สวัสดีค่ะ รอบรั้วชายคามารายงานตัวอีกครั้งจ้ะ ช่วงนี้เข้าไปอ่านกระทู้ในห้องชายคาแล้วมีเพื่อน ๆ หลายคนสงสัยว่า “ติดเครดิตบูโร แต่อยากจะกู้ซื้อบ้านต้องทำอย่างไรดี” รวมถึงกระทู้เกี่ยวกับการขอสินเชื่อซื้อบ้านต่าง ๆ ที่หลายคนอยากได้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
เราเลยขออาสาไปถามกับคุณวี - วีระพล บดีรัฐ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ยังเป็น Expert Brand ให้กับทางพันทิปอีกด้วย คุณวีมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อยากกู้ซื้อบ้าน มาอ่านและทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจเรื่องเครดิตบูโรว่าคืออะไร🏦🏦🏦
ได้ยินชื่อเครดิตบูโรแล้วอย่าเพิ่งรู้สึกเป็นเรื่องซีเรียสขึ้นมานะครับ เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจเพื่อประวัติทางการเงินของเรา เครดิตบูโรคือประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าที่ถูกส่งมาจากสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติซึ่งเป็นการส่งข้อมูลตามความเป็นจริง ประวัติที่นำส่งมีทั้งชำระตรงตามเงื่อนไขและผิดนัดไม่มาชำระ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเป็นผู้เก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดออกมาเป็น “รายงานข้อมูลเครดิต” ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมการชำระหนี้และใช้วงเงินเครดิตของลูกค้ารายนั้นๆ รายงานข้อมูลเครดิต แบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด สถานภาพการสมรส เลขที่บัตรประชาชน กรณีนิติบุคคลก็คือชื่อ สถานที่ตั้ง เลขที่ทะเบียนนิติบุคคล
ส่วนที่สองเป็นข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ประวัติการชำระสินเชื่อประเภทต่างๆ รวมทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสถานะบัญชีซึ่งมีทั้งปกติหรือค้างชำระ
สถาบันการเงินมีหน้าที่นำส่งข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายให้บริษัทข้อมูลเครดิตเป็นรายเดือนไปจนกว่าสินเชื่อนั้นจะได้รับการชำระเสร็จสิ้น หรือตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับกรณีที่ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้และค้างชำระเกิน 90 วัน สถาบันการเงินจะส่งข้อมูลสินเชื่อคงค้างให้บริษัทข้อมูลเครดิตต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ค้างชำระเกิน 90 วัน
บริษัทข้อมูลเครดิตจะเก็บข้อมูลเครดิตที่ได้รับจากสถาบันการเงินไว้ในฐานข้อมูลต่อไปอีกเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่บริษัทข้อมูลเครดิตได้รับข้อมูลจากสถาบันการเงิน
ติดแบล๊คลิสต์คืออะไรกันแน่🧐🧐🧐
ในหลายกรณีที่กู้ไม่ผ่าน บางคนบอกว่าติดบูโรบ้างหรือติดแบล็คลิสต์บ้าง ผมขออธิบายว่าเป็นการเข้าใจผิดครับ เพราะข้อมูลจากรายงานเครดิตบูโรเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวในการวิเคราะห์สินเชื่อ ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ใช้วิเคราะห์สินเชื่ออีกหลายปัจจัยนะครับ เช่น ความมั่นคงของรายได้ มีภาระหนี้เกินกว่าความสามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ เครดิตบูโรจึงไม่ใช่แบล็คลิสต์และไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่เรียกว่าแบล็คลิสต์ตามที่หลายคนเข้าใจกัน
เครดิตบูโรจึงไม่มีหน้าที่และไม่เคยติดแบล็คลิสต์ให้กับใครนะครับ แต่มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลตามที่ได้รับตามความเป็นจริงจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกที่ส่งมาให้ โดยเมื่อลูกค้าขอสินเชื่อสถาบันการเงินก็นำรายงานดังกล่าวไปใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อของลูกค้า
