1. เรามักได้ยินคนทำงานบ่นอยู่เสมอว่า “ทำงานแล้วไม่มีเงินเหลือเก็บ” ซึ่งเชื่อว่ามีคนจำนวนมากที่ประสบปัญหาคล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเงินไม่พอใช้ บางคนมีเงินเก็บแล้วก็ไม่รู้จะเอาต่อยอดทำอะไรดี หนังสือ “การเงินในชีวิตประจำวัน” จะช่วยให้เราเข้าใจปัญหาทางการเงินของมนุษย์เงินเดือนได้ดีขึ้น และช่วยหาทางออกในการใช้จ่ายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งที่หนังสือพยายามจะบอกเรา ก็คือ การออมก็ดี การลงทุนก็ดี ล้วนสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้กับเราได้ทั้งสิ้น สิ่งสำคัญ คือ ต้องมีวินัย และลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
หมายเหตุ บทความนี้เป็นการรีโพสจาก Facebook ของ SaroopBook
——————
2. การบริหารจัดการรายรับและรายจ่าย เราคงไม่ลงรายละเอียดถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวันแต่จะใช้วิธีการวางแผนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้รายปีซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ เช่น ค่าประกันชีวิตรายปี ค่าทำประกันรถยนต์
กลุ่มที่สอง เงินออมเพื่อกิจกรรมเฉพาะและเงินลงทุน เช่น เงินออมซื้อบ้าน เงินออมสำหรับกองทุน เงินออมสำหรับท่องเที่ยว
กลุ่มที่สาม ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
——————
3. สำหรับค่าใช้จ่ายรายปี และเงินออมเพื่อกิจกรรมเฉพาะ คือข้อ1และข้อ 2 นั้น แนะนำให้ใช้วิธีเปิดบัญชีธนาคารแยกกัน แล้วนำเงินฝากไว้เป็นรายเดือนทุกเดือน เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ก็จะมีเงินพร้อมสำหรับใช้จ่ายได้ทันที ส่วนรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นเงินส่วนที่เหลือจากการเก็บข้อ 1 และ 2 แล้วนั่นเอง
——————
4. คนส่วนใหญ่เริ่มต้นจากหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่ 3 คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวันแล้วจึงค่อยคิดจะเก็บเงินส่วนที่เหลือ สำหรับค่าใช้จ่ายรายปี หรือเงินออม ซึ่งมักทำให้ไม่มีเงินเหลือพอ และสถานะการเงินต้องสะดุดเมื่อต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในบางช่วง ดังนั้น วางแผนทางการเงินโดยเลือกทำข้อ 1 และ 2 ที่เหมาะสมกับชีวิตเราจะดีกว่า
——————
5. สะสมใบแจ้งหนี้ รายจ่ายในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ควรสะสมใบแจ้งหนี้และสรุปยอดรวมรายเดือน เพื่อประมาณการค่าใช้จ่ายค่อนข้างประจำ แล้วฝากเงินตามจำนวนนั้นๆ เป็นรายเดือน ควรฝากตามประมาณการขั้นสูง เผื่อเหลือจากส่วนนี้นิดหน่อยจะได้กลายเป็นเงินออมยังไงล่ะ
——————
6. สำหรับคนที่มีอาชีพแล้วจะมีสองอย่างเหมือนกัน คือ ทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งบางครั้งก็ดูคล้ายกันอยู่มาก เช่น บ้าน รถยนต์ เป็นต้น วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าอะไรคือทรัพย์สินและอะไรคือหนี้สิน ได้แก่ ทรัพย์สินคือสิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา เช่น บ้านที่มีไว้ให้คนอื่นเช่า เกิดรายได้ รถยนต์ที่มีไว้ทำงานสร้างรายได้ ส่วนหนี้สิน คือสิ่งที่สร้างรายจ่ายให้เรา เช่น บ้านที่เราต้องซ่อมบำรุงโดยไม่สร้างรายได้ หรือรถยนตร์ที่ต้องจ่ายค่าประกันทุกปี โดยไม่มีรายได้เกิดขึ้น
——————
