JJNY : ไม่ได้มีแค่จีน!อีก5ประเทศทัวริสต์เมินเที่ยวไทยดันอำนาจอ่อนฯ/ชงอัดช็อปช่วยชาติ2ปีซ้อนซื้อ3รายการไม่เกิน1.5หมื่นบ.ฯ

กระทู้คำถาม
ไม่ได้มีแค่จีน! อีก 5 ประเทศ ทัวริสต์เมินเที่ยวไทย ดันอำนาจอ่อนฟื้นฟู
https://www.thairath.co.th/content/1428710

เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในวงการท่องเที่ยวไทยที่ระส่ำหนักและรัฐบาลยังคงพยายามหาหนทางให้กลับมาเหมือนเดิม จากเดิมที่ประเทศไทยคือเป้าหมายอันดับต้นๆ ของนักท่องเที่ยวจีน และชาวต่างชาติหลายๆประเทศ แต่ตลอดช่วงกลางปีเป็นต้นมา มีข่าวร้ายกระทบการท่องเที่ยวไทยมาต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกับ “นักท่องเที่ยวจีน” นับต้ังแต่เดือน 5 ก.ค.2561 หลังเกิดโศกนาฏกรรมเรือล่มที่อ่าวภูเก็ต จนมีนักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิตสูงถึง 47 ราย บาดเจ็บ 37 ราย ส่งผลนักท่องเที่ยวจีนทรุดฮวบอย่างน่าใจหายมากว่า 5 เดือน ทำหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งไกด์ บริษัทนำเที่ยว สายการบิน โรงแรม รถบัส ทัวร์นำ ร้านค้าขายของ ผู้ประกอบการสถานที่ท่องเที่ยว รวมถึงรัฐบาล ตั้งรับไม่ทัน กับรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนลดลง

กลายเป็นวิกฤติที่ทุกหน่วยงานต่าง “มืดแปดด้าน” กับมาตรการฟื้นฟูตลาดท่องเที่ยวไทยจากคนจีน แม้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ระดมปล่อยแคมเปญต่างๆ กู้ชีพ ทั้งจัดเต็มออกมาตรการ 3 วีซ่าพิเศษ เข้าได้ 2 หน ออกเที่ยวประเทศเพื่อนบ้านแล้วกลับมาใหม่ได้ และเพิ่มจำนวนครั้งยกเว้นวีซ่า ระดมห้างลดราคาสินค้าแบบมโหฬาร และมีพื้นที่คืนแวตบนห้าง อีกทั้งยกเว้นค่าวีซ่า VOA เริ่ม 15 พ.ย.2561-13 ม.ค.2562

แต่กระนั้นภาพรวมการท่องเที่ยวของต่างชาติ รวมถึงจีนก็ยังซบเซาอยู่ ซ้ำร้ายจากสถิตินักท่องเที่ยวตั้งแต่ ม.ค. - 20 พ.ย 61 ของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ซึ่งมีสมาชิกเป็นบริษัทนำเที่ยว 1,580 บริษัท นำนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศไทย พบว่านอกจากจีนแล้วยังมีนักท่องเที่ยวอีก 5 ประเทศทั่วโลกมาเที่ยวไทยลดลง

นับเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่งว่า เมืองไทยเรา “สิ้นเสน่ห์มนตร์ขลัง” แล้วกระนั้นหรือ? อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีน และทั่วโลกเมินหน้าหนีจากประเทศไทย จากที่เคยหลั่งไหลมาเที่ยวชนิดหัวกระไดไม่เคยเหือดแห้ง กลับทรุดตัวลง แล้วพวกเขาหันไปเที่ยวประเทศใด
ย้อนรอยทัวร์จีนดิ่งเหว 5 ปฐมเหตุดราม่าข้ามประเทศ


ก่อนอื่นทีมข่าวฯ ขอไล่เรียง ข่าวร้ายๆ ที่เคยเกิดขึ้น ส่อเค้าสร้างความสั่นคลอน ลดความเชื่อมั่นในการเที่ยวไทยที่เกิดกับนักท่องเที่ยวจีน น่าจะเริ่มตั้งแต่ เมื่อต้นเดือน พ.ค. 61 กรณี 2 สาวไทย แขวนพวงมาลัยให้นักท่องเที่ยวจีนตอนขึ้นรถทัวร์ลานจอดรถ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ สนามบินดอนเมือง ด้วยสีหน้าที่บึ้งตึง ไม่ยิ้มแย้ม แต่ฝืนยิ้มเฉพาะตอนถ่ายรูปเป็นที่ระลึก จนทำให้ชาวจีนทำคลิปล้อเลียนพฤติกรรมจนว่อนเน็ต

