หลังจากสร้างความฮือฮากับบท “ภัสสร” แห่งตระกูลจิระอนันต์ใน “เลือดข้นคนจาง” ผู้ครองตำแหน่งบทที่ร้องไห้เยอะที่สุดในซีรีส์ มาร่วมพูดคุยถึงผลงานล่าสุดว่าเธอกับภัสสรนั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร รวมถึงมุมมองการใช้ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ที้ย้ำอย่างยิ่งว่า “ครอบครัว” ที่แข็งแรงจะทำให้เราไม่จางหายไปกับสังคม
“ภัสสร” กับ “คัทลียา” อะไรที่เหมือน อะไรที่ต่าง
“แน่นอนมันมีสิ่งที่เหมือนอยู่แล้ว แต่มันก็มีสิ่งที่ต่างด้วย” คุณแหม่มเริ่มเปรียบเทียบระหว่างตัวเธอเองกับภัสสร “เหมือนก็คือนิสัยคล้ายๆ นะคะ เป็นคนรักครอบครัว สนุกสนานกับคนรอบข้าง อัธยาศัยดี แล้วก็เป็นคนรักความยุติธรรม แต่เหนือกว่านั้นเราเป็นคนรักครอบครัว รักลูกมาก”
“แต่ว่าเราไม่มีปมเหมือนที่ภัสสรมี พี่ไม่ได้รู้สึกหรือคิดเยอะว่าที่ เออ...ที่ผ่านมาทำไมพี่วิลลี่ได้ดีกว่าเรา เราก็รักพี่ชายเราดี พี่ชายเราก็ให้เราทุกอย่างดี๊ดี พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้เราขาด ครอบครัวก็มีพี่น้องแค่สองคน ไม่ได้มีตัวแชร์เยอะ ทั้งๆ ที่ฝั่งคุณแม่ก็เป็นครอบครัวคนจีนนะคะ”
“คัทลียา” กับ “ครอบครัว” สิ่งที่ดึงเธอให้อยู่กับความจริง
“เวลาคนชื่นชมยินดีเราก็ชอบอยู่แล้ว เป็นเหมือนพลังสำคัญ แต่เวลาคนมาวิจารณ์เรา เราก็ค่อยๆ ปรับสร้างภูมิต้านทานเรื่อยๆ ไปตามอายุ สำคัญสุดคือครอบครัว ไม่ได้เรียกกว่าเกราะนะ แต่เวลาหันไปจะมีครอบครัวคอยสนับสนุนอยู่ อะไรที่ทำไม่ถูกแน่นอนว่าเขาจะต้องดุต้องว่าแต่ยังรักเราอยู่ ก็ไม่ใช่ว่าเอาเสียเราจมดินเวลาเราล้ม”
“เราไม่ใช่สตรีเหล็กขนาดนั้น คือไม่ได้บอกว่าการมองโลกในแง่ดีหรือการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงคือฉันไร้ความรู้สึก แต่อย่างที่บอกว่าพื้นฐานครอบครัวสำคัญสุด พ่อแม่เข้าใจเรา พี่ชายอยู่เคียงข้างเรานั่นคือสิ่งสำคัญ”
คัทลียา 2018 กับ ภูมิต้านทานโซเชียลมีเดีย
“พี่อยู่ในช่วงรอยต่อของยุคสมัยที่มันเปลี่ยนแปลงพอดี” คุณแหม่มพูดถึงข้อดีของการเกิดมาก่อน “ก่อนหน้านั้นไม่มีโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ช่วงหนึ่งของชีวิตก็มีพวกปาปารัซซี่ มีคนเข้ามาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวมากขึ้น พอมาถึงยุคที่มีโซเชียลมีเดียเราก็โชคดีเราเกิดมาในยุคที่มันเป็นรอยต่อพอดี” เธอเล่าถึงสถานการณ์ชีวิตที่เปิดโอกาสให้เธอได้ค่อยๆ ปรับตัว
“เด็กรุ่นใหม่อาจจะเหนื่อยกับการใช้ชีวิตและปรับสภาพจิตใจให้เข้ากับสังคม พี่คิดเอาเองนะ แต่คือเห็นภูมิต้านทานด้านจิตใจน้อยกันมาก นิดๆ หน่อยๆ ฆ่าตัวตาย หรือบางคนกลายเป็นโรคซึมเศร้า อันนี้น่าเห็นใจมาก”
“ถ้าให้วิเคราะห์แบบง่ายๆ ของเราเองที่เราเติบโตมา พี่ว่าครอบครัวสำคัญ ถ้าพื้นฐานครอบครัวแข็งแรงมันก็เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีมาก ทำให้คนไม่เขวไม่เคลิ้ม” เธอย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว
คัทลียา กับ การวิจารณ์คนอื่น
“ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนชอบวิจารณ์คนอื่นอยู่แล้วโดยนิสัย ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีมาก แต่เราแคร์คนอื่นรอบตัว ก็จะคิดเผื่อคนอื่นเขาว่าทำไมต้องวิจารณ์คนอื่นแรงขนาดนั้น เรายังไม่รู้ก่อนและหลังเลยว่าเรื่องราวมันคืออะไร อย่าไปวิจารณ์เขาสิ เราไปวิจารณ์เขาเราก็ไม่ได้วิเศษมาก เราดีกว่าเขาแค่ไหนกัน”
“ก็ไม่รู้ว่าหลักการนี้ได้มันมาจากอะไร เราดูจากคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นคนเอื้ออาทร ชอบช่วยเหลือคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราก็เลยรู้สึกว่าอันนั้นหรือเปล่าทำให้เราไม่ได้เป็นคนรุนแรง ใครล้มต้องเอาให้ตาย”
“มีอะไรต้องมาฉุกคิดก่อน กลั่นกรองความคิดก่อน ไม่ใช่เอะอะรุมด่าคนนี้ เดี๋ยวก่อนนนน มันมากเกินไปแล้วจิตใจกลายเป็นหยาบกร้าน”
คัทลียา กับ โลกแห่งความเป็นจริง
“เราเป็นคนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็จะอยู่กับตัวเรามาก แต่ไม่ได้เป็นคนที่วันดีคืนดีมานั่งคุยกับตัวเองว่าฉันต้องเป็นแบบนั้นๆ นะแต่รู้อยู่แล้วว่าควรเป็นคนแบบไหนถึงจะถูกต้อง”
“เรามองชีวิตอย่างชีวิตจริง อย่างที่มันเป็น แต่เผอิญว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย ไม่ใช่โลกสวยนะ แค่เข้าใจอะไรง่ายและคิดเผื่อเสมอสมมุติรถติด อืม..มันก็ต้องติดเวลานี้ ทุกคนก็เลิกงาน เป็นต้นนะคะ”
ทิ้งท้ายว่าเธออยากกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไหม “ที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขนะ สมมุติไม่ได้ อย่าสมมุติ มันเป็นไปไม่ได้ก็ไม่รู้จะสมมุติทำไม มันแก้อะไรไม่ได้ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ของคนที่อยู่กับความเป็นจริง พร้อมรอยยิ้มสวยหวานตามแบบฉบับของ “แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช”
ขอบคุณสถานที่ : Little Sunshine Cafe
บทสัมภาษณ์ GMM Grammy official
ชีวิตที่อยู่กับความเป็นจริงในวันนี้ ของ “คัทลียา แมคอินทอช”
หลังจากสร้างความฮือฮากับบท “ภัสสร” แห่งตระกูลจิระอนันต์ใน “เลือดข้นคนจาง” ผู้ครองตำแหน่งบทที่ร้องไห้เยอะที่สุดในซีรีส์ มาร่วมพูดคุยถึงผลงานล่าสุดว่าเธอกับภัสสรนั้นเหมือนหรือต่างกันอย่างไร รวมถึงมุมมองการใช้ชีวิตของผู้หญิงคนนี้ที้ย้ำอย่างยิ่งว่า “ครอบครัว” ที่แข็งแรงจะทำให้เราไม่จางหายไปกับสังคม
“ภัสสร” กับ “คัทลียา” อะไรที่เหมือน อะไรที่ต่าง
“แน่นอนมันมีสิ่งที่เหมือนอยู่แล้ว แต่มันก็มีสิ่งที่ต่างด้วย” คุณแหม่มเริ่มเปรียบเทียบระหว่างตัวเธอเองกับภัสสร “เหมือนก็คือนิสัยคล้ายๆ นะคะ เป็นคนรักครอบครัว สนุกสนานกับคนรอบข้าง อัธยาศัยดี แล้วก็เป็นคนรักความยุติธรรม แต่เหนือกว่านั้นเราเป็นคนรักครอบครัว รักลูกมาก”
“แต่ว่าเราไม่มีปมเหมือนที่ภัสสรมี พี่ไม่ได้รู้สึกหรือคิดเยอะว่าที่ เออ...ที่ผ่านมาทำไมพี่วิลลี่ได้ดีกว่าเรา เราก็รักพี่ชายเราดี พี่ชายเราก็ให้เราทุกอย่างดี๊ดี พ่อแม่ก็ไม่ได้ให้เราขาด ครอบครัวก็มีพี่น้องแค่สองคน ไม่ได้มีตัวแชร์เยอะ ทั้งๆ ที่ฝั่งคุณแม่ก็เป็นครอบครัวคนจีนนะคะ”
“คัทลียา” กับ “ครอบครัว” สิ่งที่ดึงเธอให้อยู่กับความจริง
“เวลาคนชื่นชมยินดีเราก็ชอบอยู่แล้ว เป็นเหมือนพลังสำคัญ แต่เวลาคนมาวิจารณ์เรา เราก็ค่อยๆ ปรับสร้างภูมิต้านทานเรื่อยๆ ไปตามอายุ สำคัญสุดคือครอบครัว ไม่ได้เรียกกว่าเกราะนะ แต่เวลาหันไปจะมีครอบครัวคอยสนับสนุนอยู่ อะไรที่ทำไม่ถูกแน่นอนว่าเขาจะต้องดุต้องว่าแต่ยังรักเราอยู่ ก็ไม่ใช่ว่าเอาเสียเราจมดินเวลาเราล้ม”
