เราทำงานในองค์กรหนึ่ง เป็นองค์กรที่รู้จักกันเฉพาะกลุ่มก่อสร้างเท่านั้น
บริษัทมีโลโก้สีแดง บริษัทมีนโยบายที่รับพนักงานเพิ่ม จึงรับน้อง 1 คนเข้ามา
น้องคนนั้นเป็นผู้ชาย โดย story ของน้องคือ ผมทำงานโน้น นี่นั่นได้
ผมทำงานกับองค์กรชื่อว่า G....U.... ทำกับองค์กร Mo... G..
สร้าง story ไว้เยอะมาก ทั้งดูแลเฟสบุ๊ค
ออกแบบกราฟิกได้โดยไม่ได้เรียนโปรแกรมมา
ผมเรียนรู้เองทุกอย่าง และที่สำคัญคือ ผมทำได้หมดทุกอย่างครับ
เรา...ซึ่งเป็นคนพิจารณา กับพี่อีกคนนึง
ให้ทดสอบเรื่องงานออกแบบ น้องก็แค่ทำได้ แต่ไม่ได้ดี
แต่พี่อีกคนชอบเพราะมองว่าน้องน่าจะทำงานกับเค้าได้
จึงตกลงกัน คือ..รับน้องเข้ามาทำงาน
แต่ยิ่งอยู่ยิ่งแย่
ไม่รับฟัง ในการสอนงาน (สอนไปแล้วไม่เข้าหัว ทำออกมาคนละแบบกับที่สอน)
ไม่รับฟัง ในการสอนเรื่องมารยาท
มารยาท ไม่มีพูดแทรกเวลาคนอื่นคุยงานกัน
พยายามโชว์ว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ทั้งๆที่คนอื่นเก่งกว่า
ทำผิดไม่รับผิด (ทำของที่ออฟฟิตหาย แล้วโทษคนอื่น )
ไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติม ทำว่าตนเองคือน้ำเต็มแก้วแล้ว
มองโลกในแง่ร้าย เหตุการ์ณ จริง
..คนตาบอดเดินมา ทางน้อง โดยคนตาบอดมีไม่คำนำทาง
น้องพูดว่าพี่ผมรู้เค้าไม่ได้ตาบอดจริงหรอก เค้าพยายามเดินมา
ทางผม ให้ผมใส่เงินให้เค้า ซึ่งผมไม่ใส่หรอก เพราะเค้าจงใจเดินมาทางผม
ส่วนตัวเราผู้เห็นตุการณ์ ไม่ได้เป็นจริงตามที่น้องพูด คนตาบอด คือเค้าตาบอดจริงคะ
💢💢💢💢💢💢💢💢💢💢💢
น้องชอบเล่า Story เรื่องราวที่ตนเองเหมือนจะรู้ แต่ความเป็นจริงแล้วคือไม่รู้เรื่อง
หากถามคำถามลึกกว่านั้น
ให้น้องทำงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูง น้องกลับทำไม่ได้
และต้องแก้ไขสถานการณ์แทนน้องพร้อมทั้งโดนทางผู้ใหญ่ว่า
การจัดซื้อของ น้องไม่เคยเช็คงาน พอซื้อของมาแล้วใช้งานไม่ได้
ทำให้องค์กรสูญเสียเงินโดยใช่เหตุ และอื่นๆอีกมากมายที่น้องกระทำไว้
คนในฝ่ายเคย สอนน้อง เคยพูดกับน้องให้ปรับและแก้ไข
มีคแม้กระทั่งหวังดี บอกเกี่ยวกับการที่น้องกระทำผิด พร้อมบอกวิธีแก้ไข
น้องไม่เคยรับฟัง ตัวอย่าง...
