“อาจาระบริสุทธิ์ ไม่ให้มีออกมาในกลุ่ม”

อ้าง. ตอบอธิบาย เจตสิก ✔
นานาโอเค
His Siamese Majesty's Government

Web | Nov 30, 10:19AM
ประเด็นศึกษาข้อมูล และ งานวิจัยสาธารณะ, Bangkok,
Thailand +66

วันพุธที่ 30 ตุลาคม ค.ศ. 2018 9 นาฬิกา 10 นาที 28 วินาที UTC+7
อธิบาย
ลำดับที่ 50

“การประพฤติ
อย่างชนิดที่เรียกว่า อาจาระบริสุทธิ์ ไม่ให้มีออกมาในกลุ่ม
........................ ซึ่งผู้อนุมัตินั้น ผู้ดูแล บ้างก็เขว
หาเรื่องออกทางเลว นั้น ถี่ และบ่อยเกิน คือทางหยาบนั้น ได้ระบายออกแล้ว
ก็ไม่จบ จะหาโพสต์หรือหาเรื่องชนิดต่ำนั้นกลับมาอีก ไม่เข้ากันกับวัด
หรือสถานพำพักที่อุปมาว่า เป็นของสมเด็จพระสังฆราช
และราชทูตของในระดับประเทศ จะออกดูแลต่อเรื่องเหล่านั้น ให้ด้วยความเร้นลับ
มาเกี่ยวมาทำให้ได้ เพราะว่า เป็นทางเฉพาะ อันไม่ให้เกี่ยวแก่กันได้
หากยังทำไม่ค่อยถูกค่อยตรงแก่อุปมาบทของสถานที่ แล้ว”

“จะได้คิดแปรไปเรื่อย
จะให้จบทางดีนั้น เหมือนว่า ยาก จะไม่จบ เพราะไม่หามาตรฐานเอามาใส่กัน
อันอ้างสมกันบ้างกับชื่อ ที่อยู่ และคนสำคัญแก่หน้าที่ ที่ได้ยกไว้แล้ว,
เราควรเห็น เหมือนว่า จะโพสต์อย่างนั้น ตอบเจ้าตอบนาย
ตอบพระคุณของพระบรมกษัตริย์เจ้า หรือตอบแก่พระพุทธเจ้า พระองค์ข้างโน้น
กับข้างหน้า จะให้ถึงที่สุด หรือตอบประชุมบทนานาชาติแก่โลกของเรา
อย่างที่จะไม่ไกลเกินจากสาระ ของสังคมหมู่มาก เช่นนั้น
ให้ออกโพสต์อย่างนั้นที่กระทำกันมา จะเป็นไปได้อย่างไร ฉะนั้น
จากนี้ต่อไปแล้ว เห็นกันมานานแล้ว ไม่อาจแปรกันดียิ่ง ๆ ขึ้น
จนไปในทางดีขึ้นได้ ฉะนั้น บัดนี้ จึงควรต้องเข้าตัดสิน รอนสิทธิ์
และความสามารถในการโพสต์ได้ ออกไปให้หมด เพื่อว่า ความเดือดร้อน
และความหยาบเช่นนั้น จะได้ ไม่ต้องกำเริบ”

“ต่อทาง
และบทสรุปของกลุ่ม ตามหน้าที่เฉพาะแต่ที่ประเสริฐแล้ว
แล้วจึงจะได้เบาลงจากทุกข์อันไม่ใช่หน้าที่ ออกไปได้ เช่นนี้ จึงประกาศ
ขอให้ทุกแห่ง จงรู้ตามประกาศโดยย่ออย่างนี้ก่อน ไว้เป็นอันดับแรก”

“ซึ่ง
การพาคน ให้คืนกลับจำนวน ในที่ได้ดำเนินการเป็นมา เมื่อหาเหตุผล
และการแก้ตัวต่าง ๆ ไว้ได้แล้ว เช่นนั้น ก็จะต้องกระทำไป, ในทางประเทศเรา
ในทางราชการ เราก็ควรดูไปตามแต่แค่ที่มีประกาศแล้วบ้างเท่านั้น
ถึงในโลกด้วย เพราะในรายละเอียด เราก็ไม่รู้ว่าจะทำตามอะไร หรืออาจให้คิด
ให้ต้องสงสัยอะไร, เพราะคดี ตามคติของเราเอง หรือใครเองนั้น
เป็นคติชาย-หญิง ในโลกทุกแห่ง ฉะนั้น หากจะคิดเห็นการงาน
ที่เป็นประการจะจรรโลงตน ต่อความรู้แจ้งเห็นจริง จนเป็นไปในภพ
เป็นไปในสิ่งละอัน พันละน้อย ก็พึงสงสัยลงในกลุ่มตัวอย่างนั้น ๆ
ซึ่งเราได้กระทำไปแล้ว”