7. แน่นอนว่าเราคงต้องมีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน (บ้าง) เพื่อความสะดวกสบายของชีวิต แต่หากอยากจะใช้เงินแบบคนมั่งคั่งลองทดสอบด้วยสมการ ทรัพย์สินทั้งหมด – หนี้สินทั้งหมด = ความมั่งคั่ง คุณก็คงพอจะรู้ว่า คุณควรลดการสร้างหนี้สินได้หรือยัง
——————
8. ทรัพย์สินมีหลากหลายประเภทแต่ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด คือ ร่างกายของเรานั่นเอง เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนทรัพย์สินสำคัญรองลงมาคือ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเล่าเรียนฝึกฝน จึงมีคำกล่าวไว้ว่า “การเรียนคือการลงทุน” เมื่อเรามีทรัพย์สินทั้งสองอย่างข้างต้นพร้อมแล้ว เราก็ใช่มันเป็นทุนสร้างทรัพย์สินที่เป็นวัตถุต่าง ๆ ต่อไปนั่นเอง
——————
9. ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการออมเงินกับการลงทุน ก็คือ การออมจะได้กำไรต้องอาศัยระยะเวลา (Time) ถ้าเราต้องการกำไรจากการออมจึงต้องเริ่มออมตั้งแต่เด็กๆ พูดง่ายๆ ก็คือใครออมก่อนก็รวยก่อน แต่การลงทุนจะได้กำไรต้องอาศัยจังหวะเวลา (Timing) คือ เข้าไปลงทุนถูกจังหวะ เช่น คนเล่นหุ้นเข้าไปซื้อหุ้นในช่วงราคาต่ำแล้วขายหุ้นเมื่อราคาสูงขึ้น ทำให้ได้กำไรในช่วงเวลาที่สั้น ๆ
——————
10. หากลเม็ดเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมเงิน อย่างเช่น การสะสมแบงค์ 50 บาท เพื่อเอาไว้ฝากเป็นเงินออม เพราะอะไรเราจึงต้องเก็บแต่แบงค์ 50 บาท เพราะว่าโอกาสเจอแบงค์ 50 นั่นน้อยกว่าเจอแบงค์ 20 หรือแบงค์ 100 ซึ่งพบได้บ่อยจนกลายเป็นของธรรมดานั่นเอง
——————
11. เมื่อสะสมเงินได้แล้วก็มาเริ่มออมกันเถอะ ปัจจุบันเราสามารถเลือกรูปแบบการออมที่เหมาะสมกับความต้องการซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะการออมผ่านธนาคารซึ่งมีทั้งแบบออมทรัพย์ ฝากประจำ 3 เดือน ประจำ 6 เดือน ฝากประจำปลอดภาษี ซึ่งการฝากเงินผ่านธนาคารถือเป็นการออมที่สะดวกและปลอดภัย แต่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างน้อยซึ่งแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขแต่ละธนาคาร
——————
12. การออมเงินด้วยการประกันชีวิตถือเป็นการออมอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับคนที่หวังจะสร้างวินัยในการออมระยะยาวเพราะต้องออมต่อเนื่องเป็น 10 ปี ส่วนเบี้ยประกันยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 100,000 บาท และที่สำคัญกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน การออมแบบประกันชีวิตจะได้เงินชดเชยสูงกว่าเงินที่ส่งเป็นเงินออม ในขณะที่การออมผ่านธนาคารจะได้เพียงเงินออมและดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
——————
13. ประหยัดเงินง่าย ๆ ด้วยการลดหย่อนภาษี เพียงเรานำค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าประกันชีวิต เงินบริจาค กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุน LTF RMF ค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบิดามารดา ฯลฯ มาแสดงในรายการเสียภาษีประจำปีก็จะช่วยให้เรามีเงินเหลือในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นได้แล้ว
——————