เรา : แก จำไว้ด้วยนะ คือ ถ้าเค้าคอมเม้นไรมา แกควรรับฟังไว้ก่อน
แล้วเอามาปรับให้มันดีที่สุด
น้อง : ส่งสติ๊กเกอร์ กระต่าย และเป็ดหาวมาให้
เรา คิด ใน ใจ เราไม่น่าเตือนน้องเลย
ณ ตอนนี้ หัวหน้าเราคุยกับทาง Hr เพื่อที่จะให้น้องออกจากองค์กร
เพราะน้องไม่มีความสามารถที่จะทำงานต่อไปได้
ทั้งฝ่ายเรารู้กันหมดเพราะหัวหน้าเราต้องขอความคิดเห็นจากทุกคน
ซึ่งทุกคน ไม่มีใครโอเคร จึงเห็นสมควรให้น้องออกจากงาน
แต่สิ่งที่น้องมาพูดกับทุกคนคือ พี่ผมจะ ออกจากงาน ผมคิดดีแล้ว
ผมคิดว่าผมจะไปบวช และทุกคนก็หวังดีกับน้องจึงมี
พี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของตัวเอง และกำลังจะสอนน้องต่อ
แต่ น้องกลับเปลี่ยนเรื่องไม่ฟัง ไม่รับฟังข้อผิดพลาด ที่ตนเองทำไว้
เราก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไรกับน้องคนนี้อีกเลย ได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม
และการกระทำของน้องไป ...คนแบบนี้มีอยู่จริงนะคะ... ไม่เคนคิดว่าจะเจอ
🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆
......สิ่งที่ต้องการ จะบอกคือ เราอยากให้ทุกคนที่พึ่งเคยคัดสรรพนักงาน
เข้าองค์กรทุกคน ควรที่จะเช็คประวัติให้ดีๆ ถ้าเจอคนลักษณะตามที่บอก
ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน ให้โทรกลับไปหาบริษัทที่น้องเคยทำก่อน
เพื่อตัวของท่าน และองค์กรของท่านเอง
ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือ งานที่น้องทำไว้ โดยทำแค่ส่งๆไม่ใส่ใจ
เราต้องแก้งานแทน ตอบคำถามที่เราเคยสอนน้องไปแล้ว (น้องไม่จดข้อมูลที่เราสอนไว้)
เราคง โง่เอง ที่หลงเชื่อ แค่คำพูดที่สวยหรู แล้วโง่ซ้ำซาก คือให้น้องผ่านโปร
ตอนนี้คือต้องมารับผิดชอบทุกอย่าง...ฝากเป็นข้อคิดเตือนใจหลายๆ คนด้วยนะคะ
น้องร่วมงาน ที่ไม่รับฟัง โม้เก่ง สร้าง story เยี่ยม
บริษัทมีโลโก้สีแดง บริษัทมีนโยบายที่รับพนักงานเพิ่ม จึงรับน้อง 1 คนเข้ามา
น้องคนนั้นเป็นผู้ชาย โดย story ของน้องคือ ผมทำงานโน้น นี่นั่นได้
ผมทำงานกับองค์กรชื่อว่า G....U.... ทำกับองค์กร Mo... G..
สร้าง story ไว้เยอะมาก ทั้งดูแลเฟสบุ๊ค
ออกแบบกราฟิกได้โดยไม่ได้เรียนโปรแกรมมา
ผมเรียนรู้เองทุกอย่าง และที่สำคัญคือ ผมทำได้หมดทุกอย่างครับ
เรา...ซึ่งเป็นคนพิจารณา กับพี่อีกคนนึง
ให้ทดสอบเรื่องงานออกแบบ น้องก็แค่ทำได้ แต่ไม่ได้ดี
แต่พี่อีกคนชอบเพราะมองว่าน้องน่าจะทำงานกับเค้าได้
จึงตกลงกัน คือ..รับน้องเข้ามาทำงาน
แต่ยิ่งอยู่ยิ่งแย่
ไม่รับฟัง ในการสอนงาน (สอนไปแล้วไม่เข้าหัว ทำออกมาคนละแบบกับที่สอน)
ไม่รับฟัง ในการสอนเรื่องมารยาท
มารยาท ไม่มีพูดแทรกเวลาคนอื่นคุยงานกัน
พยายามโชว์ว่าตนเองเก่งกว่าคนอื่น ทั้งๆที่คนอื่นเก่งกว่า
ทำผิดไม่รับผิด (ทำของที่ออฟฟิตหาย แล้วโทษคนอื่น )