“พระจันทร์ พระอาทิตย์ ดวงดาว ของใคร ๆ
ก็จะต้องแล้วแต่ใจของคนนั้นเอง ตามแต่ความตกลงตรงกลาง
ระยะเวลาหลายพันปีมานี้ เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ เพราะวันแรกของความรู้
มาถึงวันสุดท้ายอยู่ที่เรา สรุป สรุปว่า มีได้ 7 วาระ
ถึงความรู้ที่ได้มาดีแล้ว จวบตลอดกาลปัจจุบัน ก็คือ วัน ปี เดือน
ที่เคลื่อนผ่าน เป็นประการ นาฬิกา มาทุกวัน ๆ
เป็นความรู้ด้วยให้มีใจในการจบลง อยู่ที่ตัวเรา ตนเองของใครอย่างไร ๆ
ก็จงให้จบลงไปตรงนั้น, คือหากว่า ไม่จบลงตรงชาย-หญิงแล้ว ก็ต้องจบลงไป
ในสรรพสิ่ง และสรรพสัตว์ ตามวาจาของเทพาคารม ต่างๆ  ที่กล่าวไว้แล้วบ้าง
ถึงคำที่พระพุทธเจ้าตรัส ว่า “สัพเพสุ ภูเตสุ” สัตว์ก็ดี สิ่งของก็ดี
มีแต่เท่านี้ เท่านี้”

“อย่างนั้น ก็จำพึง คนจะต้องเห็นว่า
ปรมาณูเป็นสิ่งของ หรือเทวดาเป็นสิ่งของ ก็จะต้องย้อนกลับไป ว่า ปรมาณู
อาจเรียกว่า สัพเพ เทวา นั้น เพราะเป็นสัตวะอาศัยอยู่ในปรมาณู
จึงจะพึงเรียกว่า ภูเต, ฉะนั้น วาทะจะพึงกล่าวต่อไป ว่าเป็น ว่าจะพึงเป็น
มหาภูเต เป็นรูปอยู่ ก็ได้”

“เพราะว่า เป็นมาโดยการปรมาณู,
แต่เรื่องดังนี้ ไม่ได้ให้คิดวาดหวังลงไปในเทวดา อันจะต้องให้กราบกันอยู่
เพราะเทวดาไม่ได้สำคัญไปกว่าพระพุทธเจ้า โดยทั้งหมดแล้ว เรื่องก็บอกอยู่เอง
ลงแต่จำนวน 8 คล้องนัยกัน กับเรื่องดั่งนั้น จบเป็นวาทะ, เทวะ อย่างนั้น
จึงกระทำให้คิดคืบไป ลงในความ ของพระพุทธชิโนรส พระองค์ที่ 8 บ้าง,
ซึ่งในตำรานั้น ๆ ต่าง ๆ ยังไม่บอกชื่อจะกล่าวให้ได้
เป็นแต่แค่รู้มาทั้งหมดว่า พระพุทธเจ้า เป็นดั่งพระฤๅษี พระองค์ที่เจ็ด
ของยุคสมัยทางตัวเลข แบบ 7! ของเราทั้งหมด ปัจจุบัน กระทั้งชื่อพระพุทธบุตร
โดยเสด็จดำเนินตาม สำเร็จแล้ว ทั้ง 7 พระองค์ ก็ปรากฏ ที่พึงอุปมาสารูปว่า
ว่าเป็นดั่งเงา ตามเสด็จ สำเร็จแก่การเป็นที่พึ่งแล้ว
ได้เป็นที่พึ่งแล้วอยู่”

“หลวงปู่ สำเร็จธรรม ธรรมสำเร็จแก่หลวงปู่
ชื่อว่า หลวงปู่ ชื่อไม่ได้คล้อยออกจากความหมายของพระไตรปิฎก ต่าง ๆ เพราะว่าโดย
สัพเพฯ ซึ่งเป็นศาสตร์ของพระมหามนู ธรรมศาสตร์ ในแถบนี้ของเรา เป็นแบบ 7
อันดั่งนี้ พ้องถึง ถึงคนจะตีความ คงตีความว่าเป็นสำนวน อาจว่าได้ คือหมายความว่า มี
7! สรุป! มี 8 เพราะข้อสรุปนั้น เป็นอีกประการ 1 จึงรวมเป็น 8 อย่างด้วยกัน
จากนั้น วาทะ ว่า 8 ก็เกิดขึ้น, และว่า เมื่อมี 8 ข้อ ได้มีข้อสรุป
เป็นได้ อีก 1 ข้อ จากนั้นจึงรวมเป็น 9 อย่างด้วยกัน ไปเรื่อย ๆ ดังนี้
เป็นความของวิชาเลข คำนวณนับ ให้ทวนกันออกไปอย่างนั้น บางที่แล้ว
จึงเราต้องย้อนคิดเข้ามาว่า 8 ข้อนั้น เพราะว่าท่านกล่าวถึง 7 อย่าง
อันรวมสรุป อันซึ่งเป็นคำ ๆ ที่ตัวจะไม่พอ พ้องกันกับการนับถือแก่บทการสรุป
ที่ซึ่งจะนับถือกันเป็นวาทะ เนื่องลงประการ ที่จะต้องเป็นให้จริง
ตามบทของพระมหามนูธรรมศาสตร์ ในโลกเราทางแถบนี้ บ้าง
บางครั้งจึงจะต้องถือเอาข้างปฏิโลม แล้วจึงเห็นแก่บท ถึงบท
ตามอันที่ตนจะพึงกระทำออกไปได้”

นานาเยี่ยม
Decode พิษณุโลก พล, Phitsanulok PLK, 65
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่