ถ้ามีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี จะกู้ซื้อบ้านได้หรือไม่🏠🏠🏠
เชื่อว่าถ้าหลายคนมีประวัติการชำระหนี้ไม่ดีก็คงกังวลกันว่าจะซื้อบ้านผ่านหรือเปล่า สิ่งที่สำคัญคือต้องพยายามสร้างประวัติทางการเงินและพฤติกรรมทางชำระหนี้ที่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจะใช้วิธีพิจารณาการเงินต่าง ๆ กัน เช่น 12 - 24 เดือน แล้วแต่ความหนักเบาของพฤติกรรมทางการเงิน
ถ้าเคยมีประวัติการผ่อนชำระล่าช้าหรือมีประวัติการปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน ผู้ที่ต้องการผ่อนบ้านอาจติดต่อกับสถาบันการเงินที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อขอคำแนะนำก็ได้ครับขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สถาบันการเงินนำมาพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เช่น ความมั่นคงของรายได้ ภาระหนี้ที่มีในปัจจุบัน ความสามารถในการผ่อนชำระคืน สภาพและมูลค่าหลักประกัน
เมื่อเรามั่นใจว่ามีประวัติทางการเงินที่ดีมาประมาณ 12 - 24 เดือนแล้ว (ระยะเวลาแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร) ก็ถึงเวลาวางแผนซื้อบ้านกันครับ
วิธีการวางแผนกู้สินเชื่อบ้านต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง💰💰💰
สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาว ต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมหรือยังกับการภาระผ่อนครั้งนี้ซึ่งจะอยู่ประมาณ 30 - 40% ของรายได้ หลังจากนั้นคือการ “เตรียม” ครับ เตรียมตัวก่อนเป็นอย่างแรกเลย ตรวจเครดิตบูโรว่าเป็นปกติหรือไม่ สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรของได้ตามสถานที่ที่กำหนดไว้ ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
www.ncb.co.th เราควรชำระหนี้ให้เป็นปกติเพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่ดี และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพราะจะไปลดความสามารถในการผ่อนบ้านลงไป
อย่าลืมเรื่องภาระหนี้ผ่อนทุกประเภทด้วยนะครับว่าไม่ต้องเกิน 30% ของรายได้ เพราะนอกจากภาระผ่อนบ้านแล้วยังมีค่าใช้จ่ายประเภทอื่นๆ อีก
เตียมตัว เตรียมใจแล้ว ขั้นต่อไปคือการเตรียมเงินครับ เราควรเก็บออมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 20 - 30% ของราคาบ้านเพื่อเป็นเงินดาวน์และค่าตกแต่งต่อเติม แล้วยังมีเงินเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอีก 10% เช่น ค่าจำนอง ค่าอากรแสตมป์ ค่าประกันอัคคีภัย ค่าส่วนกลางค่ามิเตอร์น้ำ ไฟ ค่ากองทุนส่วนกลางสำหรับการซื้อคอนโด
ต่อมาเป็นการเตรียมเอกสาร เอกสารสำคัญที่ต้องใช้มีทั้งหมด 3 ประเภท อย่างแรกคือเอกสารแสดงที่มาของรายได้ ถ้าเป็นพนักงานประจำ เอกสารที่ใช้คือ สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน หรือถ้าเป็นเจ้าของกิจการต้องใช้เอกสารเช่น ทะเบียนการค้า บิลซื้อขาย แล้วสำหรับผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ก็ควรส่งบัญชีที่มีเงินเข้าเป็นประจำ เพื่อดูร่อยรอยเงินเข้าสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ทำงานฟรีแลนซ์
เอกสารอย่างที่สองคือเอกสารทางการเงินที่ใช้ เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง เอกสารการเสียภาษี เอกสารสุดท้ายคือเอกสารด้านหลักประกัน เช่น สัญญาจะซื้อจะขาย สำเนาโฉนดทั้งด้านหน้าและหลัง กรณีกู้ปลูกสร้างต้องใช้ใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน สัญญาก่อสร้าง
