ชีวิตเราจะทำอย่างไรต่อไปดี...?

สวัสดีค่ะ นี่กระทู้แรกเลย อาจจะไม่มีคนเห็นกระทู้เรา หรืออาจจะมีน้อย หรือไม่มีเลย
เราไม่ได้อยากตั้งกระทู้ขึ้นมาเพื่ออ่านเเล้ว เป็นพลังงานลบให้กับผู้อ่านทุกคน
แต่ว่า....เราก็ไม่รู้จะเล่าหรือปรึกษาเรื่องนี้กับใครอย่างไรดี
.
.
ขอเล่าเรื่องชีวิตเราคร่าวๆก่อนจะที่เข้าเรื่องนะคะ
.
ก่อนอื่นเลย...ตอนนี้เราอายุยี่สิบปลายจะสามสิบค่ะ
ชีวิตเราไม่เคยมีปัญหาเลย ทั้งเรื่องงาน เรื่องการเงิน
เราเป็นคนมีเพื่อนน้อยมาก ที่นับได้ก็มีหนึ่งคนค่ะ
.
เราเรียบจบ มาทำงานเป็นสาวโรงงานค่ะ ไต่ระดับตำแหน่งมาเรื่อยๆ เปลี่ยนงานจนมาเป็นที่ปรึกษา
รายได้จากการเป็นที่ปรึกษาตกเดือนละหกหลัก ในบรรดาที่ปรึกษาด้วยกันเราก็เงินเดือนน้อยสุด เพราะอ่อนประสบการณ์
.
เมื่อชีวิตงานประสบความสำเร็จ
ชีวิตทางการเงินก็เลยก้าวกระโดดไปด้วย เพราะเราไปศึกษาการลงทุน
ที่นี้แหละพอเราลงทุนได้ถูกตัว ถูกจังหวะ
เราได้กำไรจากการลงทุนเยอะมาก จนเราตัดสินใจออกจากงานที่ปรึกษาเงินเดือนหกหลัก
.
เราลุย ศึกษา เรื่องการลงทุน จนรายได้แตะหกหลักสม่ำเสมอทุกเดือน
พอหันกลับไปมองญาติพี่น้อง ชีวิตต่างกับเรามาก ถ้าเราได้ดี เราทำได้ เราก็อยากให้คนรอบข้างได้ดีไปด้วยกัน
เราเริ่มให้ญาติๆ คนรู้จัก เริ่มวางแผนการเงิน ให้ดูการลงทุน
แต่สุดท้าย....ทุกคนต่างก็พูดว่า.....ขอฝากเงินให้หล่ะกัน
เราเลยกลายเป็นคนดูแลการลงทุนให้ทุกคน เพราะมันก็ไม่ได้หนักหนาอะไร
.
.
ชีวิตในตอนนี้ดีสุดๆไปเลยค่ะ
เพราะพอทุกคนมีเงิน เวลาไปเที่ยวทริปต่างๆ หรือกินร้านอาหาร เลี้ยงงานวันอะไร เราก็ไม่ต้องจ่ายให้ เพราะทุกคนสามารถจ่ายกันได้แล้ว
ญาติๆ คนรู้จัก มีเงิน ก็เริ่มมีหน้ามีตาในสังคม มีคนอยากรู้จักด้วย เห็นชีวิตทุกคนดี เรามีความสุขมากค่ะ
.
จนเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ที่เราเริ่มมีปัญหาทางการเงินขั้นวิกฤต
การลงทุนที่เราลงไว้มันขาดทุนหนัก เเล้วคนที่ฝากเงินไปลงทุนกับเราก็มาบีบจะเอาเงินคืน
.
ซึ่งทุกคนที่ฝากเราลงทุน ได้เงินทุนคืนกันไปหมดแล้ว บวกกำไรกันไปมากโขเลย
แต่คนก็ยังอยากได้ส่วนที่คิดว่าจะต้องได้อยู่ดี
.
