม่ถึงวันที่โลกพัง .55555 (พ่อหัวเราะ) แล้วบอกตามมาว่า เอ็งก็ระวังอยู่ไม่ถึงเหมือนพ่อ เพราะจะป่วยตายก่อน ..(-_-") ....เอิ่มๆ..

พาพ่อมาดู Motor Expo ที่เมืองทอง
มุ่งหน้าไปดู NISSAN Leaf ตามที่ตั้งใจไว้ ไปคุยกับผู้จัดการเลยครับ ได้ความรู้ตามที่ต้องการและเพิ่มมาอีกมากมาย
ทางผู้จัดการอธิบายได้ดีมาก ตั้งแต่รายละเอียดการสร้างรถคันนี้ จนถึงการนำเข้า และความเป็นไปได้ในการตั้งฐานผลิตในประเทศ
พอผู้จัดการพูดจบ พ่อถามต่อนิ่มๆเลยครับว่า " เนี่ย ราคามันสูงไปหน่อยนะ 1.9 ล้านเนี่ย ถ้าลงมาเหลือซัก 1.3 ล้าน ผมจะควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลย" ผมงี้ปล่อยฮาเลยครับ ต่อราคากันเห็นๆ แบบขำๆเลย
ไปทดลองขับ TEST DRIVE กัน 2 รอบกับพ่อ และผู้เป็น stunt อธิบายรายละเอียดชนิดที่ว่า ไม่คิดมาก่อนว่าเทคโนโลยีนี้ดีเกินกว่าที่ผมรู้มากเลย คำนึงถึงคนพิการ และความปลอดภัยอื่นๆ เยอะครับ ขับขึ้นอินทนนท์ สบายๆ ไปลองดูนะครับ

ผู้จัดการก็อธิบายดีนะครับ บอกว่าก็รู้กันอยู่นะว่ารถประเภทนี้ต้นทุนเหมือนจะสูงแต่ไม่ได้สูงเลย อาจจะแค่ต้นแบบที่จะแพง แต่เมื่อเริ่มผลิตจริงจะต้นทุนต่ำลง สิ่งที่ทำให้เจ้าคันนี้แพง คือเพดานภาษีของรัฐบาลไทยนี่เองครับ ซึ่งก็เข้าใจได้ แต่ที่ไม่ชอบใจคือ ทำไมเมื่อรู้ว่าการลดภาษีให้ผู้นำเข้ารถประเภทนี้ รวมถึงลดภาษีผู้ประกอบการประเภทนี้ในประเทศด้วยแล้วจะทำให้การใช้รถไฟฟ้ามีราคาถูกลงมหาศาล และอนาคตอันใกล้จะเป็นการลดภาระของคนในประเทศด้วยเลยนะ
แต่ สรุปว่า NISSAN ไม่ได้ลดราคาให้พ่อนะครับ ..5555 ต่อไปจาก 1.9 เป็น 1.3 ไม่สำเร็จ
แต่พ่อคงซื้อแหละครับ เพราะถ้ารอไปอีก ด้วยอายุ 80 แล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่เน้อะ
ผมเข้าใจนะ ว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยีนี้เข้ามาเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วมาก
ระบบโรงงานบ้านเราจะเกิดการจ้างพนักงานออกมหาศาล
ผู้ประกอบการชิ้นส่วนจะต้องปิดตัวมากมาย
ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มไม่แน่นอน
เหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลยังไม่กล้าเปิดรับ
แต่ถ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของคนในประเทศได้ และเกิดอาชีพใหม่ๆแน่นอน ถึงแม้จะใช้เวลา ช้าเร็วก็ต้องตาม
เพราะยิ่งยื้อก็จะยิ่งดึงตัวเองต่ำ
ผมทำงานสายผลิตรถยนต์รถกระบะมา 5-6 ปี ก็ไม่หนีมีการจ้างออก 2-3 ครั้งเหมือนกัน
ทุกคนต้องทำใจส่วนหนึ่งครับ และสร้างความพร้อมต่อไป
เคารพความคิดเห็นทุกท่านนะครับ ก็หวังจะได้เปิดรับและพัฒนาให้เร็วกว่านี้

ไม่ใช่แค่ NISSAN หรอกครับ ทุกยี่ห้อก็มีดีไม่แพ้กัน ติดอยู่แค่ว่าเมื่อไหร่ เราจะได้เลือกซื้อรถเหล่านี้ ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น
ฝากรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ
มีอำนาจก็เปิดช่องให้เกิดการพัฒนาที่ชัดเจนด้วยจะดีมากครับ ทุกวันนี้มองเหมือนกั๊กก่อน แก้ทีหลัง
เดินนำก่อนจะดีมากเลยครับ รักลุงตู่นะ
ทำไมรัฐบาลไม่สนับสนุนการนำเข้าและผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในบ้านเรา
(ปล. สรุปว่ารัฐบาลสนับสนุนนะครับจากข้อมูล แต่ยังเป็นในส่วนภาคผู้ผลิตเท่านั้น คงต้องคอยดูในส่วนผู้ใช้แบบเราๆต่อไป update 6/1/2019 )
ผมเป็นคนหนึ่งครับที่ชอบเทคโนโลยีใหม่ๆที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาและรักษาสิ่งแวดล้อม (อยู่ในกลุ่มคนโลกสวยครับ แต่ไม่ได้มองคนสวยงามตามโลก)
ติดตามการพัฒนารถไฟฟ้ามาเป็นเกือบ 10 ปี ตั้งแต่คนไทยส่งทีมไปแข่งรถพลังโซลาเซล ได้รางวัลมา และปัจจุบันผู้ผลิตไทยก็ผลิตรถไฟฟ้าได้เอง (รถยนต์จริงๆที่เป็นไฟฟ้า 100%) ซึ่งช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาเห็นได้ชัดเลยครับว่ามีคนคิดและทำจิงจังไม่กี่กลุ่มคนครับ และทุกครั้งที่ประสบความสำเร็จได้หน้าได้ตาเป็นข่าวแล้ว การพัฒนาก็จะจบแค่ตรงข่าวนั้นๆ คนทำก็ไปทำต่อเอง หน่วยงานทีเกี่ยวข้องก็จะค่อยๆหายไปตามรอบของระบบราชการบ้านเรา
ประเด็นคือรถไฟฟ้ามีใช้ทุกประเทศแล้วรวมถึงในไทย แต่ที่รถไฟฟ้าราคาแพงเพราะอะไร เพราะภาษีนำเข้าไม่ต่างจากรถยนต์นำเข้าพลังงานน้ำมันอื่นๆและภาษีในการจัดตั้งฐานผลิตก็ไม่ได้ถูกเช่นกัน การสนับสนุนด้านนี้มีน้อยมากมันไม่ตูมตามเหมือนประเทศอื่นๆ
ยกตัวอย่าง
ประเทศฝรั่งเศส ในเมืองปารีส รัฐบาลบังคับให้รถ Taxi เป็นไฟฟ้า 100% เพื่อลดมลภาวะ และลดภาษีของผู้ขับให้ด้วย
ในเยอรมัน Taxi เป็นไฟฟ้า 100% (ยังไม่นับที่เป็น hybrid) และลดภาษีให้ผู้ขับขี่ตามพลังงานที่ใช้
ญี่ปุ่น อันนี้คงไม่ต้องอธิบาย ทุกอย่างในประเทศพร้อมใจกันพัฒนาหาจุดที่ดีที่สุดด้านพลังงานแบบไม่หยุด รัฐเองสนับสนุนเต็มที่
ประเทศจีน ผมได้ดูข่าวว่ารัฐบาลจีนบังคับให้เมือง(ผมจำชื่อเมืองไม่ได้)ทั้งเมืองห้ามมีรถใช้น้ำมัน และให้ใช้รถไฟฟ้า 100% ทั้งเมือง สาเหตุจากควันที่แก้ปัญหาไม่ได้ ซึ่งผมว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
พ่อผมอายุ 80 ปี เรียนจบช่างจากเยอรมัน ได้แหม่มกลับเมืองไทย (แม่) เปลี่ยนรถมามากมาย คลุกคลีในวงการรถมาตลอดชีวิต
มาวันนี้พ่อบอกว่า อยากซื้อรถไฟฟ้าใช้ก่อนตายซักคัน
ผมถามพ่อว่าทำไม พ่อตอบว่า เอ็งจะใช้รถแบบทุกวันนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ เติมน้ำมันทุก 2-3 วัน เข้าอู่ทุก2-3 เดือน แถมพ่นควันให้อากาศเสีย รถยนต์เพิ่มขึ้นทุกวัน ควันเสียเพิ่มตามทุกนาที ไม่ช้าโลกก็พัง แต่พ่อคงอยู่ไม่ถึงวันที่โลกพัง .55555 (พ่อหัวเราะ) แล้วบอกตามมาว่า เอ็งก็ระวังอยู่ไม่ถึงเหมือนพ่อ เพราะจะป่วยตายก่อน ..(-_-") ....เอิ่มๆ..
