อย่ามาบังคับให้ประสบความสำเร็จ

จริง ๆ ความคิดที่ไม่อยากประสบความสำเร็จมันมีมานานแล้ว ตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัย
ไม่รู้เพราะการเลี้ยงดู สังคม หรืออาจจะเป็นเพราะเราได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ที่ไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้

ขอเล่าพื้นเพก่อนนะคะ

จขกท.เกิดในบ้านที่มีฐานะยากจน ยากจนแบบยากจนมาก
ถึงแม้ช่วงหลัง ๆ จะพอมีบ้าง แต่จำได้ว่าโตมาแบบไม่เคยได้กินร้านอาหารในห้าง แม่บอกว่า กินข้าวไข่ดาวก็อิ่มเหมือนกัน อืม.. ก็จริงตามที่แม่บอก

แต่โชคดีที่เป็นคนชอบเรียน เพราะทำงานตั้งแต่ ม.1 เลยรู้ว่า การเรียนนี่สบายที่สุดแล้ว นั่งเฉย ๆ  ไปทั้งวัน ทำการบ้านก็สบาย ๆ รับจ้างของเพื่อนทำยังได้ เวลาเหลือ แต่ไปทำงานสวนตระบองเพชร หนามตำมือ ร้อน ผงถ่านเข้าจมูก สารพัด จึงชอบเรียนมาเรื่อย ๆ จนตั้งความหวังไว้ว่า จะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศที่เค้านิยมกัน (ซึ่งบอกก่อนว่าทั้งบ้านนี่ไม่เคยมีใครเรียนในมหาวิทยาลัย) โดยมีความฝันว่าอยากเป็นครู แต่ไม่สอบเข้าครุศาสตร์ เพราะเราเชื่อว่าเราชอบครูแบบไหนก็เป็นครูแบบนั้น สิ่งที่จำเป็นน่าจะเป็นวิชาการ

ก็เรียนจนสอบตรงติดมหาวิทยาลัยแถวอโศก ที่ต้องไปเรียนองครักษ์ก่อน ต้องจ่ายค่าเทอมเลย ซึ่งไม่มีค่ะ สละสิทธิ์กันไป
แม่บอกให้รอทุนอีกที่ ซึ่งรอประกาศผลในอีก 4 เดือนข้างหน้า ผลสรุปคือได้ทุนของมหาวิทยาลัยรัฐ แถวรังสิต โชคดีที่ใกล้บ้านด้วย
ระหว่างนั้นก็ทำงานอยู่ตลอด รับจ้างขายเสื้อผ้าบ้าง ปิดเทอมไปเป็นสาวโรงงานบ้าง ทำงานดรีมเวิร์ล ฯลฯ รับทุกอย่างที่ทำได้

มาถึงจุดพลิกผัน พอมองกลับไปเหมือนว่าตอนนั้นเราได้ในสิ่งสูงสุดที่ต้องการแล้ว เราก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนเท่าไร บวกกับมันยากด้วย เพื่อน ๆ ก็ไฮโซ เราก็ทำกิจกรรมบ้าง จนรู้สึกว่าเงินไม่พอ ไม่น่าเข้าสังคมได้ ก็เลยไปทำงาน ทำงานไปเรียนไป เสิร์ฟอาหารบ้าง ช่วยงานคณะฯ บ้าง ถามว่าเรียนสนุกมั๊ยก็สนุก แต่ก็รู้ศักยภาพตัวเองว่าไม่สามารถเรียนได้เต็มที่ เพราะทำงานด้วย ขี้เกียจด้วย หลายปัจจัย

พอจบมาก็ได้เป็นครูสมใจ อยู่รร.เอกชน รับรู้ได้ว่ามีความสุขนะกับการสอน แต่ระบบมันทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า สอนแค่20% นอกนั้นงานอื่นล้วนๆ เงินน้อย ความสุขมีแค่ช่วงที่สอน เป็นครูได้ประมาณเกือบสองปี ก็สอบติดปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัยเดิม หลังจากนั้นไม่นานเราก็ลาออกจากการเป็นครู เพราะอ่อนล้ากับการศึกษาไทยด้วย ช่วงที่ทำงานก็อกหักด้วย เหนื่อยงานด้วยก็ปลงชีวิตไปช่วงนึง ปฏิบัติธรรมกันไป

แต่ตอนนั้นพอสอบติดก็มีความหวังกับชีวิตอีกครั้งมุ่งมั่นเต็มที่ ผ่านรอบข้อเขียน รอบสัมภาษณ์ เป็นความตื่นเต้นที่สุดในชีวิต ตอนนั้นแม่เริ่มมีฐานะขึ้นมา เลยคุยว่า แม่ออกค่าเทอมไปก่อนนะ จะทำงานแล้วผ่อนคืน พอแม่ก็โอเคทุกอย่างก็ลงตัว จ่ายงวดแรกไปแล้ว 5000 ย้ายจากหอที่ทำงานมาอยู่บ้านเตรียมพร้อมเรียน

แต่ 1 อาทิตย์ก่อนเปิดเทอม แม่พูดอย่างจริงจังว่า มันแพงเกินไป อย่าเรียนเลย เราค่อนข้างมีสติแต่ก็เสียใจ ร้องไห้ไปแปบนึง
แต่ยอมจำนน ไม่เรียนก็ไม่เรียน หลังจากนั้นไฟทุกดวงก็ดับลง...

สมัครงานออฟฟิศ ทำงานรับเงินเดือนไปวัน ๆ ปรากฏว่ามีความสุขว่ะ ทำไมมีความสุขจัง เงินเดือนมากกว่าตอนเป็นครู แล้วก็ทำงานแค่เอกสาร วิถี loser สุด ๆ  ถึงแม้จะอยู่กลางเมืองท่ามกลางสาวออฟฟิศที่แต่งตัวสวย ๆ ของล่อตาล่อใจมากมาย แต่เราไม่อยากได้อะไรเลย ไม่อยากมีบ้านมีรถ ไม่อยากไต่ขึ้นไปตำแหน่งสูงกว่านี้ วันนึงแค่มีกาแฟนุ่มๆแก้วนึง ข้าวกล่องของแม่ ค่ารถมาทำงาน แค่นั้น ทำไมมีความสุขขนาดนี้ หิวก็กิน ง่วงก็นอน

วันที่มาตั้งกระทู่ เรามีแฟนแล้ว เป็นคนที่ต่างจากเราคือมีความฝันที่ยิ่งใหญ่มาก แต่เค้าค่อนข้างจะเคารพความคิดของเรา ว่าเราไม่ได้อยากประสบความสำเร็จนะ เรามีความสุขกับตรงนี้แล้ว เราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน คนเราควรจะมีสิทธิในสภาพร่างกายและจิตใจอย่างสมบูรณ์

มีคนมากมายออกมาตำหนิคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ คนที่ใช้ชีวืตเอื่อยเฉื่ยไปวัน ๆ
ใช่ค่ะ นั่นก็คือสิทธิที่จะพูด แต่เราเชื่อว่าน่าจะมีคนแบบเรานะ ที่มีความสุขแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่
ตัวเราเองเราคิดว่าใช้ชีวิตมาคุ้มแล้ว จะตายวันไหนก็ไม่เสียดาย

เพราะฉะนั้นเราว่าอย่าไปนั่งกำหนดว่าชีวิตใครจะเป็นยังไงเลยค่ะ เราไม่มีทางริ จริงๆเค้าอาจจะพอใจตรงนั้นแล้วก็ได้

ขอบคุณค่ะ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่