14. บริหารจัดการโบนัสด้วยสูตร 30 /30 /30 /10 สิ้นปีนี้ ถ้าไม่รู้จะเอาโบนัสไปทำอะไรลองเอาสูตรนี้ไปใช้กันดู โดยแบ่งโบนัสออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 30% แรกให้นำไปใช้หนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าคุณเป็นคนมีหนี้คงรู้ดีว่าดอกเบี้ยเงินกู้นั่นน่าประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด 30% ต่อมาออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเอาไปลงทุนเพื่ออนาคต อีก 30% ให้รางวัลกับตัวเอง และ 10 % ที่เหลือตอบแทนผู้มีพระคุณ สำหรับใครที่ไม่ได้โบนัสก็สามารถนำสูตรนี้ไปใช้ในกรณีได้รับเงินก้อนใหญ่ เช่น ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ได้นะ และสูตรนี้ไม่ตายตัวปรับใช้เอาเองตามใจชอบ
——————
15. บัตรเครดิตก็เหมือนสิ่งของต่าง ๆ บนโลกที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน สิ่งที่มีประโยชน์ทุกอย่างย่อมมีโทษด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่รู้จักใช้บัตรเครดิตก็สร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตได้ เทคนิคง่าย ๆ เพื่อไม่ให้ติดกับดักหนี้บัตรเครดิตคือ ทุกครั้งหลังใช้บัตรเครดิต เราต้องนำเงินสดออกมาใส่ซองเตรียมไว้จ่ายคืนเมื่อใบแจ้งหนี้มาถึง เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่าย และไม่ต้องกังวลกับดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของบัตรเครดิต
——————
16. ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทที่อยากลงทุน แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทใดดี ขอแนะนำการลงทุนที่แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลยก็ว่าได้ และไม่ต้องกังวลกับตลาดหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง แถมยังได้รับผลตอบแทน 20 % ต่อปี นั่นคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั่นเอง ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จัดตั้งกองทุนนี้ไว้เป็นช่องทางในการออมเงินให้กับพนักงานบริษัทอยู่แล้ว
——————
17. การลงทุนสำหรับมือใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เราขอแนะนำให้ลองศึกษารายละเอียดการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average) ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ 3 ข้อ
1) เลือกหุ้นที่ดี
2) กำหนดจำนวนเงินซื้อหุ้นแต่ละครั้ง
3) กำหนดวันซื้อหุ้น การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นการลงทุนที่เน้นการสะสมหุ้นทีละน้อยอย่างมีวินัย และถือหุ้นไว้ในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลกับราคาหุ้นที่ผันผวนในช่วงสั้น ๆ
——————
18. สำหรับใครที่ต้องการลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์ เช่น ซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านไว้ให้เช่าแล้วเก็บค่าเช่ามาจ่ายค่าผ่อนคอนโด เมื่อผ่อนจนหมดก็จะเท่ากับได้คอนโดหรือบ้านมาฟรี ๆ แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและระยะเวลาค่อนข้างนาน ผู้ที่อยากลงทุนในลักษณะแบบนี้จึงต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติ 4 ประการนี้เสียก่อน
1) มีเงินก้อนสำหรับการจอง ทำสัญญา และเงินดาวน์
2) มีหน้าที่การงานมั่นคง สำหรับกรณีต้องไปกู้เงินจากธนาคาร
3) สามารถหาลูกค้ามาเช่าคอนโดหรือบ้านได้
4) อสังหาริมทรัพย์ที่เราจะไปลงทุนต้องอยู่ในทำเลที่ดี เช่น ใกล้ระบบขนส่งมวลชน อยู่กลางแหล่งความเจริญ
——————
19. การลงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง อย่าลืมถามใจตัวเองก่อนว่าเราอยากได้ผลตอบแทนเท่าไร เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน และอย่าลืมต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างรอบด้านและรอบคอบ ควรเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับความสามารถของเราที่จะควบคุมมันได้ดีที่สุดครับ