ต่อมาเมื่อ 5 ก.ค. 61 เกิดโศกนาฏกรรมเรือฟินิกซ์ล่มที่ จ.ภูเก็ต ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนเสียชีวิต 47 ราย และได้รับบาดเจ็บ เหตุสลดครั้งนี้กลายเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้าย โดยเฉพาะญาติผู้ประสบเหตุ แม้จะกู้ซากเรือขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้สาเหตุเรือจมอย่างแท้จริง อาจทำให้นักท่องเที่ยวจีนเริ่มไม่มั่นใจในความปลอดภัย หากมาเที่ยวไทยหลังเกิดเหตุสื่อจีนได้ประโคมข่าวประเทศไทยในเชิงลบต่อเนื่อง โดยพาดหัวข่าวใหญ่โตว่าประเทศไทยไข้เลือดออกระบาดตาย 69 คน ซ้ำเติมการท่องเที่ยวไทยให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก

แต่อีกเกือบ 2 สัปดาห์ เกิดเหตุสลด เด็กน้อยชาวจีนวัย 6 ขวบ ถูกรถบัสท่องเที่ยว ถอยทับศีรษะ เสียชีวิตคาที่ระหว่างท่องเที่ยวในวัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 61 และอีก 2 เดือนต่อมาในเดือน ก.ย. เพียงเดือนเดียวเกิดเหตุกับคนจีนถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกในวันที่ 21 ก.ย. 61 เมื่อสาวจีนวัย 28 ปี มาเที่ยวคนเดียว ประสบภัยจมน้ำเสียชีวิตที่น้ำตกโตนงาช้าง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และอีกเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 61 คนจีนนับล้านไม่พอใจหลังหนุ่มจีน เพื่อนร่วมชาติโพสต์คลิปฉาวถูก รปภ. สนามบินดอนเมืองตบหน้า หลังถูกปฏิเสธห้ามเข้าไทย

อดีตทูตไทยประจำจีน แนะเตรียมพร้อมฟื้นฟูท่องเที่ยวไทย เจาะกลุ่มชนชั้นกลาง 250 ล้านคน

ผลพวงจากเรื่องราวร้ายๆ เหล่านี้เอง ทำให้การท่องเที่ยวของคนจีนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย คือ ปลอดภัย มีระเบียบ คุณภาพดี มีกำไรและมีมรรยาท และยอดนักท่องเที่ยวจีนในไทยลดลงๆ ต่อเนื่อง แล้วจะมีหนทางใดให้ได้ใจนักท่องเที่ยวจีนเช่นเคย เพื่อให้เข้าใจความต้องการของคนจีน ผู้ที่จะมาช่วยชี้แนะช่องทางได้ดี คงเป็นใครไม่ได้นอกจาก

นายวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า น่าเสียใจมากกับเหตุการณ์เรือจมในภูเก็ต เป็นประเด็นของการหละหลวมการใช้กฎหมายที่จะประกันความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวจีน ตอนหลังพอเกิดสงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน ความสัมพันธ์จีนกับญี่ปุ่นดีขึ้นมาก ทำให้นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอันดับหนึ่ง แต่ยังมั่นใจว่าคนจีนยังนิยมเที่ยวไทย และเชื่อว่าเรื่องความสัมพันธ์ไทยจีนจะมีอย่างยั่งยืน ต้องมีความร่วมมือหลายฝ่าย