จบแล้ว Part แรกกับการทำความเข้าใจเรื่องเครดิตบูโรและการเตรียมตัวขอกู้สินเชื่อบ้าน อย่าเพิ่งไปไหนกันนะคะ มี Part II ต่อ คุณวีจะมาตอบกระทู้เกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน เพื่อน ๆ ชาวชายคานำเอาไปใช้เป็นข้อคิดสำหรับการกู้ซื้อบ้านของเราได้ต่อไปค่ะ
ตอบปัญหาเคลียร์ใจ ประวัติเครดิตบูโรไม่ดีและอยากกู้ซื้อบ้าน ทำอย่างไรดี? กับ Expert Brand Pantip: K-Expert
เราเลยขออาสาไปถามกับคุณวี - วีระพล บดีรัฐ K-Expert ธนาคารกสิกรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ยังเป็น Expert Brand ให้กับทางพันทิปอีกด้วย คุณวีมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้อยากกู้ซื้อบ้าน มาอ่านและทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ
ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจเรื่องเครดิตบูโรว่าคืออะไร🏦🏦🏦
ได้ยินชื่อเครดิตบูโรแล้วอย่าเพิ่งรู้สึกเป็นเรื่องซีเรียสขึ้นมานะครับ เป็นเรื่องที่ควรทำความเข้าใจเพื่อประวัติทางการเงินของเรา เครดิตบูโรคือประวัติการชำระหนี้ของลูกค้าที่ถูกส่งมาจากสถาบันการเงินต่างๆ ที่เป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติซึ่งเป็นการส่งข้อมูลตามความเป็นจริง ประวัติที่นำส่งมีทั้งชำระตรงตามเงื่อนไขและผิดนัดไม่มาชำระ บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติเป็นผู้เก็บรวบรวมและประมวลผลข้อมูลตามที่กฎหมายกำหนดออกมาเป็น “รายงานข้อมูลเครดิต” ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมการชำระหนี้และใช้วงเงินเครดิตของลูกค้ารายนั้นๆ รายงานข้อมูลเครดิต แบ่งได้ออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรกเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด สถานภาพการสมรส เลขที่บัตรประชาชน กรณีนิติบุคคลก็คือชื่อ สถานที่ตั้ง เลขที่ทะเบียนนิติบุคคล
ส่วนที่สองเป็นข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติ ประวัติการชำระสินเชื่อประเภทต่างๆ รวมทั้งบัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล และสถานะบัญชีซึ่งมีทั้งปกติหรือค้างชำระ
สถาบันการเงินมีหน้าที่นำส่งข้อมูลสินเชื่อของลูกค้าแต่ละรายให้บริษัทข้อมูลเครดิตเป็นรายเดือนไปจนกว่าสินเชื่อนั้นจะได้รับการชำระเสร็จสิ้น หรือตามที่กฎหมายกำหนด สำหรับกรณีที่ลูกค้าผิดนัดชำระหนี้และค้างชำระเกิน 90 วัน สถาบันการเงินจะส่งข้อมูลสินเชื่อคงค้างให้บริษัทข้อมูลเครดิตต่อเนื่องไปอีกเป็นเวลาไม่เกิน 5 ปี นับแต่วันที่ค้างชำระเกิน 90 วัน
บริษัทข้อมูลเครดิตจะเก็บข้อมูลเครดิตที่ได้รับจากสถาบันการเงินไว้ในฐานข้อมูลต่อไปอีกเป็นเวลาไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่บริษัทข้อมูลเครดิตได้รับข้อมูลจากสถาบันการเงิน
ติดแบล๊คลิสต์คืออะไรกันแน่🧐🧐🧐
ในหลายกรณีที่กู้ไม่ผ่าน บางคนบอกว่าติดบูโรบ้างหรือติดแบล็คลิสต์บ้าง ผมขออธิบายว่าเป็นการเข้าใจผิดครับ เพราะข้อมูลจากรายงานเครดิตบูโรเป็นเพียงแค่ส่วนเดียวในการวิเคราะห์สินเชื่อ ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่ใช้วิเคราะห์สินเชื่ออีกหลายปัจจัยนะครับ เช่น ความมั่นคงของรายได้ มีภาระหนี้เกินกว่าความสามารถชำระหนี้ที่มีอยู่ เครดิตบูโรจึงไม่ใช่แบล็คลิสต์และไม่มีการจัดเก็บข้อมูลที่เรียกว่าแบล็คลิสต์ตามที่หลายคนเข้าใจกัน
เครดิตบูโรจึงไม่มีหน้าที่และไม่เคยติดแบล็คลิสต์ให้กับใครนะครับ แต่มีหน้าที่ประมวลผลข้อมูลตามที่ได้รับตามความเป็นจริงจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกที่ส่งมาให้ โดยเมื่อลูกค้าขอสินเชื่อสถาบันการเงินก็นำรายงานดังกล่าวไปใช้ในการวิเคราะห์สินเชื่อของลูกค้า