——————
20. เรื่องเงินทองเป็นเรื่องส่วนบุคคล ดังนั้น วิธีในการใช้จ่ายและเก็บออมจึงขึ้นอยู่กับความสนใจ ความพึงพอใจของแต่ละคนด้วย บังคับกันได้ยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะกล่าวว่า เงินเดือนน้อย รายจ่ายมาก เก็บออมไม่ไหวหรอก แต่สำหรับคนที่สนใจในแนวทางเดียวกันนี้ การลงมือทำสำคัญที่สุด เพราะต่อให้มีความรู้มากมายว่าเก็บออมแบบใดให้ผลดี แต่ถ้าไม่ลงมือทำสักทีก็ไม่มีประโยชน์นั่นเอง
CREDIT : www.saroopbook.com
สรุปหนังสือ : การเงินในชีวิตประจำวัน
หมายเหตุ บทความนี้เป็นการรีโพสจาก Facebook ของ SaroopBook
——————
2. การบริหารจัดการรายรับและรายจ่าย เราคงไม่ลงรายละเอียดถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่ายทุกวันแต่จะใช้วิธีการวางแผนการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งรายได้ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
กลุ่มแรก ค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้รายปีซึ่งเป็นเงินก้อนใหญ่ เช่น ค่าประกันชีวิตรายปี ค่าทำประกันรถยนต์
กลุ่มที่สอง เงินออมเพื่อกิจกรรมเฉพาะและเงินลงทุน เช่น เงินออมซื้อบ้าน เงินออมสำหรับกองทุน เงินออมสำหรับท่องเที่ยว
กลุ่มที่สาม ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
——————
3. สำหรับค่าใช้จ่ายรายปี และเงินออมเพื่อกิจกรรมเฉพาะ คือข้อ1และข้อ 2 นั้น แนะนำให้ใช้วิธีเปิดบัญชีธนาคารแยกกัน แล้วนำเงินฝากไว้เป็นรายเดือนทุกเดือน เมื่อถึงเวลาที่ต้องใช้ก็จะมีเงินพร้อมสำหรับใช้จ่ายได้ทันที ส่วนรายจ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นเงินส่วนที่เหลือจากการเก็บข้อ 1 และ 2 แล้วนั่นเอง
——————
4. คนส่วนใหญ่เริ่มต้นจากหักค่าใช้จ่ายในส่วนที่ 3 คือ ค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตประจำวันแล้วจึงค่อยคิดจะเก็บเงินส่วนที่เหลือ สำหรับค่าใช้จ่ายรายปี หรือเงินออม ซึ่งมักทำให้ไม่มีเงินเหลือพอ และสถานะการเงินต้องสะดุดเมื่อต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในบางช่วง ดังนั้น วางแผนทางการเงินโดยเลือกทำข้อ 1 และ 2 ที่เหมาะสมกับชีวิตเราจะดีกว่า
——————
5. สะสมใบแจ้งหนี้ รายจ่ายในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ควรสะสมใบแจ้งหนี้และสรุปยอดรวมรายเดือน เพื่อประมาณการค่าใช้จ่ายค่อนข้างประจำ แล้วฝากเงินตามจำนวนนั้นๆ เป็นรายเดือน ควรฝากตามประมาณการขั้นสูง เผื่อเหลือจากส่วนนี้นิดหน่อยจะได้กลายเป็นเงินออมยังไงล่ะ
——————
6. สำหรับคนที่มีอาชีพแล้วจะมีสองอย่างเหมือนกัน คือ ทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งบางครั้งก็ดูคล้ายกันอยู่มาก เช่น บ้าน รถยนต์ เป็นต้น วิธีสังเกตง่ายๆ ว่าอะไรคือทรัพย์สินและอะไรคือหนี้สิน ได้แก่ ทรัพย์สินคือสิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา เช่น บ้านที่มีไว้ให้คนอื่นเช่า เกิดรายได้ รถยนต์ที่มีไว้ทำงานสร้างรายได้ ส่วนหนี้สิน คือสิ่งที่สร้างรายจ่ายให้เรา เช่น บ้านที่เราต้องซ่อมบำรุงโดยไม่สร้างรายได้ หรือรถยนตร์ที่ต้องจ่ายค่าประกันทุกปี โดยไม่มีรายได้เกิดขึ้น
——————