ผมคิดว่าโดยทั่วไปคนจีนยังนิยมคนไทย แต่ขอให้เรารักษาตลาดให้ดีไว้ อย่าเห็นเป็นของตายเกินไป หน่วยงานท่องเที่ยวต้องมีเอกภาพ ผมคิดว่าอันนี้มีความสำคัญ จริงๆ แล้วในแถวอาเซียนประเทศอื่นก็มีชายหาด ภูเขา แต่จุดเด่นของเราที่ต้องรักษาให้ดี ก็มีทางด้านวัฒนธรรม ความเป็นคนไทย การให้ข่าวอย่างเป็นเอกภาพ ไม่ให้เกิดความเสียหาย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ปัจจุบันประเทศจีนมีประชากรอินเทอร์เน็ต กว่า 800 ล้านคน โซเชียลมีเดีย เพราะฉะนั้นถ้ามันมีเหตุอะไรไปอย่างทั่วถึง ลามไปทั่ว ต้องระวังที่ทุกภาคส่วนที่ต้องช่วยกัน นายวิบูลย์ชี้แนะ

และอดีตเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวเพิ่มด้วยว่า จีนมีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 800 ล้านคน โดยแบ่งเป็นชนชั้นกลางที่ประมาณ 250 ล้านคน เป็นกลุ่มสำคัญที่กำลังเติบโต เพราะมีการตั้งเป้าว่าในปี 2049 ชนชั้นกลางเหล่านี้จะต้องเกินครึ่งหนึ่งของประชากร และชนชั้นกลางก็ให้ความสนใจโซเชียลมีเดียอย่างมาก แนะว่าควรผลักดันอำนาจอ่อน (Soft Power) ดังนั้น จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยที่ต้องเตรียมพร้อม และหาทางเข้าถึงคนกลุ่มนี้ให้ได้ เพราะชนชั้นกลางเหล่านี้สนใจทุกอย่างที่ไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือเศรษฐกิจ เช่น ผลไม้ไทย อาหารไทย ละครไทย

ไม่ได้มีแค่จีน เปิดรายชื่ออีก 5 ประเทศ เมินเที่ยวไทย

สำหรับสถิติตัวเลขยอดนักท่องเที่ยวตั้งแต่เดือน 1 ม.ค. - 20 พ.ย. 61 ลดลงมากน้อยเพียงไรนั้น ทีมข่าวฯ ได้รับข้อมูลจากสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว หรือแอตต้า (Association of Thai Travels Agents/ ATTA) ซึ่งเป็นสถิติจำนวนนักท่องเที่ยวที่เก็บรวบรวมมาจาก บริษัททัวร์ที่เป็นสมาชิกของ ATTA ทั้งสิ้น 1,580 บริษัท ที่มาแจ้งใช้บริการรับนักท่องเที่ยว ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และดอนเมือง

พบว่ามีนักท่องเที่ยวทั้งหมด 15 ประเทศที่เดินทางมาไทย ตามลำดับจำนวนมากไปหาน้อย ดังนี้ จีน, เวียดนาม, อินเดีย, เกาหลี, ญี่ปุ่น, รัสเซีย, อินโดนีเซีย, อังกฤษ, ไต้หวัน, ฮ่องกง, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สเปน, มาเลเซีย และอเมริกา ซึ่งทั้ง 15 ประเทศนี้ เมื่อเปรียบเทียบสถิติกับปี 60 แล้ว พบข้อมูลที่น่าตกใจ เพราะนอกจากนักท่องเที่ยวจีนลดลงแล้ว โดยในปี 60 เข้ามาไทย 3,459,509 คน และ ปี 61 เข้ามา 2,864,779 คน ลดลง -6.42 ยังมีอีก 5 ประเทศ ดังนี้

- เกาหลี ในปี 60 เข้ามาไทย 281,409 คน และ ปี 61 เข้ามา 216,431 คน ลดลง -11.78

- รัสเซีย ในปี 60 เข้ามาไทย 169,251 คน และ ปี 61 เข้ามา 112,888 คน ลดลง -21.79

- เยอรมนีในปี 60 เข้ามาไทย 54,389 คน และ ปี 61 เข้ามา 44,698 คน ลดลง -6.49

- มาเลเซีย ในปี 60 เข้ามาไทย 37,909 คน และ ปี 61 เข้ามา 27,780 คน ลดลง -8.46

อเมริกา ในปี 60 เข้ามาไทย 32,816 คน และ ปี 61 เข้ามา 26,582 คน ลดลง -6.76


จากข้อมูลดังกล่าว ไตรมาสสุดท้ายของปี 61 (พ.ย., ธ.ค., ม.ค.) ช่วงไฮซีซั่น ส่งผลให้การจองทัวร์หายเกินครึ่งหรือไม่นั้น นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยกับทีมข่าวฯ ว่า ผลจากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า VOA ก็มีผลในทางจิตวิทยา เกิดผลกระทบเชิงบวก มีลูกค้าจองมาค่อนข้างเยอะ ทำให้เกิดการซื้อขายที่ดีมากขึ้น

