ขออนุญาตแท็กห้องทนายด้วยนะครับ
สวัสดีครับผมขอใช้นามสมมุตินะครับ (ขอแทนตัวเองว่าปอนด์นะครับ) เรื่องละครชีวิตนี้เป็นชีวิตจริงของผมแทบทั้งสิ้น ตัดสินใจมาเล่าให้เพื่อนๆ ชาวพันทิปได้อ่านกัน เพราะผมไม่รู้จะหันไปปรึกษาใครมีแต่คนปฏิเสธแล้วได้แต่เห็นใจ ไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนให้อีกหลายๆ คนได้นะครับ
ผมเป็นลูกของตำรวจชั้นประทวน ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ มีพี่สาวชื่อ มิ้น อายุห่างผม 4 ปี ผมเชื่อเสมอว่าพ่อของผมสอนผมให้ทำแต่สิ่งดี ๆ อะไรที่ไม่ถูกต้องพ่อก็บอกว่าไม่ถูกต้อง ท่านเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตัวเองสูงมาก ๆ ขยันทำงานตลอด ซึ่งผมก็ติดเป็นนิสัยของตัวผมเอง จนพ่อผมอายุ 53 ปี ช่วงนั้นผมเรียนปริญญาตีที่เชียงใหม่ครับ พ่อผมท่านเป็นโรคหัวใจ ผมต้องรีบกลับจำได้ว่าช่วงนั้นผมกำลังทำโปรเจ็คจบ พ่อผมเข้าห้องไอซียู เนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ นายของพ่อบอกให้พ่อหยุดทำงาน แต่ด้วยใจรักการทำงานพ่อผมถูกรถชนทั้ง ๆ ที่แต่งเครื่องแบบนั่นแหละครับ ไม่บาดเจ็บแต่ตกใจ อีกวันนึงเลยเข้าโรงพยาบาล ยื้อพ่อได้อยู่ 4 วันครับ พ่อผมตายเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ช่วงนั้นผมเคว้งมาก สงสารแม่ด้วย เลยไปๆ กลับๆ มหาลัยและบ้านซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงไปกลับ 8 ชั่วโมง เหนื่อยหน่อย ช่วงนั้นผมรีบเรียนให้จบ สนใจแต่แม่และเรื่องเรียนเท่านั้น อ้อ!!พี่มิ้นแต่งงานกับพี่เต่าสอบเป็นตำรวจได้ (ขออวยพ่อหน่อยนะครับ พ่อทั้งชี้แนวทาง ทั้งเป็นธุระต่างๆ ด้าน กีฬา ด้านวิชาการ สอบกันหลายครั้งจนได้เป็นตำรวจสมใจพี่เต่า)
....เวลาผ่านไปปีกว่ามีทั้งทุกข์ ทั้งสุขเข้ามาในชีวิตครับ หลังจบก็ทำงานรอสอบข้าราชการเพื่อเอาใจแม่ ผมสอบติดนายสิบทหารบกครับ เข้ามารับราชการจังหวัดใกล้บ้าน ช่วงนี้แหละครับ ที่เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตผมหลายๆอย่าง พี่เต่าสอบได้เป็นตำรวจสัญญาบัตร ครอบครัวผมดูเหมือนไปได้ดีครับ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้บอกคือ หลังจากที่พ่อตาย พ่อมีมรดกหลังหักหนี้สินของพ่อได้มาก้อนหนึ่งเป็นเงินที่เยอะมากทีเดียว แต่ด้วยความที่เรายึดคำว่าครอบครัว ใครมีปัญหาต้องช่วย ก่อนพี่เต่าได้ตำรวจสัญญาบัตรเค้าต้องย้ายมาทำงานที่กรุงเทพ เลยขอเงินก้อนนี้กับทุกคนรวบรวมเงินของทุกคนเพื่อไปปิดสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เค้าไปกู้ ซึ่งผมก็ให้เหมือนคนอื่นๆไม่คิดมาก ขนาดก่อนหน้านี้พี่เต่ายังเคยขอให้ผมกู้เงินธนาคารโดยใช้ชื่อผมแทนและพี่เต่าจะเป็นคนผ่อนชำระ แต่พี่เต่ายืมจนผมลืมเงินทั้งสองก้อนนี้ไปเลย
วันเวลาผ่านไป พี่เต่า เริ่มพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในบ้าน เมื่อกลับมาบ้านแม่ ตอนนั้นก็ไม่ได้สงสัยอะไร จนสุดท้ายพี่มิ้นคลอดหลานคนที่ 2 พี่เต่ากับพี่มิ้นก็เหมือนจะแยกกันอยู่แต่ไม่หย่ากันนะครับ ด้วยความแยกกันอยู่พี่มิ้นต้องเลี้ยงลูกสองคน เลยขอแม่ผมไปทำงานเพื่อเลี้ยงลูก ขอไปทำงานต่างจังหวัด ชีวิตจากสุขสบายของผมเริ่มเห็นเค้ารางของครอบครัว ทำให้ผมเริ่มกลับมาจนใจครอบครัวอีกครั้งครับ หลังจากที่ผมเองก็ทำงานอยู่ต่างจังหวัด แค่โทรคุยกับแม่ช่วงหลังเลิกงานเท่านั้น
และสุดท้ายเมื่อปี 2560 แม่โทรมาแจ้งกับผมว่า บ้านกำลังจะโดนยึดเหตุเพราะพี่เต่าขอยืมโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อพี่เต่า เมื่อปี 2554 ครั้งยังรักกันกับพี่มิ้น อ้างว่าพี่เต่ามีงานเป็นหลักแหล่งมั่นคง แม่ผมไม่มีงานทำ เค้าเอาไปเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของครอบครัว ฟังดูสวยหรูครับ สุดท้ายพี่เต่าไม่จ่ายค่างวดครับ หนี้สินเริ่มเป็นดินพอกหางหมู นิสัยเริ่มกลับมา บังคับให้แม่ผมกราบตีนพี่เขย เพราะตอนนั้นเค้าเมาเหล้า ไล่แม่ผมออกจากบ้าน เพราะชื่อบ้านเป็นของพี่เต่า ตลกไหมครับ เหตุการณ์ทุกอย่างพี่มิ้นอยู่ในเหตุการณ์ แต่ทำไงได้ตอนนั้นความรักมันบังตาขนาดแม่บังเกิดเกล้ายังไม่ดูแล บ้านของผมที่พ่อสร้างสร้างให้ก่อนตาย โดยแปลเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น
สุดท้ายผมทำหนังสือไปเรียนผู้บังคับบัญชาของพี่เต่า ทางนายเค้าก็เรียกให้ ปอนด์(ผม), แม่, พี่มิ้น, พี่เต่า ไปสอบปากคำถึงกรุงเทพ ผมนี่เจียดเงินดือนทหารพร้อมยืมเงินเพื่อนเพื่อพาแม่ไปเรียกร้องความเป็นธรรมเลยครับ สุดท้ายทางที่ทำงานของพี่เขยเค้าตอบกลับมาว่า ไม่มีมูลเป็นความจริง ท้อแท้ไหมละครับ บ้านก็จะไม่มีที่อยู่ ครอบครัวก็แตกแยก แม่ผมก็แก่ชราลงทุกวันแม่ก็พึ่งผ่ามะเร็งเต้านมไปเมื่อต้นปีที่แล้ว เดินทางก็ลำบากบ่นปวดแขน หรือน๊อกสภาพอากาศบ่อยๆ