7. แน่นอนว่าเราคงต้องมีทั้งทรัพย์สินและหนี้สิน (บ้าง) เพื่อความสะดวกสบายของชีวิต แต่หากอยากจะใช้เงินแบบคนมั่งคั่งลองทดสอบด้วยสมการ ทรัพย์สินทั้งหมด – หนี้สินทั้งหมด = ความมั่งคั่ง คุณก็คงพอจะรู้ว่า คุณควรลดการสร้างหนี้สินได้หรือยัง
——————
8. ทรัพย์สินมีหลากหลายประเภทแต่ทรัพย์สินที่สำคัญที่สุด คือ ร่างกายของเรานั่นเอง เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ ส่วนทรัพย์สินสำคัญรองลงมาคือ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการเล่าเรียนฝึกฝน จึงมีคำกล่าวไว้ว่า “การเรียนคือการลงทุน” เมื่อเรามีทรัพย์สินทั้งสองอย่างข้างต้นพร้อมแล้ว เราก็ใช่มันเป็นทุนสร้างทรัพย์สินที่เป็นวัตถุต่าง ๆ ต่อไปนั่นเอง
——————
9. ข้อแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างการออมเงินกับการลงทุน ก็คือ การออมจะได้กำไรต้องอาศัยระยะเวลา (Time) ถ้าเราต้องการกำไรจากการออมจึงต้องเริ่มออมตั้งแต่เด็กๆ พูดง่ายๆ ก็คือใครออมก่อนก็รวยก่อน แต่การลงทุนจะได้กำไรต้องอาศัยจังหวะเวลา (Timing) คือ เข้าไปลงทุนถูกจังหวะ เช่น คนเล่นหุ้นเข้าไปซื้อหุ้นในช่วงราคาต่ำแล้วขายหุ้นเมื่อราคาสูงขึ้น ทำให้ได้กำไรในช่วงเวลาที่สั้น ๆ
——————
10. หากลเม็ดเพื่อสร้างแรงจูงใจในการออมเงิน อย่างเช่น การสะสมแบงค์ 50 บาท เพื่อเอาไว้ฝากเป็นเงินออม เพราะอะไรเราจึงต้องเก็บแต่แบงค์ 50 บาท เพราะว่าโอกาสเจอแบงค์ 50 นั่นน้อยกว่าเจอแบงค์ 20 หรือแบงค์ 100 ซึ่งพบได้บ่อยจนกลายเป็นของธรรมดานั่นเอง
——————
11. เมื่อสะสมเงินได้แล้วก็มาเริ่มออมกันเถอะ ปัจจุบันเราสามารถเลือกรูปแบบการออมที่เหมาะสมกับความต้องการซึ่งก็มีให้เลือกหลากหลาย โดยเฉพาะการออมผ่านธนาคารซึ่งมีทั้งแบบออมทรัพย์ ฝากประจำ 3 เดือน ประจำ 6 เดือน ฝากประจำปลอดภาษี ซึ่งการฝากเงินผ่านธนาคารถือเป็นการออมที่สะดวกและปลอดภัย แต่ได้ผลตอบแทนค่อนข้างน้อยซึ่งแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขแต่ละธนาคาร
——————
12. การออมเงินด้วยการประกันชีวิตถือเป็นการออมอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจ สำหรับคนที่หวังจะสร้างวินัยในการออมระยะยาวเพราะต้องออมต่อเนื่องเป็น 10 ปี ส่วนเบี้ยประกันยังสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 100,000 บาท และที่สำคัญกรณีเกิดเหตุไม่คาดฝัน การออมแบบประกันชีวิตจะได้เงินชดเชยสูงกว่าเงินที่ส่งเป็นเงินออม ในขณะที่การออมผ่านธนาคารจะได้เพียงเงินออมและดอกเบี้ยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
——————
13. ประหยัดเงินง่าย ๆ ด้วยการลดหย่อนภาษี เพียงเรานำค่าลดหย่อนต่าง ๆ เช่น ค่าประกันชีวิต เงินบริจาค กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนประกันสังคม กองทุน LTF RMF ค่าลดหย่อนจากการเลี้ยงดูบิดามารดา ฯลฯ มาแสดงในรายการเสียภาษีประจำปีก็จะช่วยให้เรามีเงินเหลือในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้นได้แล้ว
——————
14. บริหารจัดการโบนัสด้วยสูตร 30 /30 /30 /10 สิ้นปีนี้ ถ้าไม่รู้จะเอาโบนัสไปทำอะไรลองเอาสูตรนี้ไปใช้กันดู โดยแบ่งโบนัสออกเป็น 4 ส่วน ดังนี้ 30% แรกให้นำไปใช้หนี้ก่อนเป็นอันดับแรก ถ้าคุณเป็นคนมีหนี้คงรู้ดีว่าดอกเบี้ยเงินกู้นั่นน่าประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด 30% ต่อมาออมไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเอาไปลงทุนเพื่ออนาคต อีก 30% ให้รางวัลกับตัวเอง และ 10 % ที่เหลือตอบแทนผู้มีพระคุณ สำหรับใครที่ไม่ได้โบนัสก็สามารถนำสูตรนี้ไปใช้ในกรณีได้รับเงินก้อนใหญ่ เช่น ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ก็ได้นะ และสูตรนี้ไม่ตายตัวปรับใช้เอาเองตามใจชอบ