ถ้ามีประวัติการชำระหนี้ไม่ดี จะกู้ซื้อบ้านได้หรือไม่🏠🏠🏠
เชื่อว่าถ้าหลายคนมีประวัติการชำระหนี้ไม่ดีก็คงกังวลกันว่าจะซื้อบ้านผ่านหรือเปล่า สิ่งที่สำคัญคือต้องพยายามสร้างประวัติทางการเงินและพฤติกรรมทางชำระหนี้ที่น่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น สถาบันการเงินจะใช้วิธีพิจารณาการเงินต่าง ๆ กัน เช่น 12 - 24 เดือน แล้วแต่ความหนักเบาของพฤติกรรมทางการเงิน
ถ้าเคยมีประวัติการผ่อนชำระล่าช้าหรือมีประวัติการปรับโครงสร้างหนี้มาก่อน ผู้ที่ต้องการผ่อนบ้านอาจติดต่อกับสถาบันการเงินที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อขอคำแนะนำก็ได้ครับขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปัญหา
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัยที่สถาบันการเงินนำมาพิจารณาอนุมัติสินเชื่อ เช่น ความมั่นคงของรายได้ ภาระหนี้ที่มีในปัจจุบัน ความสามารถในการผ่อนชำระคืน สภาพและมูลค่าหลักประกัน
เมื่อเรามั่นใจว่ามีประวัติทางการเงินที่ดีมาประมาณ 12 - 24 เดือนแล้ว (ระยะเวลาแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละธนาคาร) ก็ถึงเวลาวางแผนซื้อบ้านกันครับ
วิธีการวางแผนกู้สินเชื่อบ้านต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง💰💰💰
สินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาว ต้องถามตัวเองก่อนว่าพร้อมหรือยังกับการภาระผ่อนครั้งนี้ซึ่งจะอยู่ประมาณ 30 - 40% ของรายได้ หลังจากนั้นคือการ “เตรียม” ครับ เตรียมตัวก่อนเป็นอย่างแรกเลย ตรวจเครดิตบูโรว่าเป็นปกติหรือไม่ สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรของได้ตามสถานที่ที่กำหนดไว้ ลองศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.ncb.co.th เราควรชำระหนี้ให้เป็นปกติเพื่อสร้างประวัติทางการเงินที่ดี และต้องไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพราะจะไปลดความสามารถในการผ่อนบ้านลงไป
อย่าลืมเรื่องภาระหนี้ผ่อนทุกประเภทด้วยนะครับว่าไม่ต้องเกิน 30% ของรายได้ เพราะนอกจากภาระผ่อนบ้านแล้วยังมีค่าใช้จ่ายประเภทอื่นๆ อีก
เตียมตัว เตรียมใจแล้ว ขั้นต่อไปคือการเตรียมเงินครับ เราควรเก็บออมเงินดาวน์ไว้อย่างน้อย 20 - 30% ของราคาบ้านเพื่อเป็นเงินดาวน์และค่าตกแต่งต่อเติม แล้วยังมีเงินเก็บเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอีก 10% เช่น ค่าจำนอง ค่าอากรแสตมป์ ค่าประกันอัคคีภัย ค่าส่วนกลางค่ามิเตอร์น้ำ ไฟ ค่ากองทุนส่วนกลางสำหรับการซื้อคอนโด
ต่อมาเป็นการเตรียมเอกสาร เอกสารสำคัญที่ต้องใช้มีทั้งหมด 3 ประเภท อย่างแรกคือเอกสารแสดงที่มาของรายได้ ถ้าเป็นพนักงานประจำ เอกสารที่ใช้คือ สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน หรือถ้าเป็นเจ้าของกิจการต้องใช้เอกสารเช่น ทะเบียนการค้า บิลซื้อขาย แล้วสำหรับผู้ที่ทำงานฟรีแลนซ์ก็ควรส่งบัญชีที่มีเงินเข้าเป็นประจำ เพื่อดูร่อยรอยเงินเข้าสร้างความน่าเชื่อถือของผู้ทำงานฟรีแลนซ์
เอกสารอย่างที่สองคือเอกสารทางการเงินที่ใช้ เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง เอกสารการเสียภาษี เอกสารสุดท้ายคือเอกสารด้านหลักประกัน เช่น สัญญาจะซื้อจะขาย สำเนาโฉนดทั้งด้านหน้าและหลัง กรณีกู้ปลูกสร้างต้องใช้ใบอนุญาตก่อสร้าง แบบแปลน สัญญาก่อสร้าง
จบแล้ว Part แรกกับการทำความเข้าใจเรื่องเครดิตบูโรและการเตรียมตัวขอกู้สินเชื่อบ้าน อย่าเพิ่งไปไหนกันนะคะ มี Part II ต่อ คุณวีจะมาตอบกระทู้เกี่ยวกับสินเชื่อบ้าน เพื่อน ๆ ชาวชายคานำเอาไปใช้เป็นข้อคิดสำหรับการกู้ซื้อบ้านของเราได้ต่อไปค่ะ