ไม่มีการเรียนรู้เพิ่มเติม ทำว่าตนเองคือน้ำเต็มแก้วแล้ว
มองโลกในแง่ร้าย เหตุการ์ณ จริง
..คนตาบอดเดินมา ทางน้อง โดยคนตาบอดมีไม่คำนำทาง
น้องพูดว่าพี่ผมรู้เค้าไม่ได้ตาบอดจริงหรอก เค้าพยายามเดินมา
ทางผม ให้ผมใส่เงินให้เค้า ซึ่งผมไม่ใส่หรอก เพราะเค้าจงใจเดินมาทางผม
ส่วนตัวเราผู้เห็นตุการณ์ ไม่ได้เป็นจริงตามที่น้องพูด คนตาบอด คือเค้าตาบอดจริงคะ
💢💢💢💢💢💢💢💢💢💢💢
น้องชอบเล่า Story เรื่องราวที่ตนเองเหมือนจะรู้ แต่ความเป็นจริงแล้วคือไม่รู้เรื่อง
หากถามคำถามลึกกว่านั้น
ให้น้องทำงานที่ต้องใช้ความรับผิดชอบสูง น้องกลับทำไม่ได้
และต้องแก้ไขสถานการณ์แทนน้องพร้อมทั้งโดนทางผู้ใหญ่ว่า
การจัดซื้อของ น้องไม่เคยเช็คงาน พอซื้อของมาแล้วใช้งานไม่ได้
ทำให้องค์กรสูญเสียเงินโดยใช่เหตุ และอื่นๆอีกมากมายที่น้องกระทำไว้
คนในฝ่ายเคย สอนน้อง เคยพูดกับน้องให้ปรับและแก้ไข
มีคแม้กระทั่งหวังดี บอกเกี่ยวกับการที่น้องกระทำผิด พร้อมบอกวิธีแก้ไข
น้องไม่เคยรับฟัง ตัวอย่าง...
เรา : แก จำไว้ด้วยนะ คือ ถ้าเค้าคอมเม้นไรมา แกควรรับฟังไว้ก่อน
แล้วเอามาปรับให้มันดีที่สุด
น้อง : ส่งสติ๊กเกอร์ กระต่าย และเป็ดหาวมาให้
เรา คิด ใน ใจ เราไม่น่าเตือนน้องเลย
ณ ตอนนี้ หัวหน้าเราคุยกับทาง Hr เพื่อที่จะให้น้องออกจากองค์กร
เพราะน้องไม่มีความสามารถที่จะทำงานต่อไปได้
ทั้งฝ่ายเรารู้กันหมดเพราะหัวหน้าเราต้องขอความคิดเห็นจากทุกคน
ซึ่งทุกคน ไม่มีใครโอเคร จึงเห็นสมควรให้น้องออกจากงาน
แต่สิ่งที่น้องมาพูดกับทุกคนคือ พี่ผมจะ ออกจากงาน ผมคิดดีแล้ว
ผมคิดว่าผมจะไปบวช และทุกคนก็หวังดีกับน้องจึงมี
พี่คนนึงพูดขึ้นมาว่า ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำของตัวเอง และกำลังจะสอนน้องต่อ
แต่ น้องกลับเปลี่ยนเรื่องไม่ฟัง ไม่รับฟังข้อผิดพลาด ที่ตนเองทำไว้
เราก็เลยไม่รู้จะพูดอย่างไรกับน้องคนนี้อีกเลย ได้แต่ปล่อยให้เป็นไปตามกรรม
และการกระทำของน้องไป ...คนแบบนี้มีอยู่จริงนะคะ... ไม่เคนคิดว่าจะเจอ
🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆🔆
......สิ่งที่ต้องการ จะบอกคือ เราอยากให้ทุกคนที่พึ่งเคยคัดสรรพนักงาน
เข้าองค์กรทุกคน ควรที่จะเช็คประวัติให้ดีๆ ถ้าเจอคนลักษณะตามที่บอก
ให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน ให้โทรกลับไปหาบริษัทที่น้องเคยทำก่อน
เพื่อตัวของท่าน และองค์กรของท่านเอง
ตอนนี้ สิ่งที่เราต้องรับผิดชอบคือ งานที่น้องทำไว้ โดยทำแค่ส่งๆไม่ใส่ใจ
เราต้องแก้งานแทน ตอบคำถามที่เราเคยสอนน้องไปแล้ว (น้องไม่จดข้อมูลที่เราสอนไว้)
เราคง โง่เอง ที่หลงเชื่อ แค่คำพูดที่สวยหรู แล้วโง่ซ้ำซาก คือให้น้องผ่านโปร
ตอนนี้คือต้องมารับผิดชอบทุกอย่าง...ฝากเป็นข้อคิดเตือนใจหลายๆ คนด้วยนะคะ