——————
15. บัตรเครดิตก็เหมือนสิ่งของต่าง ๆ บนโลกที่มนุษย์สรรค์สร้างขึ้นมาบนพื้นฐานการนำไปใช้ประโยชน์ แต่ก็เหมือนกับเหรียญที่มีสองด้าน สิ่งที่มีประโยชน์ทุกอย่างย่อมมีโทษด้วยเช่นกัน ถ้าเราไม่รู้จักใช้บัตรเครดิตก็สร้างความวุ่นวายให้กับชีวิตได้ เทคนิคง่าย ๆ เพื่อไม่ให้ติดกับดักหนี้บัตรเครดิตคือ ทุกครั้งหลังใช้บัตรเครดิต เราต้องนำเงินสดออกมาใส่ซองเตรียมไว้จ่ายคืนเมื่อใบแจ้งหนี้มาถึง เท่านี้ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีเงินจ่าย และไม่ต้องกังวลกับดอกเบี้ยซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของบัตรเครดิต
——————
16. ถ้าคุณเป็นพนักงานบริษัทที่อยากลงทุน แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเลือกลงทุนกับสินทรัพย์ประเภทใดดี ขอแนะนำการลงทุนที่แทบจะไม่มีความเสี่ยงเลยก็ว่าได้ และไม่ต้องกังวลกับตลาดหุ้นว่าจะขึ้นหรือลง แถมยังได้รับผลตอบแทน 20 % ต่อปี นั่นคือ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั่นเอง ซึ่งบริษัทส่วนใหญ่จัดตั้งกองทุนนี้ไว้เป็นช่องทางในการออมเงินให้กับพนักงานบริษัทอยู่แล้ว
——————
17. การลงทุนสำหรับมือใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ เราขอแนะนำให้ลองศึกษารายละเอียดการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (Dollar Cost Average) ซึ่งมีหลักการง่าย ๆ 3 ข้อ
1) เลือกหุ้นที่ดี
2) กำหนดจำนวนเงินซื้อหุ้นแต่ละครั้ง
3) กำหนดวันซื้อหุ้น การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุนเป็นการลงทุนที่เน้นการสะสมหุ้นทีละน้อยอย่างมีวินัย และถือหุ้นไว้ในระยะยาว โดยไม่ต้องกังวลกับราคาหุ้นที่ผันผวนในช่วงสั้น ๆ
——————
18. สำหรับใครที่ต้องการลงทุนผ่านอสังหาริมทรัพย์ เช่น ซื้อคอนโดหรือซื้อบ้านไว้ให้เช่าแล้วเก็บค่าเช่ามาจ่ายค่าผ่อนคอนโด เมื่อผ่อนจนหมดก็จะเท่ากับได้คอนโดหรือบ้านมาฟรี ๆ แต่การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นการลงทุนที่ต้องใช้เงินจำนวนมากและระยะเวลาค่อนข้างนาน ผู้ที่อยากลงทุนในลักษณะแบบนี้จึงต้องพิจารณาถึงคุณสมบัติ 4 ประการนี้เสียก่อน
1) มีเงินก้อนสำหรับการจอง ทำสัญญา และเงินดาวน์
2) มีหน้าที่การงานมั่นคง สำหรับกรณีต้องไปกู้เงินจากธนาคาร
3) สามารถหาลูกค้ามาเช่าคอนโดหรือบ้านได้
4) อสังหาริมทรัพย์ที่เราจะไปลงทุนต้องอยู่ในทำเลที่ดี เช่น ใกล้ระบบขนส่งมวลชน อยู่กลางแหล่งความเจริญ
——————
19. การลงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง อย่าลืมถามใจตัวเองก่อนว่าเราอยากได้ผลตอบแทนเท่าไร เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน และอย่าลืมต้องศึกษาข้อมูลการลงทุนอย่างรอบด้านและรอบคอบ ควรเลือกลงทุนให้เหมาะสมกับความสามารถของเราที่จะควบคุมมันได้ดีที่สุดครับ
——————
20. เรื่องเงินทองเป็นเรื่องส่วนบุคคล ดังนั้น วิธีในการใช้จ่ายและเก็บออมจึงขึ้นอยู่กับความสนใจ ความพึงพอใจของแต่ละคนด้วย บังคับกันได้ยาก จึงไม่น่าแปลกใจที่ใครหลายคนจะกล่าวว่า เงินเดือนน้อย รายจ่ายมาก เก็บออมไม่ไหวหรอก แต่สำหรับคนที่สนใจในแนวทางเดียวกันนี้ การลงมือทำสำคัญที่สุด เพราะต่อให้มีความรู้มากมายว่าเก็บออมแบบใดให้ผลดี แต่ถ้าไม่ลงมือทำสักทีก็ไม่มีประโยชน์นั่นเอง
CREDIT : www.saroopbook.com