“เราไม่ใช่สตรีเหล็กขนาดนั้น คือไม่ได้บอกว่าการมองโลกในแง่ดีหรือการอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงคือฉันไร้ความรู้สึก แต่อย่างที่บอกว่าพื้นฐานครอบครัวสำคัญสุด พ่อแม่เข้าใจเรา พี่ชายอยู่เคียงข้างเรานั่นคือสิ่งสำคัญ”
คัทลียา 2018 กับ ภูมิต้านทานโซเชียลมีเดีย
“พี่อยู่ในช่วงรอยต่อของยุคสมัยที่มันเปลี่ยนแปลงพอดี” คุณแหม่มพูดถึงข้อดีของการเกิดมาก่อน “ก่อนหน้านั้นไม่มีโซเชียลมีเดียทั้งหลาย ช่วงหนึ่งของชีวิตก็มีพวกปาปารัซซี่ มีคนเข้ามาวุ่นวายเรื่องส่วนตัวมากขึ้น พอมาถึงยุคที่มีโซเชียลมีเดียเราก็โชคดีเราเกิดมาในยุคที่มันเป็นรอยต่อพอดี” เธอเล่าถึงสถานการณ์ชีวิตที่เปิดโอกาสให้เธอได้ค่อยๆ ปรับตัว
“เด็กรุ่นใหม่อาจจะเหนื่อยกับการใช้ชีวิตและปรับสภาพจิตใจให้เข้ากับสังคม พี่คิดเอาเองนะ แต่คือเห็นภูมิต้านทานด้านจิตใจน้อยกันมาก นิดๆ หน่อยๆ ฆ่าตัวตาย หรือบางคนกลายเป็นโรคซึมเศร้า อันนี้น่าเห็นใจมาก”
“ถ้าให้วิเคราะห์แบบง่ายๆ ของเราเองที่เราเติบโตมา พี่ว่าครอบครัวสำคัญ ถ้าพื้นฐานครอบครัวแข็งแรงมันก็เป็นภูมิคุ้มกันที่ดีมาก ทำให้คนไม่เขวไม่เคลิ้ม” เธอย้ำถึงความสำคัญของสถาบันครอบครัว
คัทลียา กับ การวิจารณ์คนอื่น
“ส่วนตัวไม่ได้เป็นคนชอบวิจารณ์คนอื่นอยู่แล้วโดยนิสัย ไม่ได้บอกว่าตัวเองดีมาก แต่เราแคร์คนอื่นรอบตัว ก็จะคิดเผื่อคนอื่นเขาว่าทำไมต้องวิจารณ์คนอื่นแรงขนาดนั้น เรายังไม่รู้ก่อนและหลังเลยว่าเรื่องราวมันคืออะไร อย่าไปวิจารณ์เขาสิ เราไปวิจารณ์เขาเราก็ไม่ได้วิเศษมาก เราดีกว่าเขาแค่ไหนกัน”
“ก็ไม่รู้ว่าหลักการนี้ได้มันมาจากอะไร เราดูจากคุณพ่อคุณแม่ เพราะคุณพ่อคุณแม่เป็นคนเอื้ออาทร ชอบช่วยเหลือคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา เราก็เลยรู้สึกว่าอันนั้นหรือเปล่าทำให้เราไม่ได้เป็นคนรุนแรง ใครล้มต้องเอาให้ตาย”
“มีอะไรต้องมาฉุกคิดก่อน กลั่นกรองความคิดก่อน ไม่ใช่เอะอะรุมด่าคนนี้ เดี๋ยวก่อนนนน มันมากเกินไปแล้วจิตใจกลายเป็นหยาบกร้าน”
คัทลียา กับ โลกแห่งความเป็นจริง
“เราเป็นคนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง เราก็จะอยู่กับตัวเรามาก แต่ไม่ได้เป็นคนที่วันดีคืนดีมานั่งคุยกับตัวเองว่าฉันต้องเป็นแบบนั้นๆ นะแต่รู้อยู่แล้วว่าควรเป็นคนแบบไหนถึงจะถูกต้อง”
“เรามองชีวิตอย่างชีวิตจริง อย่างที่มันเป็น แต่เผอิญว่าเป็นคนมองโลกในแง่ดีด้วย ไม่ใช่โลกสวยนะ แค่เข้าใจอะไรง่ายและคิดเผื่อเสมอสมมุติรถติด อืม..มันก็ต้องติดเวลานี้ ทุกคนก็เลิกงาน เป็นต้นนะคะ”
ทิ้งท้ายว่าเธออยากกลับไปแก้ไขอะไรในอดีตไหม “ที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่อยากกลับไปแก้ไขนะ สมมุติไม่ได้ อย่าสมมุติ มันเป็นไปไม่ได้ก็ไม่รู้จะสมมุติทำไม มันแก้อะไรไม่ได้ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ ของคนที่อยู่กับความเป็นจริง พร้อมรอยยิ้มสวยหวานตามแบบฉบับของ “แหม่ม-คัทลียา แมคอินทอช”
ขอบคุณสถานที่ : Little Sunshine Cafe
บทสัมภาษณ์ GMM Grammy official