จากฐานเดิมที่กำหนดไว้ในช่วง ก.ค. - ต.ค. ตัวเลขตกไป 40 เปอร์เซ็นต์ หลังมีมาตรการวีซ่า ตัวเลขน่าจะกระเตื้องขึ้นมา ถึงแม้จะติดลบก็น่าจะอยู่ในเชิงบวกไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในจีนและอินเดีย ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่

โดยที่ผ่านมาสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนจีน คือ แหล่งที่เป็นธรรมชาติ เกาะแก่ง และเมืองที่ติดทะเล เหตุจากประชากรจีนส่วนใหญ่อยากเห็นทะเลและหาดทรายที่สวยงาม เพราะหลายคนไม่เคยเห็น ปัจจุบันก็หันมานิยมพักแบบโฮมสเตย์เพิ่มมากขึ้น

3 ประเทศ เที่ยวทดแทนไทย เปิดแผนฟื้นฟู ย้ำความปลอดภัย

สำหรับนักท่องเที่ยวจีนในปี 61 ในเดือน ม.ค. - พ.ค. มีจำนวนเพิ่มขึ้นๆ ทุกเดือนจำนวนสามแสนกว่าคนต่อเดือน แต่เริ่มเดือน มิ.ย. เร่ิมมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ กระทั่งเกิดเหตุเรือจมที่ภูเก็ตเมื่อต้นเดือน ก.ค. ยิ่งทำให้ลดอย่างต่อเนื่องทุกเดือนจากสองแสนกว่า เหลือเดือนละแสนกว่าคน นั้น เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า สาเหตุมีหลายปัจจัย อาจจะมีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ และการลด เที่ยวบิน คนจีนและอีก 5 ประเทศหันไปเที่ยวญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง

สำหรับมาตรการฟื้นฟูดึงนักท่องเที่ยวจีน และอีก 5 ประเทศกลับมาเที่ยวไทยให้คึกคักดังเดิม นอกจากมีมาตรการลดค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้ว ด้านความปลอดภัย ภาครัฐดำเนินการร่วมกับภาคเอกชน โดยความปลอดภัยทางน้ำ มีการจัดวางกำลัง และการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นมากกว่าเดิม เพิ่มบุคลากรในสถานที่เที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวคลาคล่ำ รวมทั้งมีมาตรการการตรวจสอบอุปกรณ์ ความพร้อมในการเดินทาง ส่วนนักท่องเที่ยวก็ต้องสวมชูชีพ และรัฐบาลมีมาตรการไทยแลนด์แกรนด์เซลส์ขึ้นทั้งประเทศก็คงทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวก

ด้านผู้ประกอบการเองเมื่อเกิดปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงย่อมมีความกังวล แต่ก็ต้องมีการปรับตัวโดยการหาตลาดใหม่ๆ เพิ่ม และหาโปรแกรมหรือโปรดักต์ใหม่ๆ สู่ตลาด เพื่อสร้างความสนใจ แล้วดึงตลาดกลับมา และต้องรักษาตลาดที่มีอยู่ให้เกิดความประทับใจแล้วไปบอกต่อ ร่วมกับ ททท.และกระทรวงในการออกสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ในต่างประเทศมากขึ้น

“ก็ต้องใช้เวลานิดนึง ในการสร้างความมั่นใจ แต่ผมเชื่อว่าในไม่ช้าก็ทำให้ผู้ประกอบการฝั่งจีน ได้มีการตลาดที่ดีขึ้น ผมคิดว่าไม่เกิน 6 เดือนทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติได้ มาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียมวีซ่า ถ้าเป็นไปได้ อยากให้ภาครัฐพิจารณาในการต่อเวลา ให้ดันไปถึงช่วงสงกรานต์ ก็จะดีมาก ก็จะทำให้สภาวะตลาดฟื้นเข้าสู่ปกติได้เร็วขึ้น”  เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าว

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่