สุดท้าย.....เราตัดปัญหา โดยการให้เงินกับทุกคน
ให้ชนิดที่ว่า เราเหลือเงินติดบัญชีแค่ สี่พันกว่าบาทกับเงินสดอีกสามหมื่นกว่าบาท
มาย้อนคิดตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว ถ้าไม่ให้ก็จบ พอร์ตก็ดูกันเอง เบิกจ่ายเงินก็ได้กัน แต่พอขาดทุน ก็มาว่าเราว่าไม่น่ามาแนะนำให้ซื้อตัวนี้ๆ
ไม่งั้นชีวิตคงไม่มาสุดขนาดนี้
.
จากที่เราเคยใช้ชีวิตสบายๆ ไปเที่ยวต่างประเทศประจำ พักห้าดาวตลอด
แต่ตอนนี้เราไม่เหลืออะไรเลย
.
.
จากวันนั้นจน ณ ขณะนี้ เรามีเงินเหลือติดบัญชี สองพันหกร้อยเก้าสองบาท เงินสดเหลือ แปดสิบหกบาทห้าสิบสตางค์
โรงงานของเราที่ตั้งใจว่าจะให้เป็นกิจการตกทอด ตอนนี้ปิดไปแล้ว
เพราะไม่มีเงินหมุนเวียน ก็ขาดแหล่งผลิตเงินให้เราไป
ที่ผ่านมามีเงินเดือนจ่าย ก็มาจากการที่เราขายทุกอย่างออกไป  
แต่ก็ยังดี...ตอนนี้เหลือกระเป๋าเเบรนด์เนมใบสุดท้าย
.
.
ที่จริงเมื่อเดือนกันยา เราคงตายไปแล้วเพราะเราคิดจะฆ่าตัวตายจริงๆ
เราคิดว่า...เราจะใช้เงินที่เหลือให้หมด
เราสั่งอาหารที่ดีที่สุดมาทานกันในครอบครัว
เรากวาดบ้าน จัดเก็บของให้เป็นระเบียบ
เรากำลังจะทิ้งชีวิตตัวเองไปซะ
.
แต่เราก็นึกขึ้นได้ว่า....แล้วใครจะเลี้ยงดูแลพ่อแม่เรา เพราะเขาอายุมากแล้ว พวกเขาแก่มากแล้ว
กระเป๋าเเบรนด์เนมถ้าเอาไปขาย คงอยู่ได้แค่ไม่กี่เดือน ปันผลจากหุ้นอีกเล็กๆน้อยๆ
ที่เราเอาทองไปขาย แล้วมาซื้อเก็บไว้ พวกเขาจะอยู่ยังไง ถ้าเราชิงตายไปซะก่อน
ถ้าไม่มีชีวิต ก็ไม่มีอะไรเลย
พอคิดได้...ก็แบบนี้แหละ เราถึงยังมีชีวิตอยู่
.
.
ตอนนี้ที่มีชีวิต ก็เพราะหน้าด้านอยู่ ตลอดเกือบ 4 เดือน ไม่มีรายรับเลยสักบาทเดียว
บิลทวงหนี้ เจ้าหนี้ ธนาคาร จดหมายกองเต็มไปหมด
.
.
มันทำให้เราคิดได้เลยว่า ....คนไม่มี มันก็ไม่มีจริงๆนะ
น้ำหนักตัวที่เกือบร้อย ตอนนี้เลขสี่ได้นำหน้าแล้ว
.
เราเริ่มสร้างตัวก็มาจากเงินที่ได้จากการทำงาน
แต่ตอนนี้ เราใกล้สามสิบแล้ว....จะมีใครรับทำงานหรือเปล่า
ย้อนกลับมามอง เราไม่มีคอนเนคชั่นที่ไหนเลย ที่มีก็หันหลังให้เราหมด
.
เงินคือสิ่งรับประกันความปลอดภัยในชีวิต ที่ชาวยิวกล่าวคงจะเป็นจริง
เราไม่มีเงินที่จะไปต่อยอดเงินให้มันเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
.
.
เราไม่เหลืออะไรแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปดี...

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 5
หนี้ก็ไม่มี สุขภาพก็ดีขึ้น น้ำหนักลดลงแล้ว อายุก็ยังไม่ถึง 30.... มรสุมชีวิตตรงไหนเนี้ยะ?
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่