
ทริปนี้เดิมที เราอยากไปแค่สังขละบุรี..แต่มาเปิดเจอรีวิวเพื่อนๆ ไปพักที่ The For Rest Resort เราจึงอยากไปบ้าง แต่ก็ยังอยากไปสังขละฯ ด้วยเหมือนเดิม ทริปนี้เลยควบ 2 จ้า




เวลา 03.30 เริ่มออกเดินทางจากที่พัก มุ่งหน้าสู่ อ.สังขละบุรี ตั้งใจจะไปเช้าที่นั่นเพื่อตักบาตรที่สะพานมอญ

ระหว่างเดินทาง หมอกเยอะมาก ทำให้การเดินทางล่าช้าไปเยอะ กว่าจะถึง สังขละฯ พระก็กลับวัดหมดแล้ว อดสิคะ ตักบาตรที่ตั้งใจไว้ อดค่ะ

เลยถ่ายรูปสะพานมอญ ไว้เป็นที่ระลึก มีน้องๆ (ชื่อสมบูรณ์) มาให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติการสร้างสะพาน (อะไรเราก็จำไม่ได้ เพราะร้อนมาก จึงไม่ค่อยได้ฟังเท่าไหร่) แล้วน้องก็แนะนำให้เราเช่าเรือไปดูวัดกลางน้ำ

สมบูรณ์พูดเก่งมาก ให้ค่าเหนื่อยน้องไป 20 บาท

ราคาเช่าเรือ 1 วัด 300 บาท, 3 วัด 500 บาท แต่วันที่เราไป วัดจมน้ำ มองไม่เห็น 1 วัด เลยลดราคาให้ เหลือ 400 บาท ราคานี้คิดเหมา ไปหลายคนก็แบ่งจ่ายกันถูกหน่อย


วัดแรกที่เรือพาไปคือ วัดวังก์วิเวการาม (เดิม) เห็นแค่ยอดหอระฆัง และยอดโบสถ์เดิมเล็กน้อย.. ไปต่อกันเลยค่ะ


วัดที่ 2 วัดสมเด็จ เป็นวัดที่ไม่โดนน้ำท่วม เพราะอยู่บนเขา เดินจากริมฝั่ง ไปประมาณ 200 เมตร

ไกด์เด็ก (ชื่ออนันต์) แนะนำการเรียงหินเพื่อช่วยให้มีอายุยืนยาว แต่เราไม่ได้เรียงหรอกนะ ถ่ายรูปที่คนอื่น เขามาเรียงตั้งไว้

วัดที่ 3 คือวัดศรีสุวรรณ ที่เรามองไม่เห็น
หลังล่องเรือชมวัดเสร็จก็ขึ้นฝั่งเพื่อไปวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ สถาปัตยกรรมของวัดนี้เป็นแบบพม่า

และไปต่อกันที่ เจดีย์พุทธคยา (อยู่ใกล้ๆกัน)

เสียดายวันนี้ที่มีการปรับปรุง เลยไม่สวยงามเท่าที่เห็นจากรีวิวท่านอื่น ๆ จึงเข้าไปไหว้พระ และเดินชมภายใน
แดดก็ร้อน ท้องก็ร้อง เราเลยหามื้อกลางวันทานที่ร้านค้าบริเวณนั้น เพื่อเดินทางกลับไปยังที่พัก

เรามาถึงที่พักเมื่อเวลา 15.00 น. ก้รีบไปเช็คอินเลยจ้า... กลัวจะไม่ทันล่องแพ 555+

หน้าห้องพัก คือแต่ละโซนห้องพักเนี่ยก็จะไม่เหมือนกัน บางโซนก็มีศาลา บางโซนก็มีเก้าอีกนั่งแบบของเรา
วันนึงจะมีล่องแพ 2 รอบ รอบแรก 16.00 น. แดดยังจ้าอยู่เลย

เจ้าหน้าที่ดูแลดีมาก เขาจะมาเช็คเสื้อชูชีพ ว่าเราใส่ดีรึยัง ต้องใส่ให้แน่นพอดีตัว ใครว่ายน้ำเป็นก็ควรใส่นะคะ เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเองค่ะ
เรือก็จะลากเราไปปล่อย ใช่ค่ะ ปล่อยจริงๆ เขาจะให้เรากระโดดลงน้ำ และปล่อยให้เราลอยตัวล่องน้ำกลับมายังที่พักเอง ส่วนแพน่ะเหรอคะ เมื่อปล่อยเราแล้วก็กลับเลยค่ะ ของมีค่า เราก็ฝากไว้ แล้วไปรับที่เคาน์เตอร์เช็คอินนะคะ ส่วนลงน้ำเนี่ย ใครจะลงหรือไม่ลงก็ได้ คนที่ไม่เล่นน้ำ ก็กลับไปพร้อมกับแพ
แล้วในน้ำจะมีเจ้าหน้าที่ ล่องน้ำมากับพวกเราด้วย เพื่อดูแลความปลอดภัยค่ะ (รูปไม่มี เพราะเราไม่มีกล้องถ่ายในน้ำ 555+)

เราเลือกขึ้นฝั่งที่จุดมีสไล์เดอร์ค่ะ มาทั้งทีต้องจัดสักหน่อย เจ้าหน้าที่เขาดันหลังเราไหลลงมาโดยไม่ทันตั้งตัว น้ำเข้าจมูก เข้าปาก สมใจอยากเลยค่ะ
ที่นี่มีสระว่ายน้ำด้วยนะคะ เป็นระบบเกลือ และด้านบนมีเป็นอ่างน้ำแบบจากุชชี่ ไม่พลาดค่ะ (มาทั้งทีเอาให้คุ้ม 555+)

สระที่นี่มีทั้งสระเด็ก และสระผู้ใหญ่ นะคะ เลือกเล่นได้ตามสะดวกค่ะ

ถึงเวลาสำคัญแล้วค่ะ บุฟเฟ่ต์มื้อเย็น อยู่ในราคาที่พักแล้วค่ะ เริ่มเวลา 18.00 น.

เติมไม่อั้น เจ้าหน้าที่จะมาคอยเก็บจานที่ทานหมดแล้วเรื่อยๆ อาหารมีเรื่อยๆค่ะ ไม่ต้องกลัวหมด
มื้อค่ำเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย วันที่เราไปพักมีกรุ๊ปทัวร์เข้า ร้องเพลงคาราโอเกะจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม ก็เพลินๆ ดี มีเพลงให้ฟัง อยากขอเขาร้องสักเพลงแต่เกรงใจกลัวเขาจะฝันร้าย

เช้าวันที่ 2 ค่ะ เราตื่นเพราะเสียงน้ำไหล คือไหลแรงมาก ยามเช้าหมอกจะเยอะ ๆ

ล้างหน้าแปรงฟันเรียบร้อยก็ไปทานมื้อเช้าค่ะ เป็นบุฟเฟต์ ราคารวมอยู่ในที่พักเช่นกัน

เติมไม่อั้น เติมไปหลายรอบเหมือนเมื่อคืนเลย
ทานมื้อเช้าเสร็จก็กลับมาพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวกลับ และหาที่เที่ยวค่ะ ระหว่างทางกลับเนี่ย ไปไหนได้บ้าง
ที่แรกเลยไม่ไกลจากที่พักมาก คือ ช่องเขาขาด มาไม่ถูกก็ google maps เรื่องทางไว้ใจเขาเลย

มีแผนที่แนะทางทางเดิน

"ช่องเขาขาด" หรือ "ช่องไฟนรก" เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟสายไทย-พม่า (เส้นทางรถไฟสายมรณะ)

ส่วนสาวน้อยคนนี้ เราเจอกันบนรถสองแถวของพิพิธภัณฑ์ ที่มารอรับกลับไปยังทางเดินเริ่มต้น นางอัธยาศัยดีมาก นั่งมองหน้ากันอยู่ดีๆ นางก็ Say Hi ทำเอายิ้มกันทั้งคัน