เรื่องราวของผมยังไม่จบนะครับ กำลังจะเป็นปัจจุบันแล้วเดี๋ยวผมมาต่อนะครับ
มีดราม่ามากว่านี้อีก
ละครชีวิตของคนทำดี
สวัสดีครับผมขอใช้นามสมมุตินะครับ (ขอแทนตัวเองว่าปอนด์นะครับ) เรื่องละครชีวิตนี้เป็นชีวิตจริงของผมแทบทั้งสิ้น ตัดสินใจมาเล่าให้เพื่อนๆ ชาวพันทิปได้อ่านกัน เพราะผมไม่รู้จะหันไปปรึกษาใครมีแต่คนปฏิเสธแล้วได้แต่เห็นใจ ไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้อาจเป็นบทเรียนให้อีกหลายๆ คนได้นะครับ
ผมเป็นลูกของตำรวจชั้นประทวน ที่จังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ มีพี่สาวชื่อ มิ้น อายุห่างผม 4 ปี ผมเชื่อเสมอว่าพ่อของผมสอนผมให้ทำแต่สิ่งดี ๆ อะไรที่ไม่ถูกต้องพ่อก็บอกว่าไม่ถูกต้อง ท่านเป็นคนที่มีระเบียบวินัยในตัวเองสูงมาก ๆ ขยันทำงานตลอด ซึ่งผมก็ติดเป็นนิสัยของตัวผมเอง จนพ่อผมอายุ 53 ปี ช่วงนั้นผมเรียนปริญญาตีที่เชียงใหม่ครับ พ่อผมท่านเป็นโรคหัวใจ ผมต้องรีบกลับจำได้ว่าช่วงนั้นผมกำลังทำโปรเจ็คจบ พ่อผมเข้าห้องไอซียู เนื่องจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ นายของพ่อบอกให้พ่อหยุดทำงาน แต่ด้วยใจรักการทำงานพ่อผมถูกรถชนทั้ง ๆ ที่แต่งเครื่องแบบนั่นแหละครับ ไม่บาดเจ็บแต่ตกใจ อีกวันนึงเลยเข้าโรงพยาบาล ยื้อพ่อได้อยู่ 4 วันครับ พ่อผมตายเพราะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ช่วงนั้นผมเคว้งมาก สงสารแม่ด้วย เลยไปๆ กลับๆ มหาลัยและบ้านซึ่งต้องใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมงไปกลับ 8 ชั่วโมง เหนื่อยหน่อย ช่วงนั้นผมรีบเรียนให้จบ สนใจแต่แม่และเรื่องเรียนเท่านั้น อ้อ!!พี่มิ้นแต่งงานกับพี่เต่าสอบเป็นตำรวจได้ (ขออวยพ่อหน่อยนะครับ พ่อทั้งชี้แนวทาง ทั้งเป็นธุระต่างๆ ด้าน กีฬา ด้านวิชาการ สอบกันหลายครั้งจนได้เป็นตำรวจสมใจพี่เต่า)
....เวลาผ่านไปปีกว่ามีทั้งทุกข์ ทั้งสุขเข้ามาในชีวิตครับ หลังจบก็ทำงานรอสอบข้าราชการเพื่อเอาใจแม่ ผมสอบติดนายสิบทหารบกครับ เข้ามารับราชการจังหวัดใกล้บ้าน ช่วงนี้แหละครับ ที่เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิตผมหลายๆอย่าง พี่เต่าสอบได้เป็นตำรวจสัญญาบัตร ครอบครัวผมดูเหมือนไปได้ดีครับ แต่ไม่ใช่อย่างนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมไม่ได้บอกคือ หลังจากที่พ่อตาย พ่อมีมรดกหลังหักหนี้สินของพ่อได้มาก้อนหนึ่งเป็นเงินที่เยอะมากทีเดียว