พาพ่อมาดู Motor Expo ที่เมืองทอง
มุ่งหน้าไปดู NISSAN Leaf ตามที่ตั้งใจไว้ ไปคุยกับผู้จัดการเลยครับ ได้ความรู้ตามที่ต้องการและเพิ่มมาอีกมากมาย
ทางผู้จัดการอธิบายได้ดีมาก ตั้งแต่รายละเอียดการสร้างรถคันนี้ จนถึงการนำเข้า และความเป็นไปได้ในการตั้งฐานผลิตในประเทศ
พอผู้จัดการพูดจบ พ่อถามต่อนิ่มๆเลยครับว่า " เนี่ย ราคามันสูงไปหน่อยนะ 1.9 ล้านเนี่ย ถ้าลงมาเหลือซัก 1.3 ล้าน ผมจะควักเงินซื้อเดี๋ยวนี้เลย" ผมงี้ปล่อยฮาเลยครับ ต่อราคากันเห็นๆ แบบขำๆเลย
ไปทดลองขับ TEST DRIVE กัน 2 รอบกับพ่อ และผู้เป็น stunt อธิบายรายละเอียดชนิดที่ว่า ไม่คิดมาก่อนว่าเทคโนโลยีนี้ดีเกินกว่าที่ผมรู้มากเลย คำนึงถึงคนพิการ และความปลอดภัยอื่นๆ เยอะครับ ขับขึ้นอินทนนท์ สบายๆ ไปลองดูนะครับ
แต่ สรุปว่า NISSAN ไม่ได้ลดราคาให้พ่อนะครับ ..5555 ต่อไปจาก 1.9 เป็น 1.3 ไม่สำเร็จ
แต่พ่อคงซื้อแหละครับ เพราะถ้ารอไปอีก ด้วยอายุ 80 แล้วก็ไม่รู้เมื่อไหร่เน้อะ
ผมเข้าใจนะ ว่าเมื่อไหร่เทคโนโลยีนี้เข้ามาเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนแปลงจะรวดเร็วมาก
ระบบโรงงานบ้านเราจะเกิดการจ้างพนักงานออกมหาศาล
ผู้ประกอบการชิ้นส่วนจะต้องปิดตัวมากมาย
ราคาน้ำมันในประเทศจะเริ่มไม่แน่นอน
เหล่านี้อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัฐบาลยังไม่กล้าเปิดรับ
แต่ถ้ารู้ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่การลดค่าใช้จ่ายของคนในประเทศได้ และเกิดอาชีพใหม่ๆแน่นอน ถึงแม้จะใช้เวลา ช้าเร็วก็ต้องตาม
เพราะยิ่งยื้อก็จะยิ่งดึงตัวเองต่ำ
ผมทำงานสายผลิตรถยนต์รถกระบะมา 5-6 ปี ก็ไม่หนีมีการจ้างออก 2-3 ครั้งเหมือนกัน
ทุกคนต้องทำใจส่วนหนึ่งครับ และสร้างความพร้อมต่อไป
เคารพความคิดเห็นทุกท่านนะครับ ก็หวังจะได้เปิดรับและพัฒนาให้เร็วกว่านี้
ไม่ใช่แค่ NISSAN หรอกครับ ทุกยี่ห้อก็มีดีไม่แพ้กัน ติดอยู่แค่ว่าเมื่อไหร่ เราจะได้เลือกซื้อรถเหล่านี้ ในราคาที่ใครก็เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น
ฝากรัฐบาลและกระทรวงที่เกี่ยวข้องนะครับ
มีอำนาจก็เปิดช่องให้เกิดการพัฒนาที่ชัดเจนด้วยจะดีมากครับ ทุกวันนี้มองเหมือนกั๊กก่อน แก้ทีหลัง
เดินนำก่อนจะดีมากเลยครับ รักลุงตู่นะ