หลังจากนั้นมุ่งหน้ากลับ กทม. จ้า
**สรุปค่าใช้จ่าย**
ที่พัก The For Rest Resort+บุฟเฟต์ 2 มื้อ+กิจกรรมของที่พัก 2,400 บาท (2 คน)
น้ำมันรถ 1,700 บาท
เช่าเรือชมวัดจมน้ำ 400 บาท
ค่ากิน (สารพัดที่อยากกิน) ประมาณ 500 บาท
เพื่อน ๆ คนไหนมีเวลาน้อย จะลองเที่ยวแบบเราก็ได้นะคะ
ปล.จริง ๆ เราแวะเที่ยวเมืองมัลลิกาด้วย แต่ไม่เอามาเล่านะ เราไปดูเฉยๆ ชุดก็ไม่เปลี่ยน อากาศร้อนมาก ไปถึงก้นั่งรับลม ชมควาย แล้วก็กิน ดูเป็ด ดูห่าน เท่านั้นจริงๆ ฮ่าๆๆ
เที่ยวไปด้วย "กาญฯ" สังขละบุรี-ไทรโยค 2 วัน 1 คืน
หลังล่องเรือชมวัดเสร็จก็ขึ้นฝั่งเพื่อไปวัดวังก์วิเวการาม (ใหม่) หรือ วัดหลวงพ่ออุตตมะ สถาปัตยกรรมของวัดนี้เป็นแบบพม่า
แดดก็ร้อน ท้องก็ร้อง เราเลยหามื้อกลางวันทานที่ร้านค้าบริเวณนั้น เพื่อเดินทางกลับไปยังที่พัก
วันนึงจะมีล่องแพ 2 รอบ รอบแรก 16.00 น. แดดยังจ้าอยู่เลย
เรือก็จะลากเราไปปล่อย ใช่ค่ะ ปล่อยจริงๆ เขาจะให้เรากระโดดลงน้ำ และปล่อยให้เราลอยตัวล่องน้ำกลับมายังที่พักเอง ส่วนแพน่ะเหรอคะ เมื่อปล่อยเราแล้วก็กลับเลยค่ะ ของมีค่า เราก็ฝากไว้ แล้วไปรับที่เคาน์เตอร์เช็คอินนะคะ ส่วนลงน้ำเนี่ย ใครจะลงหรือไม่ลงก็ได้ คนที่ไม่เล่นน้ำ ก็กลับไปพร้อมกับแพ
แล้วในน้ำจะมีเจ้าหน้าที่ ล่องน้ำมากับพวกเราด้วย เพื่อดูแลความปลอดภัยค่ะ (รูปไม่มี เพราะเราไม่มีกล้องถ่ายในน้ำ 555+)
ที่นี่มีสระว่ายน้ำด้วยนะคะ เป็นระบบเกลือ และด้านบนมีเป็นอ่างน้ำแบบจากุชชี่ ไม่พลาดค่ะ (มาทั้งทีเอาให้คุ้ม 555+)
ถึงเวลาสำคัญแล้วค่ะ บุฟเฟ่ต์มื้อเย็น อยู่ในราคาที่พักแล้วค่ะ เริ่มเวลา 18.00 น.
มื้อค่ำเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัย วันที่เราไปพักมีกรุ๊ปทัวร์เข้า ร้องเพลงคาราโอเกะจนถึงประมาณ 4 ทุ่ม ก็เพลินๆ ดี มีเพลงให้ฟัง อยากขอเขาร้องสักเพลงแต่เกรงใจกลัวเขาจะฝันร้าย
เช้าวันที่ 2 ค่ะ เราตื่นเพราะเสียงน้ำไหล คือไหลแรงมาก ยามเช้าหมอกจะเยอะ ๆ
ทานมื้อเช้าเสร็จก็กลับมาพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวกลับ และหาที่เที่ยวค่ะ ระหว่างทางกลับเนี่ย ไปไหนได้บ้าง
ที่แรกเลยไม่ไกลจากที่พักมาก คือ ช่องเขาขาด มาไม่ถูกก็ google maps เรื่องทางไว้ใจเขาเลย
หลังจากนั้นมุ่งหน้ากลับ กทม. จ้า
**สรุปค่าใช้จ่าย**
ที่พัก The For Rest Resort+บุฟเฟต์ 2 มื้อ+กิจกรรมของที่พัก 2,400 บาท (2 คน)
น้ำมันรถ 1,700 บาท
เช่าเรือชมวัดจมน้ำ 400 บาท
ค่ากิน (สารพัดที่อยากกิน) ประมาณ 500 บาท
เพื่อน ๆ คนไหนมีเวลาน้อย จะลองเที่ยวแบบเราก็ได้นะคะ
ปล.จริง ๆ เราแวะเที่ยวเมืองมัลลิกาด้วย แต่ไม่เอามาเล่านะ เราไปดูเฉยๆ ชุดก็ไม่เปลี่ยน อากาศร้อนมาก ไปถึงก้นั่งรับลม ชมควาย แล้วก็กิน ดูเป็ด ดูห่าน เท่านั้นจริงๆ ฮ่าๆๆ