แต่ด้วยความที่เรายึดคำว่าครอบครัว ใครมีปัญหาต้องช่วย ก่อนพี่เต่าได้ตำรวจสัญญาบัตรเค้าต้องย้ายมาทำงานที่กรุงเทพ เลยขอเงินก้อนนี้กับทุกคนรวบรวมเงินของทุกคนเพื่อไปปิดสหกรณ์ออมทรัพย์ที่เค้าไปกู้ ซึ่งผมก็ให้เหมือนคนอื่นๆไม่คิดมาก ขนาดก่อนหน้านี้พี่เต่ายังเคยขอให้ผมกู้เงินธนาคารโดยใช้ชื่อผมแทนและพี่เต่าจะเป็นคนผ่อนชำระ แต่พี่เต่ายืมจนผมลืมเงินทั้งสองก้อนนี้ไปเลย
วันเวลาผ่านไป พี่เต่า เริ่มพาผู้หญิงคนอื่นเข้ามาในบ้าน เมื่อกลับมาบ้านแม่ ตอนนั้นก็ไม่ได้สงสัยอะไร จนสุดท้ายพี่มิ้นคลอดหลานคนที่ 2 พี่เต่ากับพี่มิ้นก็เหมือนจะแยกกันอยู่แต่ไม่หย่ากันนะครับ ด้วยความแยกกันอยู่พี่มิ้นต้องเลี้ยงลูกสองคน เลยขอแม่ผมไปทำงานเพื่อเลี้ยงลูก ขอไปทำงานต่างจังหวัด ชีวิตจากสุขสบายของผมเริ่มเห็นเค้ารางของครอบครัว ทำให้ผมเริ่มกลับมาจนใจครอบครัวอีกครั้งครับ หลังจากที่ผมเองก็ทำงานอยู่ต่างจังหวัด แค่โทรคุยกับแม่ช่วงหลังเลิกงานเท่านั้น
และสุดท้ายเมื่อปี 2560 แม่โทรมาแจ้งกับผมว่า บ้านกำลังจะโดนยึดเหตุเพราะพี่เต่าขอยืมโฉนดเปลี่ยนเป็นชื่อพี่เต่า เมื่อปี 2554 ครั้งยังรักกันกับพี่มิ้น อ้างว่าพี่เต่ามีงานเป็นหลักแหล่งมั่นคง แม่ผมไม่มีงานทำ เค้าเอาไปเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของครอบครัว ฟังดูสวยหรูครับ สุดท้ายพี่เต่าไม่จ่ายค่างวดครับ หนี้สินเริ่มเป็นดินพอกหางหมู นิสัยเริ่มกลับมา บังคับให้แม่ผมกราบตีนพี่เขย เพราะตอนนั้นเค้าเมาเหล้า ไล่แม่ผมออกจากบ้าน เพราะชื่อบ้านเป็นของพี่เต่า ตลกไหมครับ เหตุการณ์ทุกอย่างพี่มิ้นอยู่ในเหตุการณ์ แต่ทำไงได้ตอนนั้นความรักมันบังตาขนาดแม่บังเกิดเกล้ายังไม่ดูแล บ้านของผมที่พ่อสร้างสร้างให้ก่อนตาย โดยแปลเปลี่ยนมือเป็นของคนอื่น
สุดท้ายผมทำหนังสือไปเรียนผู้บังคับบัญชาของพี่เต่า ทางนายเค้าก็เรียกให้ ปอนด์(ผม), แม่, พี่มิ้น, พี่เต่า ไปสอบปากคำถึงกรุงเทพ ผมนี่เจียดเงินดือนทหารพร้อมยืมเงินเพื่อนเพื่อพาแม่ไปเรียกร้องความเป็นธรรมเลยครับ สุดท้ายทางที่ทำงานของพี่เขยเค้าตอบกลับมาว่า ไม่มีมูลเป็นความจริง ท้อแท้ไหมละครับ บ้านก็จะไม่มีที่อยู่ ครอบครัวก็แตกแยก แม่ผมก็แก่ชราลงทุกวันแม่ก็พึ่งผ่ามะเร็งเต้านมไปเมื่อต้นปีที่แล้ว เดินทางก็ลำบากบ่นปวดแขน หรือน๊อกสภาพอากาศบ่อยๆ
เรื่องราวของผมยังไม่จบนะครับ กำลังจะเป็นปัจจุบันแล้วเดี๋ยวผมมาต่อนะครับ
มีดราม่ามากว่านี้อีก